การขับเคลื่อนระบบอาหารที่ยังยืนส่งเสริมการบริโภคอาหารเพื่อสุขภาวะจังหวัดสงขลาและพัทลุง
LINE_ALBUM_23969 คืนข้อมูล_261007_9.jpg
LINE_ALBUM_23969 คืนข้อมูล_261007_8.jpg
LINE_ALBUM_23969 คืนข้อมูล_261007_7.jpg
LINE_ALBUM_23969 คืนข้อมูล_261007_5.jpg
นักวิชาการถอดบทเรียน อสม.แกนนำที่เข้าร่วมเป็นทีมในโปรแกรมปรับเปลี่ยนวิถีชีวิต ลดโรค NCDs
ปัจจัยที่ 1 - รับรู้และรู้สึกถึงความเสี่ยงทำให้อยากปรับเปลี่ยน (Quotes & เสียงสะท้อน)
-การจำลองสถานการณ์ผ่านเกม เช่น การลองติดกระดุมเสื้อด้วยมือข้างเดียว หรือแกะยาง เพื่อสัมผัสสภาพการเป็นอัมพฤกษ์ ทำให้ผู้เข้าร่วมเกิดความตระหนักว่า หากไม่สามารถช่วยเหลือตัวเองได้และต้องให้ผู้อื่นดูแล จะยากลำบากเพียงใด
-การเห็นเหตุการณ์และสื่อเรียนรู้เกี่ยวกับโรคต่างๆ ทำให้เกิดการตั้งเป้าหมายปรับพฤติกรรมการกินในครอบครัว เช่น ลดการทำแกงกะทิลง และหันมาทำแกงส้มแทน
-การรับชมคลิปวิดีโอผู้ป่วยติดเตียง ทำให้เกิดความกลัว ไม่อยากมีสภาพเช่นนั้น จึงเกิดความต้องการและแรงจูงใจในการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมตนเอง
-กิจกรรมทำให้เห็นว่าผลกระทบของการเกิดโรค ไม่ได้ตกอยู่กับตนเองเพียงคนเดียว แต่ส่งผลกระทบถึงครอบครัว หลาน และคนรอบข้างด้วย
-ประสบการณ์จาก "เกมรถเข็น" และกิจกรรมจำลอง ทำให้นึกถึงลูกและครอบครัว ไม่อยากเป็นภาระให้ลูกต้องลำบาก จึงตั้งใจจะปรับเปลี่ยนและทำอย่างต่อเนื่อง
-การได้ทบทวน สะท้อนคิดถึงอุปสรรค ข้อดี-ข้อเสีย ผ่านคำถามและการเขียนระบุเป้าหมาย ช่วยให้เห็นทิศทางและเหตุผลในการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมชัดเจนขึ้น
-สรุปปัจจัยที่ทำให้เกิดความอยากเปลี่ยนแปลง (แรงจูงใจและการรับรู้ความเสี่ยง)
เครื่องมือ/กิจกรรมที่กระตุ้น
-คลิปวิดีโอแสดงความเชื่อมโยงระหว่างพฤติกรรมการกิน (หวาน มัน เค็ม) กับการเกิดโรคหลอดเลือดและสมอง
-เกมทำภารกิจจำลองอาการจากโรคหลอดเลือดและสมอง
-การเขียนข้อดี-ข้อเสียของพฤติกรรมตนเอง
ปัจจัยที่ 2 - เรียนรู้โดยลงมือทำ ทำให้สามารถนำไปปฏิบัติได้ (Quotes & เสียงสะท้อน)
-การเรียนรู้เรื่อง "ปรุงน้อยก็อร่อยได้" ช่วยให้ตัดเครื่องปรุงที่ไม่จำเป็นออกได้ เช่น การทำส้มตำโดยไม่ใส่ปลาร้าหรือลดความเค็มลง
-ผู้ช่วยวิจัยลงรายละเอียดเรื่องปริมาณเครื่องปรุง (น้ำมัน เกลือ) ทำให้ทราบสัดส่วนที่ชัดเจน จากเดิมที่เคยปรุงโดยไม่ตวง ก็เริ่มตวงเครื่องปรุงและกินอย่างมีแบบแผนมากขึ้น
-การสอนตาราง/วางแผนกำหนดวันที่ปฏิบัติได้จริง เช่น ปั่นจักรยานสัปดาห์ละ 3 วัน (จันทร์, พุธ, ศุกร์) รวมถึงการตั้งเป้าหมายปริมาณอาหาร ช่วยลดการกินตามใจตนเอง
-การปรับเปลี่ยนสภาพแวดล้อมหรือวิถีชีวิต เช่น ลดการแกงกะทิลงเนื่องจากการจัดหาวัตถุดิบทำได้ยากขึ้น ประกอบกับความตระหนักเรื่องความเจ็บป่วย
สรุปปัจจัยที่ทำให้เริ่มปรับเปลี่ยน (การฝึกปฏิบัติและการวางแผน)
องค์ประกอบสำคัญ:
1.รับรู้ระดับ หวาน มัน เค็ม
2.เทคนิค "ปรุงน้อยก็อร่อยได้"
3.คำแนะนำและแนวทางที่นำไปปฏิบัติได้จริง
กระบวนการปรับพฤติกรรม
กำหนดเป้าหมายทางพฤติกรรม + วางแผนการปฏิบัติ + วางแผนจัดการอุปสรรค + ลงมือทำ/ฝึกปฏิบัติ
ightarrow นำไปสู่การปรับเปลี่ยนพฤติกรรม
สไลด์ที่ 14 – 15: ปัจจัยที่ 3 - ทำไปด้วยกันและได้รับการสนับสนุน (Social Support & Tracking)สไลด์ท
-เสียงสะท้อนถึงการติดตามผลสัปดาห์ละครั้ง ช่วยเตือนความจำ กระตุ้นแรงจูงใจ ไม่ให้ลืม และการมีกลุ่มเพื่อน (เช่น เพื่อน อสม.) ช่วยให้ได้พูดคุยแลกเปลี่ยนและปรึกษากัน
สรุปปัจจัยที่ทำให้คงการปรับเปลี่ยนไว้ได้
-การพบปะและติดตามสัปดาห์ละ 1 ครั้ง ได้มาเล่าสู่กันฟัง
-แรงสนับสนุนทางสังคมจาก ผู้ช่วยวิจัย, อาจารย์ และ อสม.
โครงสร้างความสัมพันธ์ของการปรับเปลี่ยนพฤติกรรม (COM-B Model)
ระบุว่า "การอบรมให้ความรู้เพียงอย่างเดียว ไม่สามารถนำไปสู่การปรับเปลี่ยนพฤติกรรมได้"
การเกิดพฤติกรรมสุขภาพต้องอาศัยการทำงานร่วมกันของ 3 องค์ประกอบหลัก
-ความสามารถ (Capability)
-แรงจูงใจ (Motivation)
-โอกาส (Opportunity)
Take Home Message – โครงสร้างสรุป COM-B Model
การเชื่อมโยงระหว่าง ความสามารถ, แรงจูงใจ, โอกาส ที่ส่งผลโดยตรงต่อการปรับเปลี่ยนพฤติกรรม
Take Home Message – รายละเอียดองค์ประกอบการเปลี่ยนพฤติกรรม
1. ความสามารถ (Capability):
ความรู้: รับรู้ระดับหวานมันเค็ม, เมนูชูสุขภาพแบบง่าย, จานสุขภาพ 2:1:1
ทักษะ: ปรุงน้อยก็อร่อยได้, การกำหนดเป้าหมายและวางแผน
2. แรงจูงใจ (Motivation):
การไตร่ตรอง: ทบทวนตนเอง, การชั่งใจ, "ฝันเป็นจริงได้ด้วยมือเรา"
อัตโนมัติ: การรับรู้ผ่านคลิปวิดีโอ และเกมส์จำลอง
3. โอกาส (Opportunity):
สิ่งแวดล้อม: หนังสือกินดีอยู่ยืน, ไลน์กลุ่ม
สังคม: การเล่าสู่กันฟัง, การพบปะ/ติดตามอาทิตย์ละครั้ง, การสนับสนุนจากทีมผู้ช่วยวิจัย/อาจารย์/อสม.
เปรียบเทียบรูปแบบดั้งเดิม vs โปรแกรม HAPA
แบบดั้งเดิม (❌): ฟังอย่างเดียว..ไม่ลงมือทำ
ightarrow ผลลัพธ์คือ "รู้แต่...ทำไม่ได้"
โปรแกรม HAPA (✔): มุ่งเน้นกระบวนการครบวงจร ได้แก่:
สร้างแรงจูงใจ
กำหนดเป้าหมายทางพฤติกรรมที่เจาะจง
วางแผนปฏิบัติ
วางแผนจัดการอุปสรรค
ให้คำแนะนำที่นำไปปฏิบัติได้จริง
กระบวนการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมตามแนวคิด HAPA (Health Behavior Change Process)
-ระยะสร้างแรงจูงใจ (Motivator):
จากขั้น ไม่สนใจ
ightarrow สังเกต
ightarrow ตัดสินใจ
ประกอบด้วย- การรับรู้ความเสี่ยง, การคาดหวังประโยชน์, ความเชื่อมั่นในตนเองว่าทำได้ rightarrow เกิด ความตั้งใจปรับพฤติกรรม
-ระยะลงมือทำและปฏิบัติให้ยั่งยืน (Volition/Action):
จากขั้น ลงมือทำ
ightarrow คงพฤติกรรมไว้
ประกอบด้วย-วางแผนปฏิบัติการ, วางแผนจัดการอุปสรรค, ความเชื่อมั่นในการจัดการสิ่งยั่วยุ, การควบคุมและติดตามผลด้วยตนเอง, ความเชื่อมั่นว่าจะทำใหม่ได้อีกเมื่อกลับไปมีพฤติกรรมเดิม
ผลของการปรับเปลี่ยนพฤติกรรม (ข้อมูลสถิติ/ผลการทดลอง)
ปริมาณการบริโภค
หวาน (Sweet): ลดลงอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ Week 8 และ Week 12 เมื่อเทียบกับ Baseline (p < 0.001)
ไขมัน: ลดลงอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ Week 8 (p = 0.032) และ Week 12 (p < 0.001)
โซเดียม (Sodium): ลดลงอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ Week 8 (p = 0.035) และ Week 12 (p = 0.002)
ผักและผลไม้ (Fruits & Veggies): เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ Week 8 และ Week 12 (p < 0.001)
ความเชื่อมั่นในตนเอง - Self-efficacy
พฤติกรรมความเชื่อมั่นว่าสามารถทำได้, จัดการสิ่งยั่วยุได้ และกลับมาทำใหม่ได้เมื่อหลุด เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ (p < 0.001) จาก Baseline ไปยัง Week 8 และ Week 12
การคาดหวังประโยชน์ - Outcome Expectancy
คะแนนการคาดหวังประโยชน์จากการปรับพฤติกรรมเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญในช่วงติดตามผล (Baseline vs W8/W12, p < 0.002)
การวางแผน - Action/Coping Planning
คะแนนการวางแผนปฏิบัติการและการวางแผนจัดการอุปสรรคเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ (Baseline vs W8/W12, p < 0.001)
สรุปผลรวม
การประยุกต์ใช้ โปรแกรม HAPA ช่วยส่งเสริม ความสามารถ, แรงจูงใจ และโอกาส ซึ่งส่งผลให้เกิด การปรับเปลี่ยนพฤติกรรม สุขภาพได้อย่างมีประสิทธิภาพและยั่งยืน
ความคิดเห็นจากแกนนำในพื้นที่พัทลุงและสงขลา
หากจะนำโปรแกรมนี้ไปใช้ในวงกว้าง…
ความเป็นไปได้ในการนำโปรแกรมไปใช้
มีความเป็นไปได้
แนวทางเป็นอย่างไรใครจะเป็นคนทำ ทำอย่างไร ต้องการการสนับสนุนในเรื่องใดบ้าง
1.แนวทางรพ.สต. ทำ เราเป็นเจ้าของโครงการ กลุ่มเป้าหมายที่ประสบความสำเร็จให้เป็นพี่เลี้ยง หากลุ่มเป้าหมาย 20-30 คน
2.เริ่มทำจากในครอบครัวและชุมชน
3.อบรมให้ความอย่างต่อเนื่อง อยากให้มีวิทยากรให้ความรู้ ต้องให้ความรู้ และปฏิบัติจริง และความร่วมมือของคนในชุมชน
4.เริ่มจากตัวเรา/แกนนำในชุมชน ต้องการคนช่วยเขียนโครงการ และเรื่องของค่าเดินทางของคนที่มาร่วมกิจกรรม
5.ต้องมีแกนนำ ผู้เข้าร่วมโครงการมาทำโครงการ
6.ระยะแรกอาจจะทำในกลุ่มแกนนำในชุมชนก่อน เช่น อสม. หรือผู้นำชุมชน
รพ.สต. ต้องขับเคลื่อน,อสม., หมอ, นักวิชาการ, อบต.
7.สร้างกลุ่มที่อยากมีการพัฒนาพฤติกรรมด้านนี้
8.ต้องการสนับสนุน/งบประมาณ และผู้ให้ความรู้ที่น่าเชื่อถือ
9.เจ้าหน้าที่รพ.สต. และแกนนำสุขภาพในการลงติดตามสัปดาห์ละ 1 ครั้ง
10.ต้องการสนับสนุนในเรื่องของวิทยากร เช่น นักโภชนาการ, แพทย์ และเรื่องงบประมาณ
11.ใครจะเป็นคนทำ: เราร่วมมือกับเจ้าหน้าที่รพ.สต. งบประมาณสมทบจากสป.สช., องค์การบริหารส่วนตำบลลำปำ
12.ใครจะเป็นคนทำ: เจ้าหน้าที่, ทำอย่างไร: ร่วมกับภาคีเครือข่ายนำโปรแกรมนี้ไปใช้กับประชาชนในชุมชน, ต้องการสนับสนุนในเรื่องใดบ้าง: งบประมาณ
จะให้เจ้าหน้าที่ หรือแกนนำสุขภาพเป็นคนนำร่องเป็นตัวอย่างในการทำ เพื่อให้เห็นผลชัดเจนและมั่นคงยืนยาว จะทำให้เขาตั้งใจฟัง หรือบางพื้นที่มีสิ่งดีๆ นำมาเสนอ จะได้แลกเปลี่ยนกัน, สิ่งที่ต้องการ: อยากให้ทีมสนับสนุนเรื่องวิทยากรให้ความรู้ บางครั้งคนในพื้นที่เขาไม่ค่อยฟัง หรือฟังหลายครั้งแล้ว เบื่อ ถ้ามีคนใหม่ๆ
13.หน่วยงานรพ.สต. พร้อมแกนนำ
14.บุคลากรสาธารณสุขควรเป็นแกนนำในการทำ
15.ผู้เข้าร่วม (รอบที่ผ่านมา) เข้ามาเป็นโค้ช, โค้ชขยับตำแหน่งเป็นเจ้าของโครงการ, รพ.สต. เป็นที่ปรึกษา ให้ความรู้และความสำคัญของการปรับเปลี่ยนพฤติกรรม เพื่อไม่ให้เกิดโรค NCD
16.ผู้ทำ: คนในครอบครัว และคนในชุมชน, ผู้ให้ความรู้: วิทยากรที่มีความรู้, ต้องการสนับสนุน: งบประมาณ
17.เริ่มด้วยตัวเราเอง และแกนนำในชุมชน
ใครจะเป็นคนทำ: ตัวเราเองร่วมกับแกนนำชุมชน
ข้อเสนอแนะ เพื่อการปรับปรุงโปรแกรมให้นำไปใช้ได้ และเป็นที่ยอมรับ
1.แกนนำร่วมกับผู้นำหมู่บ้าน และชาวบ้านในชุมชน
2.ควรมีสื่อเป็นวีดีโอให้มากกว่านี้
3.ควรมีการกระตุ้นในกลุ่มตัวอย่างต่อเนื่อง
4.ควรมีการวิเคราะห์ปัจจัยเสี่ยงทางสิ่งแวดล้อมในชุมชนด้วย
5.โดยทำที่ตัวเราก่อนเป็นแบบอย่าง แล้วรวมกลุ่มกัน 3-4 คน ให้เห็นผลลัพธ์
6.อยากให้มีกิจกรรมแต่ละอย่าง 2 สัปดาห์ เพื่อย้ำพฤติกรรมของผู้เข้าร่วมให้มากขึ้นถึงกิจกรรมนั้นๆ ได้เห็นถึงความสำคัญ
7.สร้างกิจกรรมให้น่าสนใจเพิ่มมากขึ้น
8.ติดตามผลจากการดำเนินงานให้เป็นที่ยอมรับ และเปิดใจยอมรับการใช้โปรแกรมมากขึ้น
9.แนะนำการติดตามอย่างเป็นระยะ การจัดกิจกรรมในรูปแบบที่แตกต่าง เพื่อให้เกิดความสนุกและสร้างแรงจูงใจได้มากขึ้น
10.ต้องมีขั้นตอนการทำโครงการอย่างชัดเจน/ต้องทำให้เห็นผล เห็นผลอย่างชัดเจน/คลิปอย่างชัดเจน ต้องมีแรงจูงใจ/เห็นผลอย่างมาก
11.ช่วยในด้านให้ความรู้สู่ชุมชน และงบประมาณการจัดกิจกรรม ทำให้ได้รู้การกินและปรับเปลี่ยนพฤติกรรมของตัวเอง
12.โปรแกรมนี้คิดว่าสมบูรณ์ ครบถ้วนแล้ว ระยะเวลาน่าจะยาวกว่านี้
13.ทุกคนทำได้หมด ถ้าลงมือทำ
14เป็นโปรแกรมดีอยู่แล้วและสามารถนำไปใช้ได้จริง
15.สร้างแรงจูงใจที่ทำให้เกิดโรค เห็นภาพที่ชัดเจนและน่ากลัวให้มากกว่าเดิม
16.ต้องมีเอกสาร หรือข้อมูล คลิปวีดีโอ และเอกสารที่จะนำเสนอ
17.ต้องแนะนำในการเปลี่ยนแปลงเรื่องการกินที่ดีขึ้นว่าเป็นการลดโรคทุกโรค
18.แนะนำในการลดเครื่องปรุง หรือไม่ใส่เลยก็อร่อย เอาครอบครัวตัวอย่างที่ลดเครื่องปรุงเป็นตัวอย่าง
แสดงความคิดเห็นผ่านโพสต์อิต ทำอย่างไรให้เกิดความรอบรู้ด้านอาหารและพฤติกรรมการบริโภคเพิ่มขึ้น
1.หัวข้อ ความรู้ดีแต่พฤติกรรมไม่ดี ปัจจัยใดที่เป็นอุปสรรคสำคัญที่ทำให้ไม่สามารถเปลี่ยนพฤติกรรมการบริโภคให้เป็นไปตามหลักสุขภาพได้เช่นราคารสชาติกระทะแวดล้อม
1.ชุมชนต้องมีส่วนร่วมในการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการกินเพื่อลดหวานมันเค็มเช่นงานเลี้ยงต่างๆ
2.ความเคยชินที่กินด้วยความอร่อยอยู่เป็นประจำ
3.สภาพแวดล้อมชุมชนงานญาติร้านค้า
4.ในชุมชนมีร้านน้ำหวานที่หลากหลายเปิดใหม่มาเรื่อยๆทำให้นักกินนักชิมเพิ่มขึ้นเรื่อยๆเช่นกัน
5.ได้ราคาด้านสิ่งแวดล้อมและความสะดวกในการซื้อหาซึ่งร้านค้าในชุมชนยังเป็นแบบเดิม
6.อุปสรรคคือตัวเองต้องบังคับตัวเองให้ได้ก่อนถึงจะไปบอกกับคนอื่น
7.ร้านค้ามีมากงานเลี้ยงงานสังสรรค์มีเป็นประจำเกิดความเกรงใจกับคนรอบข้างและคนในครอบครัวที่ยังไม่สามารถบอกให้ปรับเปลี่ยนได้
8.ขาดแรงจูงใจในการที่จะมีคนมาทำกิจกรรมร่วมสครับแวดล้อมในชุมชนไม่สะดวกในการดำเนินกิจกรรม
9.สำคัญคือจิตใจต้องเข้มแข็งที่จะมองไปให้ถึงจุดที่จะทำให้สุขภาพเราไม่ดีทำให้เกิดโรคจะสามารถฝ่าฟันอุปสรรคไปได้ทุกอย่าง
10.ความเคยชิน และเหตุการณ์ยังมาไม่ถึงตัวเองจึงยังมองไม่เห็นภาพว่าจะต้องดูแลตัวเองยังไง
11.คนส่วนใหญ่ยังต้องการความอร่อยอยู่
12.ความสะดวกและวิถีชีวิตที่เร่งรีบทำให้คนเลือกกินอาหารสำเร็จรูปที่ซื้อง่ายและกินง่ายมากกว่าการทำอาหารกินเอง
13.เวลาการทำงานเร่งรีบเลิกงานเย็นทำให้ไม่มีเวลาทำกับข้าวเต็มที่ตอนเที่ยงก็ไม่ได้ทำสั่งสะดวกกว่าพฤติกรรมทางด้านสังคมต้องร่วมงานงานแต่งงานบวชงานศพงานเกษียณอายุซึ่งต้องใช้ระยะเวลา 1 ในการนั่งร่วมงานทำให้ต้องรับประทานอาหารที่อาจส่งผลไม่ดีต่อสุขภาพ
13.ปัญหาจากตัวเราเองความอยากกินเห็นโฆษณาแหล่งอาหารแล้วอยากลอง
14.บางคนติดนิสัยปรับเปลี่ยนยากทำมานานแล้วเปลี่ยนแปลงไม่ได้
2.หัวข้อ การยกระดับความรู้ วิธีการใดที่จะนำความรู้ที่เรามีไปใช้ปรับเปลี่ยนพฤติกรรมทั้งส่วนตัวครอบครัวและชุมชน
1.นำความรู้ที่ได้รับสู่การนำไปปฏิบัติจริงในครัวเรือนเช่นกรุงน้อยอร่อยมาก
2.ขั้นแรกต้องยกระดับความรู้ด้วยการรวมกลุ่มคนที่รักสุขภาพเพื่อให้ตระหนักถึงโรค ncd เน้นย้ำเรื่องการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมเน้นถึงไทยของพฤติกรรมการกินที่ไม่ถูกต้องที่ทำให้เกิดโรค และหน่วยงานของท้องถิ่นต้องให้ความร่วมมือในเรื่องพฤติกรรมการกินของคนในชุมชน
3.สร้างแรงจูงใจในการปฏิบัติให้ได้จริงและต้องได้ผลเร็วจัดทำคลิปดูชีวิตจริงที่ส่งผลกับคนในครอบครัวและนำไปเผยแพร่ให้คนในชุมชนได้รับรู้
4.รวมกลุ่มออกกำลังกายนัดมาเสวนาเรื่องสุขภาพดีเดือนละครั้ง
5.ทำตารางการทำอาหารทีละวันที่ไม่เพิ่มหวานมันเค็มและออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ
6.สนับสนุนให้มีการปลูกผักกินเอง
7.จัดตั้งผู้ให้ความรู้โดยการแนะนำคนในครอบครัวและคนในชุมชนให้มีความรู้โดยทั่วถึง
8.อยากให้โครงการเข้ามาให้ความรู้คนในชุมชนพร้อมอสมและแกนนำโดยลงไปที่หมู่บ้านต่างๆให้ครอบคลุมมากยิ่งขึ้น
9.จัดโครงการส่งเสริมสุขภาพปรับเปลี่ยนพฤติกรรมกินดีอยู่ยืนปรุงน้อยก็อร่อยได้
10.จัดกิจกรรมในชุมชนโครงการลดโรคออกกำลังกาย
11.แนะนำให้นำเครื่องมือในการตรวจวัดความหวานความเค็มมาใช้ในร้านค้าแจ้งผลและให้ความรู้เพิ่มเติมแก่ร้านค้า
12.ปรับเปลี่ยนเรื่องการกินกินครบทั้ง 3 มื้อเหมือนเดิมแต่ลดปริมาณลงและกินอาหารที่มีประโยชน์ ออกกำลังกายอาทิตย์หนึ่งให้ได้ 1 ครั้งและชักชวนเพื่อนบ้านใกล้ๆมาดูแลสุขภาพด้วยกัน
13.กิจกรรมที่ช่วยกระตุ้นการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมที่ได้ดีที่สุดคือบุคคลในครอบครัวโดยเฉพาะคนทำอาหารรวมถึงการให้กำลังใจจากคนรอบข้างและอยากให้มีการประกาศนโยบายของหน่วยงานรัฐถึงรสชาติของอาหารเป็นการควบคุมของร้านค้า
14.เริ่มสร้างเครือข่ายสนับสนุนในบ้านเช่นชวนกันมาทำอาหารเย็นทานเองโดยลดเครื่องปรุง
15.อยากให้มีทีมงานมาติดตามทุกสัปดาห์หรือ 2 สัปดาห์เพื่อความยั่งยืน
16.อยากทำกิจกรรมนี้ต่อเนื่องที่รพ. สตและดำเนินการนัดหมายคนที่เข้าร่วมกันอยู่ก่อนแล้วมาเจอกันเพื่อที่จะสอบถามและจัดให้มีโครงการต่อเนื่อง
17.พัฒนาชุมชนให้เป็นต้นแบบได้และเป็นวิทยากรเองได้เพื่อเผยแพร่ข้อมูลให้กับคนในชุมชนได้เอง
18.แนะนำให้คำปรึกษาในการดูแลสุขภาพของตนเองให้ดีขึ้นแก่คนในชุมชน
19.ต้องมีผู้นำรพ. สตแกนนำเพราะตัวเรายังไม่มีความสามารถที่จะชวนคนมาร่วมโครงการได้อสมยังมีความรู้ไม่มากพอและยังขาดความมั่นใจ
20.เชิญชวนให้คนมารับรู้เรื่องการเกิดโรคจากการกินอาหารของผู้คนในชุมชนและให้เห็นถึงความสำคัญของชีวิตหากเกิดโรคแล้วจะทำให้เกิดปัญหาหลายอย่าง
3.หัวข้อ การปรับเปลี่ยนพฤติกรรม กิจกรรมแบบใดที่จะช่วยกระตุ้นการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมได้เห็นผลที่สุดเช่นบุคคลนโยบายของท้องถิ่นหน่วยงาน
1.จัดให้มีกิจกรรมเห็นวีดีโอเห็นภาพและกิจกรรมเล่นเกมให้เห็นถึงถ้าไม่สบายจะส่งผลอย่างไรกิจกรรมการปรุงอาหารที่ปลอดภัยให้ชุมชนได้เห็น
2.จัดกิจกรรมให้ความรู้ปรับเปลี่ยนพฤติกรรมชาวบ้านเรื่องสุขภาพให้ดีขึ้น
3.กิจกรรมเพื่อนช่วยเพื่อนมีบัดดี้ช่วยกันชักชวนในเรื่องการออกกำลังกายและการปรุงอาหารการกินในแต่ละสัปดาห์ช่วยดูว่าอาหารเหมาะสมหรือไม่
4.สร้างกลุ่มไลน์ส่งกิจกรรมที่ทำในแต่ละวันให้เพื่อนๆได้เห็นได้มีแรงใจในการปฏิบัติเช่นกิจกรรมการออกกำลังกาย
5.กิจกรรมอาหารเพื่อสุขภาพจานสุขภาพ 2-1-1 เพื่อเป็นแนวทางให้เพื่อนๆดูเผื่อบางคนคิดว่าจะทำยากแต่พอดูเมนูของเพื่อนสามารถนำมาดัดแปลงได้
6.ใช้ระบบอสมคู่หูคู่สุขภาพบัดดี้อสมประกบตัวต่อตัวกับกลุ่มเสี่ยงเพื่อช่วยกระตุ้นแนะนำและติดตามส่งผลอย่างใกล้ชิด
7.กิจกรรมปรับเปลี่ยนพฤติกรรมกิจกรรมส่วนตัวลุงน้อยอร่อยได้ให้แต่ละคนนำไปปฏิบัติกับครอบครัวจะเห็นผลเร็วที่สุด
8.สร้างกิจกรรมที่กระตุ้นให้เกิดการออกกำลังกายร่วมกันในชุมชน
9.ให้ท้องถิ่นออกนโยบายร่วมกันรวมถึงโครงการของรพ. สต.ที่ทำกับทุกคนในชุมชนเรื่องสุขภาพ
4.หัวข้อ การออกแบบกิจกรรมกิจกรรมเชิงสร้างสรรค์หรือการใช้สื่อส
ารในพื้นที่แบบใดที่ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมได้
1.การออกกำลังกายสัญจรโดยมีแกนนำชักชวนการออกกำลังกายไปตามหมู่บ้านต่างๆ
2.สร้างกระแสรสหวานมันเค็มที่อยู่รอบๆตัวในชีวิตประจำวันตั้งแต่ตื่นนอนงานเลี้ยงห้องประชุม
3.ชุมชนอาจมีนโยบายเช่นรถการเลี้ยงน้ำหวานในงานบุญต่างๆ
4.โครงการปลูกผักกินเองในชุมชน
5.พูดคุยชักชวนแลกเปลี่ยนสิ่งที่ทำแล้วได้ผลดีมีกลุ่มไลน์ส่งรูปอาหารออกกำลังกายเพื่อช่วยเป็นแรงกระตุ้น
6.จัดทำการสื่อสารในช่อง line
7.จัดประชาสัมพันธ์ด้วยเสียงตามสาย
8.จัดประกวดแข่งขันทำอาหารท้องถิ่นสูตรรถโซเดียมรสหวานโดยให้ชาวบ้านมีส่วนร่วม
9.จัดให้มีการออกกิจกรรมออกกำลังกายมีสุขภาพจิตที่ดีชักชวนชาวบ้านให้ออกกำลังกายแนะนำเรื่องสุขภาพเป็นประจำทุกสัปดาห์
5.หัวข้อ ความยั่งยืน เราจะมีแนวทางอย่างไรในการรักษาความรอบรู้และพฤติกรรมที่ดีนี้ให้คงอยู่และเติบโตอย่างยั่งยืนหลังจากสิ้นสุดโครงการ
1.ให้แกนนำจัดทำกลุ่มแนะนำความรู้ให้กับชาวบ้านอย่างต่อเนื่อง
2.ให้อสม.และรพ. สต. ร่วมกันทำต่อเนื่องเพื่อจะของบจากหน่วยงานต่างๆเพื่อขับเคลื่อนโครงการนี้ต่อไปสู่ชุมชนให้เพิ่มมากขึ้น
3.ความยั่งยืนในส่วนของตัวเองเน้นทานผักอาหารจากพืชออกกำลังกายสม่ำเสมอนอนหลับให้มีคุณภาพจัดการความเครียดของร่างกาย
4.กิจกรรมจัดกิจกรรมออกกำลังกายในช่วงเย็นและแลกเปลี่ยนเรียนรู้การดูแลสุขภาพของตัวเองเป็นประจำของแต่ละชุมชน
5.สร้างความตระหนักและมีเป้าหมายเพื่อนช่วยเพื่อนมาเล่าสู่กันฟังในสิ่งที่ทำไปแล้วทำได้หรือไม่ได้เพื่อเป็นการกระตุ้นซึ่งกันและกัน
6.หากิจกรรมดีๆมานำเสนอในกลุ่มออกกำลังกายเช่นเดินวิ่งแลกแก้วเดินวิ่งแลกแว่นเพื่อให้เพื่อนๆมีกำลังใจในการออกกำลังกาย
7.สร้างแกนนำชุมชนฝึกอบรมคนในพื้นที่ที่ใช้โปรแกรมแล้วได้ผลให้เป็นคนส่งต่อความรู้ให้กับผู้อื่น
8.แกนนำหมู่บ้านแกนนำสุขภาพสร้างกลุ่มไลน์สร้างกลุ่มออกกำลังกายนัดกันออกกำลังกายทุกจันทร์ถึงศุกร์ที่รพ. สต.อย่างน้อยวันละ 30 ถึง 45 นาทีเป็นประจำอย่างต่อเนื่อง
9.ต้องสร้างแกนนำจากกลุ่มเดิมให้เพิ่มขึ้นมาอย่างน้อยที่ละ 10 คนเพื่อที่จะได้มีกำลังไปบอกคนอื่นๆได้มากยิ่งขึ้น
10.การทำกิจกรรมใดก็ตามเมื่อเสร็จหรือจบโครงการก็จะจบหากมีการติดตามเป็นระยะก็จะเป็นแรงกระตุ้นการปรับพฤติกรรมให้ได้มากขึ้นอีก
11.ในชุมชนออกนโยบายที่ทุกหลังคาเรือนต้องปฏิบัติตามเหมือนของตำบลท่าข้ามที่มีธรรมนูญสุขภาวะของตำบลหากเรานำพฤติกรรมการบริโภคอาหารหรือออกกำลังกายมาอยู่ในธรรมนูญสุขภาวะของชุมชนก็จะช่วยให้การดูแลสุขภาพยั่งยืนมากขึ้น
แลกเปลี่ยนประเด็นความยั่งยืนจากผู้เข้าร่วมภาพรวมของแต่ละรพ.สต.
รพ.สต.โตร๊ะ
1.มีความยินดีเป็นอย่างยิ่งที่ กิจกรรมนี้มีได้ให้ความรู้จากการที่อาจารย์ลงพื้นที่ เรื่องความยั่งยืน ถ้าเราสานต่อโครงการต่อ ติดตามผล และส่งข้อมูลให้ความรู้ผ่านทางไลน์กลุ่ม มีอะไรก็ส่งให้ผู้เข้าร่วมโครงการ เป็นการทำต่อเนื่อง ให้กำลังใจกัน แนะนำ และถ้ามีข้อสงสัยอะไรก็สอบถาม เราจะประสานอาจารย์เพื่อขอความรู้เพิ่มเติม
2.ต้องให้ทาง รพ.สต. ช่วยเป็นผู้นำเนินการหลัก เพราะบางที อสม. ไปพูด ชาวบ้านอาจยังไม่มั่นใจ
รพ.สต. ลำปำ
จาก รพ.สต. ลำปำ ความยั่งยืนขึ้นอยู่กับตัวเราเป็นหลักและแนวร่วม พอจบโครงการ เราสามารถดำเนินต่อโดยร่วมมือกับเจ้าหน้าที่ รพ.สต. และ อสม. เรื่องเงินทุนที่มองไว้คือ ขอจากกองทุนหลักประกันสุขภาพตำบล นำแบบย่อยๆ มาทำก่อน แล้วค่อยไปขอทุนจาก สสส. ซึ่งเป็นหน่วยงานใหญ่ ถ้าเราไม่มีความตั้งใจก็ทำยาก เราเริ่มจากเล็กๆ ก่อน คิดว่าจะพยายามทำให้คงอยู่ เพราะเป็นประโยชน์กับตัวเรา คนรอบข้าง และนำความรู้ไปถ่ายทอดต่อค่ะ
รพ.สต.ท่าสำเภาใต้
1.จะสร้างเป็นกลุ่มในการดูแลสุขภาพของเครือข่ายก่อน โดยนำกลุ่มผู้ป่วย NCDs มาให้ความรู้ และจัดให้ดูแลร่วมกับ อสม. เป็นการติดตามผลในเครือข่ายดูแลสุขภาพที่มีอยู่แล้วค่ะ
2.สำหรับความยั่งยืน จะสร้างแกนนำสุขภาพในชุมชน โดยเริ่มจากผู้เข้าร่วมโครงการก่อน คนที่สนใจหรือใช้โปรแกรมนี้แล้วได้ผล จะให้เป็นแกนนำสุขภาพเพื่อส่งต่อให้ชาวบ้าน โดยพึ่งพาตนเองก่อน เพราะงบประมาณจัดหาได้ยากและสร้างกลไกตลาดในชุมชน ให้ชาวบ้านปลูกผักกินเองและกระจายรายได้ในหมู่บ้าน
รพ.สต.ทุ่งยาว
1.ความยั่งยืนจะคล้ายกับท่าสำเภาใต้ คือมีแกนนำในชุมชน ซึ่งทุ่งยาวมีกิจกรรมปรับเปลี่ยนพฤติกรรมของสสส.อยู่แล้วที่ทำควบคู่กับกินดีอยู่ยืน กิจกรรมนี้จะส่งเสริมชุมชน ให้แกนนำหมู่บ้านและ อสม. ปลูกผักกินเอง เป็นครัวเรือนต้นแบบ ปลูกผักปลอดสารพิษประมาณ 5 อย่างไว้กินในครอบครัว ส่วนที่เหลือจะนำมาจำหน่ายใน รพ.สต. ในวันประชุม อสม. ประจำหมู่บ้าน และวันที่ผู้ป่วยเบาหวานความดันมารับบริการในศุกร์แรกของเดือน นำมาขาย 10–20 บาท เป็นผักปลอดสารพิษที่ปลูกกินเอง ส่วนการออกกำลังกาย จะมีกลุ่มที่ออกกำลังกายเกือบทุกวันกับเพื่อนๆ ตอนนี้ขยายจากกลุ่ม อสม. ไปยังอำเภอและตำบลข้างเคียง มีเจ้าหน้าที่ร่วมทำเป็นตัวอย่างให้เห็นผลมากที่สุด เพื่อเป็นแกนนำให้คนอื่น และขยายไปเดินในโรงเรียนบ้านทุ่งยาว มีการสะสมระยะทางเดิน-วิ่งเพื่อแลกแก้วของร้านเจริญโอสถด้วย โดยชวนเพื่อนในกลุ่มไปเดินสะสมระยะทางต่อเนื่อง
นอกจากนี้ งานคุ้มครองผู้บริโภค มีการประชาสัมพันธ์และแจกป้าย "ลดหวาน หวานน้อยสั่งได้" ให้ร้านค้าและร้านขายน้ำในหมู่บ้านประมาณ 5–6 ร้าน เพื่อให้คนที่ไปซื้อรู้ว่าสั่งหวานน้อยได้ เข้าใจวัยรุ่นและคนรักสุขภาพที่ยังอยากกินหวานค่ะ
ส่วนงานคุ้มครองผู้บริโภคของเรามีการประชาสัมพันธ์และแจกป้าย "ลดหวาน สั่งได้" ให้กับร้านขายน้ำในหมู่บ้านประมาณ 5–6 ร้าน เพื่อให้ผู้ซื้อทราบว่าร้านนี้สามารถสั่งระดับความหวานได้ ไม่จำเป็นต้องเป็นหวาน 100% เสมอไป สามารถสั่งหวาน 50%, 25% หรือ 75% ได้ เหมาะสำหรับวัยรุ่นและคนรักสุขภาพที่ยังอยากดื่มเครื่องดื่มรสหวาน เป็นโครงการของทุ่งยาวที่ทำอยู่
2.จากการลงพื้นที่ กลุ่มเป้าหมายเข้าร่วมโครงการจำนวน 20 คน และยังอยู่ครบทุกคนจนจบโครงการ ทุกคนสามารถอยู่ร่วมกับผู้อื่นในชุมชนได้ มีความมั่นใจ และกล้าพูดออกไมค์มากขึ้น
ในส่วนของการต่อยอดโครงการ ขณะนี้ดิฉันเป็น อสม. และได้รับการอบรมการทำแผนงานจากทาง ผอ.รพ.สต. วันนี้จึงได้นำเสนอแผนงานต่อยอดโครงการ ร่วมกับ ผอ. และทีมงาน
เราจะนำผลลัพธ์ที่ได้ไปขยายผลต่อในชุมชน โดยโชคดีที่มีเจ้าหน้าที่เข้าร่วมโปรแกรมด้วย ทำให้เรามีทั้งวิทยากรและนักโภชนาการในพื้นที่มาช่วยสร้างความน่าเชื่อถือ และเป็นพี่เลี้ยงดูแลคนในชุมชน
นอกจากนี้ ชมรม อสม. ได้เขียนโครงการขอทุนจาก กองทุนตำบล ในชื่อ "โครงการปรับเปลี่ยนพฤติกรรม กินดีอยู่ยืน" เพื่อต่อยอดงานของอาจารย์ ทำให้ได้รับการสนับสนุนงบประมาณ และมีเจ้าหน้าที่พร้อมทีมงานคอยเป็นโค้ชและพี่เลี้ยงให้แก่ผู้เข้าร่วมโครงการต่อป
รพ.สต.ท่าข้าม
1.เริ่มจากตัวเองและครอบครัว เพราะสมาชิกในครอบครัวเป็นสโตรก พอมีโครงการนี้จึงเอาตัวเองเข้ามาอยู่ในโครงการเพื่อรับความรู้และนำไปปรับใช้กับคนในครอบครัว ในเรื่องอาหารการกินจะปรับให้เป็นไปตามที่เรียนรู้มาทั้งหวานมันเค็มคือลดทุกอย่าง เนื่องจากเราเป็นผู้ผลิตอาหารให้คนในครอบครัวรับประทานเองจึงสามารถคุมเรื่องพวกนี้ได้และในส่วนตัวเมื่อตรวจดูค่าไขมันเมื่อครั้งที่ผ่านมาพบว่าบางส่วนลดลงซึ่งถือว่าเป็นโครงการที่ดีมากๆและจะทำต่อไป
2.นอกจากแกนนำชุมชนที่เข้าร่วมโปรแกรมนี้แล้ว ทาง รพ.สต. ท่าข้าม ยังให้เจ้าหน้าที่ใน รพ.สต.ท่าข้าม ที่มีความเสี่ยงจากการตรวจสุขภาพ เช่น ไขมันสูง หรือ BMI เกิน เข้าร่วมโปรแกรมด้วย
จากการเข้าร่วมกิจกรรม พบว่าการใช้ สื่อวิดีโอและวีดิทัศน์ ทำให้ทุกคนมองเห็นภาพชัดเจน เหมือนกับการดูหนัง ซึ่งเห็นภาพได้ชัดกว่าการนั่งฟังบรรยายธรรมดา ทำให้ผู้เข้าร่วมเกิดความตระหนักและไม่อยากมีสุขภาพที่เป็นภาระแก่ผู้อื่น นอกจากนี้ การเล่น เกมกิจกรรม ร่วมกัน ยังเป็นอีกหนึ่งจุดเปลี่ยนสำคัญที่สร้างแรงจูงใจให้เกิดการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมสุขภาพ
ขณะนี้ ท่าข้ามกำลังดำเนิน โครงการ Stop Stroke เนื่องจากในพื้นที่มีผู้ป่วยโรคหลอดเลือดสมองจำนวนมาก โดยตั้งใจจะนำกิจกรรมจากโปรแกรมนี้ไปประยุกต์ใช้กับการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมในโครงการอื่นๆ ต่อไป
อย่างไรก็ตาม ในส่วนของการสนับสนุนการดำเนินงาน รพ.สต. และชุมชนยังคง ขาดแคลนวิทยากร เช่น นักโภชนาการที่จะมาให้ความรู้เรื่องอาหาร รวมถึง งบประมาณ ที่ได้รับไม่ครอบคลุมทั้งหมด
รพ.สต.หัวถนน
1.มีการนัดกันไปออกกำลังกายในกลุ่มผู้เข้าร่วมโครงการเป็นประจำ ผู้เข้าร่วมท่านหนึ่งสามารถหยุดยาเบาหวานได้จากการเข้าร่วมโครงการนี้พร้อมได้รับเกียรติบัตร
2.ทางอสม.มีการนัดให้ความรู้กับชาวบ้านเวลามีการประชุมคาดว่าจะให้ข้อมูลที่รับรู้มาอย่างตัวเนื่อง
ประกอบด้วย
1) รพ.สต.บ้านหัวถนน ต.เขาเจียก 2) รพ.สต.บ้านโตระ ต.ตำนาน 3) รพ.สต.ลำปำ ต.ลำปำ 4) รพ.สต.ทุ่งยาว ต.โคกชะงาย และ 5) รพ.สต.บ้านสำเภาใต้ ต.ชัยบุรี 6) โรงพยาบาลบางกล่ำ 7) รพ.สต.ท่าข้าม
