สถาบันนโยบายสาธารณะ (สนส. ม.อ.)

directions_run

การขับเคลื่อนระบบอาหารที่ยังยืนส่งเสริมการบริโภคอาหารเพื่อสุขภาวะจังหวัดสงขลาและพัทลุง

แบบการติดตามประเมินผลการดำเนินกิจกรรมของโครงการ (Process Evaluation)

กิจกรรมระยะเวลาเป้าหมาย/วิธีการผลการดำเนินงานปัญหา/อุปสรรค/แนวทางแก้ไข
ตามแผนปฏิบัติจริงตามแผนปฏิบัติจริงตามแผนปฏิบัติจริง
ประชุมสร้างความร่วมมือกับ อบจ.พัทลุง เรื่องการขับเคลื่อนต้นแบบระบบอาหารตลอดห่วงโซ่ในจังหวัดพัทลุง 19 ม.ค. 2569 19 ม.ค. 2569

 

ระดมความคิดเห็นการดำเนินงานพัฒนาต้นแบบระบบอาหารเพื่อสุขภาวะตลอดห่วงโซ่ในจังหวัดพัทลุง โดยมีวาระประชุม จำนวน 2 ประเด็น คือ 1. เรื่องการขับเคลื่อนสภานโยบายอาหารปลอดภัยจังหวัดพัทลุงตามที่เคยได้เสนอในที่ประชุมคณะกรรมการดำเนินงานอาหารปลอดภัยจังหวัดพัทลุง โดยที่ประชุมในวันนี้มีข้อเสนอว่า การจัดตั้งสภานโยบายฯ จะมีลำดับการขับเคลื่อนงาน ดังนี้ 1.1 การประชุมนำเสนอการจัดตั้งกลไกสภานโยบายระบบอาหารยั่งยืนจังหวัดพัทลุง (ใช้คำว่าระบบอาหารยั่งยืน หรือความมั่นคงทางอาหาร แทนอาหารปลอดภัย เพื่อให้ครอบคลุมมิติการทำงานให้กว้างมากขึ้น) ในวันที่ 13 ก.พ. 69 เวลา 13.00 – 16.00 น. โดยสถาบันนโยบายสาธารณะ เป็นผู้นำเสนอกรอบแนวคิดสภานโยบายระบบอาหารฯ มอบ อ.ไพฑูรย์ ทองสม นำข้อมูลพัทลุงมาใส่ใน Housing Model และร่วมกันระดมความคิดเห็นต่อสภานโยบายระบบอาหารฯ โดยผู้เข้าร่วมประชุม ประกอบด้วย
1) ผอ.กลุ่มงานยุทธศาสตร์ฯ 2) เลขาคณะกรรมการดำเนินงานอาหารปลอดภัยจังหวัดพัทลุง คือ สนง.เกษตรและสหกรณ์จังหวัด,สนง.ท้องถิ่นจังหวัด,สสจ. 3) อนุกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค (เภสัชกรไก่) 4) ภาคประชาสังคมจังหวัดพัทลุง 5) ม.ทักษิณ 6) ตัวแทน อปท.ในจังหวัดพัทลุง เช่น นาท่อม ,โคกม่วง,ช่องฟืน) เป็นต้น 7) ภาคเอกชน เช่น คุณประไพ ทองเชิญ 8) ภาคี สสส.สำนัก 5
1.2  MOU ความร่วมมือการขับเคลื่อนสภาระบบอาหารยั่งยืน ในวันที่ 27 ก.พ.69 เพื่อสร้างความร่วมมือกับทุกฝ่ายในการทำงานระบบอาหารในภาพรวมจังหวัดพัทลุง และร่วมกำหนดบทบาทการทำงานร่วมกัน
2. การดำเนินโครงการขับเคลื่อนต้นแบบระบบอาหารใน รพ.สต. จำนวน 15 แห่ง จะมีการทำ workshop ในเดือน มี.ค. 69 โดยเชิญแกนนำชุมชนแห่งละ 5 คน พัฒนาศักยภาพวิเคราะห์ระบบอาหารในพื้นที่ โดยใช้เครื่องมือกระบวนการนโยบายฯของ TP Lab เมื่อได้โครงการการจัดการระบบอาหารตลอดห่วงโซ่ จะมีการสนับสนุนกระบวนการกิจกรรมโดยใช้งบประมาณจาก สสส. และในระยะเวลา 10 เดือนจะมีการติดตามถอดบทเรียน รพ.สต. ที่เป็นต้นแบบการจัดการระบบอาหารตลอดห่วงโซ่ เพื่อใช้ในการขยายผลการทำงานระบบอาหารฯ

 

ได้แผนการดำเนินงาน

 

สำรวจและวิเคราะห์ข้อมูลความรอบรู้และพฤติกรรมการบริโภคอาหารเพื่อสุขภาวะอย่างสมดุลในประชาชนกลุ่มเป้าหมายจังหวัดสงขลา ได้แก่ กลุ่มผู้ป่วยโรค NCDs และกลุ่มผู้สูงอายุ ในจังหวัดพัทลุง จำนวน 15 แห่ง ครั้งที่ 1 28 ม.ค. 2569 28 ม.ค. 2569

 

ลงพื้นที่เก็บข้อมูลในจังหวัดพัทลุง ระหว่างวันที่ 28 -31 มกราคม 2569 กลุ่มเป้าหมาย
1. วันที่ 28 มกราคม 2569
- ทีมที่ 1 อ.ป่าบอน รพ.สต.ทุ่งนารี ต.ทุ่งนารี รพ.สต.น้ำตก ต.วังใหม่
- ทีมที่ 2 อ.ปากพะยูน  รพ.สต.ดอนประดู่  ต.ดอนประดู่ และ รพ.สต.ห้วยเรือ ต.หารเทา 2. วันที่ 29 มกราคม 2569
- ทีมที่ 1 อ.เมืองพัทลุง  รพ.สต.หัวถนน ต.เขาเจียก รพ.สต.ทุ่งยาว ต.โคกชะงาย
- ทีมที่ 2 อ.ศรีนครินทร์  รพ.สต.ลำใน ต.บ้านนา 3. วันที่ 30 มกราคม 2569
- ทีมที่ 1 อำเภอเมือง รพ.สต.ท่าสำเภาใต้ ต.ชัยบุรี  รพ.สต.บ้านควนถบ ต.พญาขัน
- ทีมที่ 2 อำเภอเมือง  รพ.สต.ลำปำ ต.ลำปำ รพ.สต.โตระ ต.ตำนาน 4. วันที่ 31 มกราคม 2569
- ทีมที่ 1 อำเภอควนขนุน รพ.สต.ท่าลาด  ต.ควนขนุน และ อำเภอเขาชัยสน  รพ.สต.หานโพธิ์ ต.หานโพธิ์
- ทีมที่ 2 อำเภอกงหรา  รพ.สต.ชะรัด ต.ชะรัด  รพ.สต.โล้ะจังกระ ต.คลองเฉลิม

 

  1. ได้ข้อมูล Baseline สถานการณ์ความมั่นคงทางอาหาร ความรู้ ทัศนคติ ทักษะความสามารถในการจัดการอาหาร และพฤติกรรมการบริโภคอาหารเพื่อสุขภาวะของกลุ่มตัวอย่างโรงพยาบาลบางกล่ำ โรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบลท่าข้าม จังหวัดสงขลา จำนวน 380 คน โดยพบว่า ประชาชนกลุ่มเป้าหมายในจังหวัดพัทลุง มีความรอบรู้ด้านอาหารเพื่อสุขภาวะร้อยละ 75.86 และมีพฤติกรรมการบริโภคอาหารเพื่อสุขภาวะร้อยละ 71.83 (อยู่ในระดับดี)

 

สำรวจและวิเคราะห์ข้อมูลความรอบรู้และพฤติกรรมการบริโภคอาหารในโรงพยาบาลบางกล่ำ โรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบลท่าข้าม ครั้งที่ 1 1 ก.พ. 2569 1 ก.พ. 2569

 

1.การเก็บข้อมูลความรอบรู้ด้านอาหารเพื่อสุขภาวะและพฤติกรรมการบริโภคอาหารเพื่อสุขภาวะกลุ่มตัวอย่างในจังหวัดสงขลา จำนวน 97 คน เก็บข้อมูลเมื่อวันที่ 1–2 กุมภาพันธ์ 2569  โดยมีเกณฑ์การคัดเลือกกลุ่มตัวอย่างเป็นผู้ใหญ่อายุ 18 ปี ขึ้นไป ที่มีภาวะอ้วน BMI 23 ขึ้นไป หรือ เส้นรอบวงเอว มากกว่า ส่วนสูงหารสอง หรือ ความดันโลหิตสูง มากกว่า 130/90 หรือ น้ำตาลในเลือดสูง มากกว่า 100 หรือ มีไขมันในเลือดสูง คอเลสเตอรอลรวมมากกว่า 200 หรือ LDL มากกว่า 130 หรือ ไตรกลีเซอไรด์ มากกว่า 150 ก่อนการเก็บข้อมูลฯ นักวิชาการ ผศ.ดร.ลักษณา ไชยมงคล และอาจารย์ศรีลา สะเตาะ  จากคณะวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี  มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ ได้ประชุมวางแผนการเก็บข้อมูลกับทีมงานซึ่งเป็นนักโภชนาการจำนวน 8 คน โดยการประชุมวางแผนจัดขึ้นจำนวน 4 ครั้ง ได้แก่ ครั้งที่ 1 วันที่ 18 พฤศจิกายน  2568 ณ ห้องประชุม1402 สถาบันนโยบายสาธารณะมหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ อ.หาดใหญ่ จ.สงขลา ผู้เข้าร่วมประชุม 6 คน ครั้งที่ 2 วันที่ 29 ธันวาคม 2568 ณ ห้องประชุมคณะวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ อ.เมืองปัตตานี จ.ปัตตานี ผู้เข้าร่วมประชุม 6 คน ครั้งที่ 3 วันที่ 12 มกราคม 2569 ณ ห้องประชุมคณะวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ อ.เมืองปัตตานี จ.ปัตตานี ผู้เข้าร่วมประชุม 13 คน และครั้งที่ 4 วันที่ 27 มกราคม 2569  ณ ห้องประชุมคณะวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ อ.เมืองปัตตานี จ.ปัตตานี  ผู้เข้าร่วมประชุม 14 คน

 

ได้ข้อมูล Baseline สถานการณ์ความมั่นคงทางอาหาร ความรู้ ทัศนคติ ทักษะความสามารถในการจัดการอาหาร และพฤติกรรมการบริโภคอาหารเพื่อสุขภาวะของประชาชนกลุ่มเป้าหมายตัวอย่างของโรงพยาบาลบางกล่ำ โรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบลท่าข้าม จังหวัดสงขลา จำนวน 97 คน โดยพบว่า ประชาชนกลุ่มเป้าหมายในจังหวัดสงขลา มีความรอบรู้ด้านอาหารเพื่อสุขภาวะร้อยละ 72.93  อยู่ระดับดี และมีพฤติกรรมการบริโภคอาหารเพื่อสุขภาวะร้อยละ 69.23 อยู่ระดับควรปรับปรุง และนักวิชาการได้นำข้อมูลมาใช้ออกแบบโปรแกรมปรับเปลี่ยนวิถีชิวิต ตามทฤษฎี HAPA ซึ่งจะใช้องค์ความรู้ เรื่อง การบริโภคอาหารลดหวาน มัน เค็ม, การบริโภคอาหารตามธงโภชนาการ, เมนูอาหารสุขภาพ 2:1:1 การใช้ Salt Meter และคลิปภาพ สื่อ VDO โรค NCDs จัดกระบวนการเรียนรู้ให้กลุ่มผู้ป่วยโรค NCDs และกลุ่มผู้สูงอายุ เพื่อปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการบริโภคอาหารเพื่อสุขภาวะให้มีความสมดุลเพิ่มขึ้น

 

เก็บข้อมูลสถานการณ์ความรอบรู้ด้านอาหารฯ ครั้งที่ 1 2 ก.พ. 2569 2 ก.พ. 2569

 

ลงพื้นที่เก็บข้อมูลสถานการณ์ความรอบรู้ด้านอาหารและพฤติกรรมการบริโภคอาหารเพื่อสุขภาวะของกลุ่มเป้าหมายโครงการที่โรงพยาบาลบางกล่ำ โรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพระดับตำบลท่าข้ามในจังหวัดสงขลา และโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพระดับตำบลถ่ายโอนภารกิจในจังหวัดพัทลุง จำนวน 15 แห่ง โดยเก็บข้อมูลครั้งที่ 1 ก่อนดำเนินงาน ระหว่างวันที่ 27 มกราคม – 2 กุมภาพันธ์ 2569 ซึ่งใช้เครื่องมือของมหาวิทยาลัยมหิดล มีจำนวนกลุ่มตัวอย่าง 505 คน

 

ขณะนี้อยู่ระหว่างการวิเคราะห์ข้อมูล และจัดทำเป็นรายงาน และจะจัดประชุมคืนข้อมูลให้กับกลุ่มเป้าหมาย ผู้บริหารหน่วยงาน ร่วมกับระดมความคิดเห็นการเลือกใช้องค์ความรู้ที่ส่งเสริมการบริโภคอาหารอย่างสมดุลของ สสส. ไปใช้ปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการบริโภคอาหารของกลุ่มเป้าหมายต่อไป

 

การประชุมเพื่อบูรณาการความร่วมมือโครงการขับเคลื่อนระบบอาหารที่ยั่งยืนส่งเสริการบริโภคอาหารเพื่อสุขภาวะอย่างสมดุลกับตลาดรื่นรมย์ ม.หาดใหญ่ 16 ก.พ. 2569 16 ก.พ. 2569

 

สถาบันนโยบายสาธารณะ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ ร่วมกับคณะบริหารธุรกิจ มหาวิทยาลัยหาดใหญ่ ประชุมสร้างความร่วมมือการฟื้นฟูตลาดรื่นรมย์ โดยวางแผนการปรับตลาดให้มีอาทิย์ละ 1 ครั้งจะตรงกับทุกๆวันพุธ เวลา 16.00-18.00น. ซึ่งตลาดจะมีแม่ค้าจากพื้นที่ใกล้เคียงพื้นที่ ม.หาดใหญ่ ได้แก่ คอหงส์ บ้านพรุ หาดใหญ่ ควนลัง บางกล่ำ ฉลุง จำนวน 18 ร้านค้าและมีร้านค้าจากนักศึกษาจากคณะบริหารธุรกิจเข้าร่วมขายสิ้นค้าด้วย  โดยทางตลาดได้สร้างความร่วมมือกับเกษตรอำเภอ ท้องถิ่นที่เกี่ยวข้องเพื่อพัฒนาตลาด เพื่อพัฒนาให้แม่ค้าในตลาดขายอาหารที่ปลอดภัย มีความหลากหลายทางชีวภาพ มีเมนูทางเลือกเพื่อสุขภาพ เพื่อส่งต่อผลผลิต ผลิตภัณฑ์อาหารที่ปลอดภัยให้แก่ผู้บริโภค

 

เกิดแผนการปฎิบัติงาน ดังนี้ 1.ประชุมสร้างความร่วมร้านค้าและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง 2. คัดเลือกเกษตรกรทำ PGF 3. เลือกวันเปิดตลาด 4. พัฒนาศักยภาพเครือข่าย 5. เยี่ยมแปลงเกษตรกรที่มาขายในตลาด

 

ประชุมคณะกรรมการตลาดนัดสุขภาพเทศบาลนครหาดใหญ่ 5 มี.ค. 2569 5 มี.ค. 2569

 

หารือแนวทางการดำเนินกิจกรรมในตลาดนัดสุขภาพฯ ซึ่งเป็นกิจกรรมที่เกี่ยวข้องกับการใช้องค์ความรู้ เช่น เมนูอาหารสุขภาพเมนูลดหวาน มัน เค็ม เมนูเพิ่มผัก ลดการกินเนื้อสัตว์ติดมัน อาหารกะทิ เนย เมนู 2:1:1 Salt Meter ไปใช้พัฒนาศักยภาพผู้ประกอบการจำหน่ายอาหาร จากการหารือในครั้งนี้ พบว่า ตลาดนัดสุขภาพเทศบาลนครหาดใหญ่ ได้มีการปรับโครงสร้างการบริหารจากเดิมฝ่ายสาธารณสุขและสิ่งแวดล้อมจะดูแลพัฒนาด้านต่างๆภายในตลาด ต่อมาเมื่อเปลี่ยนผู้บริหารด้านการเมือง เทศบาลนครหาดใหญ่จึงปรับนโยบายให้ตลาดนัดสุขภาพมาอยู่ในฝ่ายบริการสาธารณสุข ทำให้เกิดช่องว่างการสนับสนุนดูแลการพัฒนาตลาดนัดสุขภาพอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะการควบคุมกำกับมาตรฐานสุขาภิบาลอาหารในผู้ค้ารายใหม่และผู้ค้ารายเก่า จึงเกิดข้อเสนอแนะในที่ประชุมในเรื่องการพัฒนาศักยภาพผู้ประกอบการทั้งหมดเพื่อฟื้นฟูความรู้ด้านมาตรฐานสุขาภิบาลอาหาร

 

แผนการดำเนินกิจกรรม ดังนี้ 1. การพัฒนาปรับปรุงมาตรฐานสุขาภิบาลอาหาร - ให้ผู้ประกอบการประเมินตนเอง ซึ่งใช้เครื่องมือมาตรฐาน SAN ของกรมอนามัย เพื่อประเมินตนเองโดยประเมิน 5 ด้าน สถานที่, อาหาร, ภาชนะ, บุคคล, สัตว์นำโรค
- การฟื้นฟูความรู้เรื่องสุขาภิบาลอาหาร โดยให้ผู้ค้าทั้งหมดมาฝึกอบรมกับตลาดเกษตร ม.อ. โดยเน้นความรู้เรื่องมาตราฐานสุขาภิบาลอาหาร โดยใช้มาตรฐาน San การพัฒนาบุคลิกภาพผู้ประกอบการให้บริการอาหารที่ดี
- ให้สำนักงานสาธารณสุขจังหวัดสงขลา และเทศบาลนครหาดใหญ่ ลงพื้นที่ประเมินมาตรฐานสุขาภิบาลอาหาร “San ตลาดประเภที่ 2 ” ให้กับตลาดนัดสุขภาพเทศบาลนครหาดใหญ่
2. กิจกรรมพัฒนาเมนูอาหารสุขภาพ เมนูลดเค็ม โดยทำงานร่วมกับคณะการแพทย์แผนไทย - กิจกรรมให้ความรู้เรื่องอาหารเค็ม
- รับสมัครร้านค้าที่จะร่วมร่วมกิจกรรมเมนูลดเค็ม - เก็บตัวอย่างอาหาร โดยเครื่อง Salt Meter
- ป้ายเมนูอาหารทางเลือก “เมนูลดเค็ม” และแสดงข้อมูลปริมาณโซเดียมที่บริโภค 3. การสื่อสารประชาสัมพันธ์ตลาดนัดสุขภาพสวนสาธารณะเทศบาลนครหาดใหญ่ - จัดทำธงญี่ปุ่น เบนเนอร์ จุดทางเข้าตลาด - ประชาสัมพันธ์ผ่านวิทยุ ม.อ.88 - ประชาสัมพันธ์ผ่าน ททท ภาคใต้
- ประชาสัมพันธ์ผ่าน TikTok - กิจกรรมเชิญนักการเมือง ชมตลาด 4. การปรับสภาพแวดล้อมร้านค้า
- จัดทำป้ายชื่อร้านค้า + อาหารที่จำหน่าย - กิจกรรมการประเมินแผงจำหน่ายอาหาร ออกแบบร้านค้า โดยผู้ประกอบการ+สถาปนิก ผลที่เกิดขึ้นจากการประชุม
1. เกิดความร่วมมือของคณะกรรมการตลาดนัดสุขภาพเทศบาลนครหาดใหญ่ ในการร่วมกิจกรรมกับโครงการฯ โดยวางแผนให้คณะกรรมการตลาดนัดสุขภาพ ประสานงานผู้ค้าในตลาดให้เข้าอบรมฟื้นฟูความรู้เรื่องมาตรฐานสุขาภิบาลอาหาร มาตรฐาน SAN ในระหว่างเดือนมีนาคม 2569
2. คณะกรรมการตลาดนัดสุขภาพฯ ได้จัดทำป้ายประชาสัมพันธ์ตลาด โดยติดตั้งป้ายบริเวณสวนสาธารณะ เพื่อให้ประชาชนที่มาออกกำลังกายได้รับรู้วันเวลาการเปิดตลาดนัดฯ โดยติดตั้งจำนวน 4 จุด เมื่อติดตั้งป้ายประชาสัมพันธ์แล้วเสร็จ พบว่าประชาชนที่มาออกกำลังกายเกิดการรับรู้ การวันเวลาทำการของตลาดนัดสุขภาพฯ ซึ่งเปิดทำการทุกวันเสาร์-อาทิตย์ เวลา 6.00 – 11.00 น. โดยสื่อสารเป็นภาษาไทยและภาษาอังกฤษ ทำให้เมื่อติดตั้งป้ายไประยะหนึ่ง พบว่ามีจำนวนกลุ่มลูกค้ามากขึ้น โดยผู้ประกอบการสังเกตุว่ามีการขายของหมดในเวลาที่เร็วขึ้น จากเดิมจะขายของหมดประมาณ 10.30 น. แต่ในปัจจุบันใช้เวลาเพียง 9.00 น. สินค้าก็หมด ผลงานที่เกิดขึ้นเมื่อเทียบกับตัวชี้วัด คณะกรรมการตลาดนัดสุขภาพฯ เลือกใช้องค์ความรู้เรื่อง Salt Meter ไปพัฒนาและปรับพฤติกรรมผู้ประกอบการให้มีการจำหน่ายเมนูอาหารลดโซเดียม และเลือกใช้เครื่องมือมาตรฐาน SAN ขับเคลื่อนตลาดนัดสุขภาพให้ได้มาตรฐานความปลอดภัยด้านอาหาร เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้กับผู้บริโภค ตามคอนเซ็บตลาดนัดสุขภาพ โดยมีการติดตามเฝ้าระวังมาตรฐานความปลอดภัยตามหลักสุขาภิบาลอาหาร ซึ่งทำงานร่วมกับเทศบาลนครหาดใหญ่ และสำนักงานสาธารณสุขจังหวัดสงขลา

 

การพัฒนาศักยภาพคณะกรรมการตลาดนัดสุขภาพฯ วันที่ 11 มีนาคม 2569 ณ ห้องประชุมตลาดเกษตรม.อ. 11 มี.ค. 2569 11 มี.ค. 2569

 

น.ส. วรรณา สุวรรณชาตรี ได้ประสานงานกับนางวรภัทร ไผ่แก้ว ผู้จัดการตลาดเกษตร ม.อ. จัดหลักสูตรอบรมให้ความรู้หลักการบริหารตลาดสุขภาพ และมาตรฐานสุขาภิบาลอาหารให้กับคณะกรรมการตลาดนัดสุขภาพ เทศบาลนครหาดใหญ่ และการศึกษาดูงานตลาดเกษตร ม.อ. โดยเนื้อหาหลักสูตรเน้นให้คณะกรรมการมีความเข้าใจเกี่ยวกับการบริหารจัดการตลาดให้ได้มาตรฐานความสะอาด โดยมีปัจจัยสำคัญ 2 ประเด็น คือ ด้านบุคคลที่จำหน่ายอาหาร และ ด้านสภาพแวดล้อมภายในตลาด โดยให้คณะกรรมการได้วิเคราะห์การบริหารจัดการตลาดในปัจจุบัน ซึ่งคณะกรรมการได้สะท้อนปัญหาด้านการไม่ให้ความร่วมมือของผู้ประกอบการในตลาดนัดสุขภาพฯ เนื่องจากไม่มีเจ้าหน้าที่ของเทศบาลนครหาดใหญ่มากำกับดูแล และคณะกรรมการตลาดนัดสุขภาพฯ ก็ไม่ได้มีอำนาจบังคับใช้กฎระเบียบของตลาดนัดสุขภาพ เนื่องจากคณะกรรมการพึ่งคัดเลือกและแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งมาได้ประมาณ 6 เดือน

 

คณะกรรมการเห็นปัญหาดังนี้ 1. การอบรมมาตรฐานสุขาภิบาลอาหาร เทศบาลจัดอบรมไปเมื่อคราวเปิดตลาดใหม่ แต่ไม่ได้ฟื้นฟูความรู้ในผู้ค้ารายเก่า และไม่ได้จัดอบรมให้กับผู้ค้ารายใหม่ ทำให้ผู้ประกอบการไม่มีความรู้ในการปฏิบัติตามมาตรฐานสุขาภิบาลอาหาร 2. โครงสร้างแผงร้านค้าไม่แข็งแรง ใช้วัสดุเก่ามาจัดทำโครงสร้างร้านทำให้เกิดฝุ่นละออง ซึ่งอาจปนเปื้อนในอาหาร 3. ควรมีการเพิ่มจุดล้างภาชนะ ล้างมือ ภายในตลาดนัดสุขภาพฯ 4. การแสดงป้ายราคาอาหาร 5. การมีตาชั่งกลางภายในตลาดนัดสุขภาพ 6. การทดสอบเฝ้าระวังสารปนเปื้อนในอาหาร โดยเทศบาลนครหาดใหญ่ 7. การตรวจโรคผู้ประกอบอาหาร มีราคาแพงประมาณ 900 บาท ผู้ประกอบการบางรายไม่มีเงินสำหรับตรวจโรค
8. การติดตั้งป้ายประชาสัมพันธ์ตลาดนัดสุขภาพ ในจุดต่างๆภายในสวนสาธารณะ เทศบาลนครหาดใหญ่ เพื่อสร้างการรับรู้ให้เกิดขึ้นกับประชาชนที่มาออกกำลังกายในบริเวณสวนสาธารณะ 9. การบริการถังขยะ บริเวณตลาดนัดสุขภาพฯ ซึ่งที่ประชุมแสดงข้อคิดเห็นในประเด็นการยกระดับตลาดให้เป็นที่ยอมรับของประชาชน เมื่อประชาชนเห็นความสำคัญของการมีตลาดนัดสุขภาพซึ่งเป็นแหล่งจำหน่ายอาหารปลอดภัยในชุมชนเมือง    จะช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจเมืองและช่วยเหลือผู้ประกอบการอาหาร เกษตรกร ให้มีตลาดจำหน่ายผลผลิตอาหาร ตลาดก็จะมีความยั่งยืนไม่ว่าเปลี่ยนผู้บริหารเทศบาล ซึ่งปัจจุบันร้านค้าในตลาดมีจำนวน 133 แผง ซึ่งข้อเสนอของคณะกรรมการตลาดนัดสุขภาพมีความเห็นว่า การปรับปรุงมาตรฐานตลาดนัดสุขภาพ หากมีหลายๆหน่วยงานเข้ามาผลักดันก็สามารถทำให้ตลาดนัดสุขภาพมีมาตรฐานเพิ่มขึ้น ผลที่เกิดขึ้นจากการจัดกิจกรรม คณะกรรมการตลาดนัดสุขภาพเทศบาลนครหาดใหญ่ เห็นความสำคัญในการพัฒนาตลาดนัดสุขภาพให้ได้มาตรฐานสุขาภิบาลอาหาร โดยผู้อำนวยการส่วนบริการสาธารณสุข เทศบาลนครหาดใหญ่ ได้มามอบนโยบายของเทศบาลนครหาดใหญ่ สนับสนุนให้ตลาดนัดสุขภาพเป็นตลาดที่มีคุณภาพตาม Concept ที่ได้จัดตั้งตลาดขึ้นมา

 

การพัฒนาศักยภาพเรื่องมาตรฐานสุขาภิบาลอาหารให้กับผู้ประกอบการจำหน่ายอาหารตลาดนัดสุขภาพเทศบาลนครหาดใหญ่ ณ ตลาดเกษตร ม.อ. จำนวน 3 ครั้ง 18 มี.ค. 2569 18 มี.ค. 2569

 

น.ส. วรรณา  สุวรรณชาตรี และนางวรภัทร ไผ่แก้ว ผู้จัดการตลาดเกษตร ม.อ.และคณะกรรมการตลาดนัดสุขภาพเทศบาลนครหาดใหญ่ ได้ประสานผู้ค้าตลาดนัดสวนสุขภาพเทศบาลนครหาดใหญ่ เข้ามาแลกเปลี่ยนความรู้การจัดการตลาดนัดสุขภาพให้ได้มาตรฐานความปลอดภัยด้านสุขาภิบาลอาหาร โดยก่อนการอบรมได้นำภาพตลาดนัดสุขภาพมาวิเคราะห์ร่วมกันในการพัฒนามาตรฐาน และระดมความคิดเห็นว่ามีประเด็นอะไรที่ต้องปรับปรุง โดยตลาดเกษตร ม.อ. ได้แลกเปลี่ยนประสบการณ์การบริหารจัดการตลาดเกษตร ม.อ. ในประเด็นสำคัญ ดังนี้ 1. ระเบียบการปฏิบัติของผู้ประกอบการในตลาดเกษตร ม.อ. 1.1 การสวดผ้ากันเปื้อนที่สะอาด หมวกคลุมผม 1.2 การปกปิดอาหาร ใช้วัสดุที่ประหยัด ไม่ต้องใช้ตู้กระจก
1.3 การจัดการขยะ โดยมีถังขยะหน้าร้าน และเก็บขยะกลับบ้าน 1.4 การห้ามใช้แม็ก ใช้โฟมบรรจุอาหาร ไม่ใช้ถุงพลาสติก 1.5  ความสะอาดของร่างกาย เล็บมือ ไม่สวมแหวน กำไล นาฬิกา 2. การบริหารจัดการตลาดเกษตร ม.อ.
2.1 การสุ่มตรวจสารปนเปื้อน หากพบครั้งที่ 1 จะตักเตือน และหากพบครั้งที่ 2 ไล่ออก 2.2 การเจาะเลือดเกษตรกร เพื่อสร้างกระบวนการเรียนรู้ลดการใช้ยาฆ่าแมลง 2.3 การเยี่ยมแปลงเกษตรกร 2.4 การสแกนใบหน้า บันทึกข้อมูลการมาจำหน่ายอาหารของผู้ประกอบการ 2.5 การอบรมสุขาภิบาลอาหารปีละ 1 ครั้ง 2.6 การออมเงิน เพื่อสร้างหลักประกันการกู้หนี้ของผู้ประกอบการ 2.7 ความร่วมมือในการทำกิจกรรมแปลงเกษตรรวมของตลาดเกษตร เพื่อลดค่าเช่า 2.8 รสชาดอาหาร ไม่หวาน ไม่มัน ไม่เค็ม 2.9 การอบรมการบริหารจัดการด้านการเงิน 2.10 กิจกรรมสานสัมพันธ์ระหว่างผู้ประกอบการ เช่น การทำบุญตลาด 2.11 กิจกรรมวันสำคัญด้านวัฒนธรรมประเพณีสื่อสารให้ภายในตลาด 2.12 ค่าเกษตรกรตัวน้อย 2.13 การศึกษาดูงานในประเทศและต่างประเทศ

 

ผู้ค้าในตลาดนัดสุขภาพมีการตกลงร่วมกันว่าจะปรับปรุงมาตรฐานสุขาภิบาลส่วนบุคคล เช่น การสวมผ้ากันเปื้อน การปกปิดอาหาร และปรับแผงร้านค้าให้สะอาด และสถาบันนโยบายสาธารณะ จะมอบ certificate ให้กับร้านค้า ที่เข้าร่วมอบรม เมื่ออบรมมาตรฐานสุขาภิบาลครบทั้ง 3 รุ่น ทางสำนักงานสาธารณสุขจังหวัดสงขลาและเทศบาลนครหาดใหญ่ ได้ลงประเมินมาตรฐาน san ผลตรวจเบื้องต้น พบสารบอแรกในขนมซั้ง และได้แจ้งผู้ค้าทราบและขอความร่วมมือให้เปลี่ยนแหล่งซื้อ ซึ่งจากการติดตามพบว่าผู้ค้าไม่ได้นำขนมที่ปนเปื้อนสารบอแรกมาจัดจำหน่าย และผลการตรวจประเมินมาตรฐาน san ยังพบ แบคทีเรียโคลิฟอร์ม ทั้งในมือผู้สัมผัสอาหาร และในภาชนะ ซึ่งจะเป็นข้อมูลให้เทศบาลนครหาดใหญ่ และคณะกรรมการตลาดนัดได้เฝ้าระวังมาตรฐานความสะอาดต่อไป

 

พัฒนาศักยภาพชุมชนออกแบบระบบอาหารตลอดห่วงโซ่ จังหวัดพัทลุง 29 มี.ค. 2569 29 มี.ค. 2569

 

ร่วมกับสำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ, Thailand Policy Lab และโครงการพัฒนาแห่งสหประชาชาติ จัดกิจกรรมพัฒนาศักยภาพบุคลากรโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบล ครู อาสาสมัครสาธารณะสุข จำนวน 75 คน จากพื้นที่นำร่องจำนวน 15 แห่งในจังหวัดพัทลุง ให้มีความรู้ด้านเครื่องมือกระบวนการนโยบายสาธารณะ จำนวน 8 เรื่อง ได้แก่ Develop System Map ระบบอาหารในพื้นที่ ,Critical Issue Identification - Problem Statement, Headline of the Future การมองภาพอนาคต พาดหัวข้อข่าว, Identify Leverage Point เพื่อระบุจุดคานงัดของระบบอาหาร, Reframe problem: How might we? ฝึกตั้งคำถามเพื่อมองโจทย์ในมุมใหม่ๆ, Ideation – Idea flower (Intervention – Actionable)

 

ให้มีความรู้ด้านเครื่องมือกระบวนการนโยบายสาธารณะ จำนวน 8 เรื่อง ได้แก่ Develop System Map ระบบอาหารในพื้นที่ ,Critical Issue Identification - Problem Statement, Headline of the Future การมองภาพอนาคต พาดหัวข้อข่าว, Identify Leverage Point เพื่อระบุจุดคานงัดของระบบอาหาร, Reframe problem: How might we? ฝึกตั้งคำถามเพื่อมองโจทย์ในมุมใหม่ๆ, Ideation – Idea flower (Intervention – Actionable)  โดยชุมชนได้เรียนรู้การใช้เครื่องมือกระบวนการนโยบายสาธารณะ วิเคราะห์สถานการณ์ระบบอาหารชุมชน แต่ละขั้นตอนของเครื่องมือ โดยมีทีมวิทยากรเป็นผู้ช่วยนำกระบวนการคิด และเมื่อ รพ.สต.ได้ข้อมูลการวิเคราะห์สถานการณ์ระบบอาหารแล้วจึงนำข้อมูลมากำหนดเป็นร่างกิจกรรม ซึ่งลักษณะกิจกรรมที่กำหนดขึ้นยังเป็นกิจกรรมปลีกย่อย เช่น การลดโรค NCD  การส่งเสริมการปลูกผัก ซึ่งเป็นกิจกรรมเดิมๆที่ชุมชนมีประสบการณ์การดำเนินการมาก่อนซึ่งยังขาดการวิเคราะห์ประเด็นสำคัญของระบบอาหาร ทำให้ยังไม่เห็นกิจกรรมสำคัญที่จะไปสร้างผลกระทบการเปลี่ยนระบบอาหารของชุมชน  (รายละเอียดในภาคผนวก 3 หน้า 149)

ผลงานที่เกิดขึ้นเมื่อเทียบกับตัวชี้วัด
ได้ร่างโครงการพัฒนาต้นแบบระบบอาหารตลอดห่วงโซ่ ของ รพ.สต. จำนวน 15 โครงการ ได้แก่
    1) โครงการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมกลุ่มเสี่ยงลดโรคเบาหวาน รพ.สต.บ้านชะรัด
    2) โครงการทุ่งนาเขียวขจีสุขภาพดีกินผักปลอดภัย รพ.สต.บ้านทุ่งนารี
    3) โครงการแลกเปลี่ยนความสุข รพ.สต.บ้านหัวถนน
    4) โครงการส่งเสริมการปลูกผักเพื่อบริโภคในครัวเรือน รพ.สต.หานโพธิ์
    5) โครงการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมสุขภาพเพื่อลดไขมันในเลือดโดยชุมชนมีส่วนร่วม รพ.สต.บ้านโล๊ะจังกระ
    6) โครงการลดเค็มในอาหาร รพ.สต.บ้านทุ่งยาว
    7) โครงการกินอาหารเป็นยาลดโรค NCDs รพ.สต.บ้านน้ำตก
    8) โครงการชุมชนร่วมใจห่างไกล NCDs รพ.สต.บ้านควนถบ
    9) โครงการน้ำปั่นลำในเขย่าโลกสุขภาพดีเริ่มต้นที่น้ำผักผลไม้ รพ.สต.บ้านลำใน
    10) โครงการดอนประดู่สวนครัวรั้วกินได้ รพ.สต.ดอนประดู่
    11) โครงการหนูน้อยสุขภาพดี รพ.สต.บ้านโตระ
    12) โครงการลำปำรักษ์ปลาสร้างความมั่นคงสู่ชุมชนยั่งยืน รพ.สต.ลำปำ
    13) โครงการชุมชนยั่งยืนสุขภาพดีอาหารปลอดภัย รพ.สต.ท่าลาด
    14) โครงการผักสวนครัวรั้วกินได้ รพ.สต.บ้านท่าสำเภาใต้
    15) โครงการน้ำสมุนไพรไทยใส่ใจสุขภาพ รพ.สต.บ้านห้วยเรือ<br />
ผลงานที่เกิดขึ้นเมื่อเทียบกับตัวชี้วัดที่ 2<br />
1. ได้ข้อมูล Baseline สถานการณ์ความมั่นคงทางอาหาร ความรู้ ทัศนคติ ทักษะความสามารถในการจัดการอาหาร และพฤติกรรมการบริโภคอาหารเพื่อสุขภาวะของกลุ่มตัวอย่างโรงพยาบาลบางกล่ำ โรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบลท่าข้าม จังหวัดสงขลา จำนวน 380 คน โดยพบว่า ประชาชนกลุ่มเป้าหมายในจังหวัดพัทลุง มีความรอบรู้ด้านอาหารเพื่อสุขภาวะร้อยละ 75.86 และมีพฤติกรรมการบริโภคอาหารเพื่อสุขภาวะร้อยละ 71.83 (อยู่ในระดับดี)

 

สร้างความรอบรู้ด้านอาหาร “สุขภาพดี มีขายที่ตลาดนัดสุขภาพสวนสาธารณะเทศบาลนครหาดใหญ่ ด้วยเมนู “ลดหวาน และเค็ม” 8 เม.ย. 2569 8 เม.ย. 2569

 

ประกวดเมนู Signature ตลาดนัดสุขภาพเทศบาลนครหาดใหญ่ จำนวน 5 เมนู สร้างกระบวนการเรียนรู้ การใช้เครื่อง Salt Meter และแลกเเปลี่ยนความรู้โดย ผศ.ดร.พท.เสถียรพงษ์ ภูผา คณะการแพทย์แผนไทย มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ เรื่อง - อาหารเค็มส่งผลต่อสุขภาพอย่างไร - เทคนิคปรับสูตรอาหารให้อร่อยไร้โซเดียม
- ตัวอย่างเมนูลดโซเดียม ลดเค็ม

 

จัดกระบวนการเรียนรู้การใช้เครื่อง Salt Meter วัดความเค็มในอาหารที่จำหน่ายในตลาดนัดสุขภาพ และให้ความรู้เรื่องอาหารเค็มที่ส่งผลต่อสุขภาพ วันที่  8 เมษายน 2569  ณ ห้องประชุม TTM 303 คณะการแพทย์แผนไทยมหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ ผู้เข้าร่วมประชุม 43 คน วิทยากร ผศ.ดร.พท.เสถียรพงษ์ ภูผา คณะการแพทย์แผนไทย ได้บรรยายในประเด็นผลกระทบของโซเดียมกับสุขภาพ 1. ข้อแนะนำปริมาณโซเดียมตามหลักองค์การอนามัยโลก (WHO Guidelines) องค์การอนามัยโลก (WHO) ได้กำหนดข้อแนะนำมาตรฐานสากล (WHO Guideline: Sodium intake for adults and children, 2012) ดังนี้ ผู้ใหญ่ควรบริโภคโซเดียมไม่เกิน 2,000 มิลลิกรัมต่อวัน (เทียบเท่าเกลือแกง Sodium Chloride ไม่เกิน 5 กรัมต่อวัน หรือประมาณ 1 ช้อนชา) เด็ก (อายุ 2–15 ปี) ควรปรับลดปริมาณโซเดียมลงตามสัดส่วนของความต้องการพลังงานประจำวันเมื่อเทียบกับผู้ใหญ่การรักษาสมดุลโซเดียมและโพแทสเซียม (Na:K Ratio): WHO แนะนำให้บริโภคโพแทสเซียมอย่างน้อย 3,510 มิลลิกรัมต่อวัน ควบคู่กับการลดโซเดียม เนื่องจากโพแทสเซียมทำหน้าที่เร่งการขับโซเดียมออกทางไตและลดการหดตัวของหลอดเลือด อัตราส่วน Na:K ที่เหมาะสมเชิงป้องกันโรคควรใกล้เคียง 1:1 2. สถานการณ์และสถิติการบริโภคในประเทศไทย จากการสำรวจการบริโภคโซเดียมของประชากรไทยโดยการตรวจวัดปริมาณโซเดียมในปัสสาวะ 24 ชั่วโมง (24-Hour Urinary Sodium Excretion) ซึ่งจัดเป็นวิธีมาตรฐานสากล (Gold Standard) โดยกรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข ร่วมกับเครือข่ายลดบริโภคเค็ม และสถาบันวิจัยระบบสาธารณสุข (สวรส.) พบข้อมูลดังนี้ คนไทยบริโภคโซเดียมเฉลี่ยสูงถึง 3,636.4 มิลลิกรัมต่อวัน (เทียบเท่าเกลือแกงประมาณ 9.1 กรัม หรือเกือบ 1.8 ช้อนชาต่อวัน) ซึ่งสูงกว่าเกณฑ์ที่ WHO แนะนำถึง 1.8 เท่า จำแนกตามภูมิภาค: ประชากรในภาคใต้และภาคกลางมีสถิติการบริโภคโซเดียมสูงสุด รองลงมาคือภาคเหนือและภาคตะวันออกเฉียงเหนือ จำแนกตามเพศและช่วงอายุ: เพศชายในวัยทำงาน (อายุ 18–59 ปี) มีปริมาณการบริโภคโซเดียมสูงสุดเมื่อเทียบกับกลุ่มอื่น (กรมควบคุมโรค 2566) การวิเคราะห์พฤติกรรมการบริโภคและวัฒนธรรมอาหารไทย โครงสร้างโภชนาการและวัฒนธรรมอาหารไทยมีเอกลักษณ์ที่เอื้อต่อการได้รับโซเดียมเกินมาตรฐาน 1.การใช้เครื่องปรุงรสเค็มระหว่างประกอบอาหาร (Cooking Salt) คิดเป็นร้อยละ 70–80 ของปริมาณโซเดียมทั้งหมดที่ได้รับ อาหารไทยนิยมใช้เครื่องปรุงรสหมักดอง เช่น น้ำปลา กะปิ ปลาร้า ซีอิ๊ว และซอสหอยนางรม ร่วมกับผงชูรส 2. การปรุงรสเพิ่มที่โต๊ะอาหาร (Table Salt/Sauce) ค่านิยมการเติมพริกน้ำปลา น้ำส้มพริกดอง ซอสพริก ซอสมะเขือเทศ เพิ่มเติมก่อนการรับประทานโดยไม่ได้ชิมก่อน 3. การบริโภคอาหารนอกบ้านและอาหารสตรีทฟู้ด (Street Food) อาหารจานเดียว แกง ต้มยำ และก๋วยเตี๋ยว มีการเคี่ยวซุปและใส่ผงปรุงรสก้อน/ผงชูรสในปริมาณสูงมากเพื่อเน้นรสชาติที่เข้มข้น 4. อาหารแปรรูปและกึ่งสำเร็จรูป (Processed and Ultra-processed Foods) ความนิยมในการบริโภคบะหมี่กึ่งสำเร็จรูป อาหารแช่แข็งพร้อมทาน ขนมกรุบกรอบ และเนื้อสัตว์แปรรูป (ไส้กรอก แฮม หมูยอ กุนเชียง) เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องในสังคมเมือง 3. มาตรการการควบคุมการบริโภคโซเดียมจากเอกสารแนวทางการดำเนินงาน ปี 2566 กรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข ได้จัดทำเอกสารแนวทางการดำเนินงานลดการบริโภคโซเดียม ปี 2566 เพื่อขับเคลื่อน "แผนยุทธศาสตร์การลดการบริโภคโซเดียมในประเทศไทย พ.ศ. 2559–2568" โดยตั้งเป้าหมายลดการบริโภคโซเดียมของประชากรไทยลงร้อยละ 30 ภายในปี พ.ศ. 2568 ผ่านกรอบยุทธศาสตร์ SALT (กรมควบคุมโรค 2566) ดังนี้
3.1 ยุทธศาสตร์ SALT Strategy (แนวทางปฏิบัติปี 2566) S - Stakeholder Networking (การสร้างเครือข่ายความร่วมมือ): ร่วมมือกับสมาคมโรคไต เครือข่ายลดบริโภคเค็ม ภาคอุตสาหกรรมอาหาร ภาคการศึกษา และองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ในการขับเคลื่อนนโยบายสาธารณะ A - Awareness (การสื่อสารสาธารณะและเพิ่มความตระหนักรู้): • การรณรงค์สื่อสารความเสี่ยงโรค NCDs ผ่านแคมเปญ "ลดเค็ม ครึ่งหนึ่ง", "ลดเค็ม ลดโรค" • การส่งเสริมทักษะรอบรู้ด้านสุขภาพ (Health Literacy) ให้ประชาชนอ่านและเข้าใจฉลากโภชนาการ GDA L - Legislation & Policy (การใช้กฎหมายและมาตรการทางภาษี): • การผลักดันมาตรการภาษีความเค็ม (Sodium Tax) สำหรับผลิตภัณฑ์อาหารแปรรูปและอาหารกึ่งสำเร็จรูปที่มีปริมาณโซเดียมเกินมาตรฐาน • การกำหนดเกณฑ์มาตรฐานปริมาณโซเดียมสูงสุด (Sodium Target Formulation) ในกลุ่มอาหารบรรจุซอง T - Taste Alteration & Food Environment (การปรับเปลี่ยนผลิตภัณฑ์และจัดสภาพแวดล้อมทางอาหาร): • สนับสนุนภาคอุตสาหกรรมในการปรับสูตรลดโซเดียม (Food Reformulation) • ขยายผลโครงการ "ร้านอาหารลดเค็ม" (Low Sodium Restaurant), "โรงครัวลดเค็ม" ในโรงพยาบาล โรงเรียน และศูนย์พัฒนาเด็กเล็ก 4. การกำกับและการติดตามปริมาณโซเดียมในอาหาร (กรมควบคุมโรค 2566) 4.1 กลไกการกำกับดูแลผ่านฉลากอาหาร • ฉลากโภชนาการแบบ GDA (Guideline Daily Amounts): สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) บังคับให้อาหารสำเร็จรูปพร้อมทาน ขนมกรุบกรอบ อาหารแช่แข็ง และบะหมี่กึ่งสำเร็จรูป แสดงค่าพลังงาน น้ำตาล ไขมัน และโซเดียม ไว้ที่หน้าบรรจุภัณฑ์อย่างชัดเจน โดยระบุปริมาณโซเดียมเป็นมิลลิกรัมและคิดเป็นร้อยละของปริมาณที่แนะนำต่อวัน (Thai RDI) • สัญลักษณ์โภชนาการ "ทางเลือกสุขภาพ" (Healthier Choice Logo): เป็นเครื่องหมายสมัครใจที่รับรองผลิตภัณฑ์ที่ผ่านเกณฑ์จำกัดโซเดียม เช่น กลุ่มอาหารกึ่งสำเร็จรูปต้องมีโซเดียมไม่เกิน 1,000 มิลลิกรัมต่อมื้อ (หรือ 1,500 มิลลิกรัมต่อซอง/ถ้วย) เพื่อให้ผู้บริโภคสังเกตได้ง่าย 4.2 เครื่องมือและการติดตามเฝ้าระวังในระดับพื้นที่ • เครื่องตรวจวัดความเค็ม (Salinometer / Salt Meter): เจ้าหน้าที่สาธารณสุข นักกำหนดอาหาร และแม่ครัว ใช้เครื่องวัดค่า %NaCl หรือค่าความเข้มข้นโซเดียมในอาหารประเภทน้ำต้ม แกง และซุป เพื่อควบคุมความเค็มของร้านอาหารและโรงอาหาร • ฐานข้อมูลโซเดียมในอาหารไทย (Thai Food Sodium Database): สถาบันโภชนาการ มหาวิทยาลัยมหิดล ร่วมกับกรมอนามัย ได้สุ่มตรวจและจัดทำฐานข้อมูลปริมาณโซเดียมในเมนูอาหารสตรีทฟู้ดยอดนิยม เพื่อใช้เป็นมาตรฐานในการอ้างอิงและเฝ้าระวัง 5.2 โซเดียมแฝง (Hidden Sodium) ที่ไม่มีรสเค็ม โซเดียมไม่ได้มาจากเครื่องปรุงรสเค็มเท่านั้น แต่มักซ่อนอยู่ในรูปวัตถุเจือปนอาหาร (Food Additives) ที่ไม่มีรสเค็มจัด : โมโนโซเดียมกลูตาเมต (Monosodium Glutamate - MSG): สารเพิ่มรสอูมามิ มีโซเดียมร้อยละ 12 โดยน้ำหนัก, โซเดียมไบคาร์บอเนต (Sodium Bicarbonate / Baking Soda): ผงฟูที่ใช้ทำขนมปัง เค้ก ซาลาเปา และใช้หมักเนื้อสัตว์ให้นุ่ม,โซเดียมเบนโซเอต / โซเดียมซอร์เบต (Sodium Benzoate / Sorbate): สารกันบูดในน้ำจิ้ม ซอส และอาหารกระป๋อง,โซเดียมไนไตรต์ / โซเดียมไนเตรต (Sodium Nitrite / Nitrate): สารตรึงสีและกันเสียในเนื้อสัตว์แปรรูป (ไส้กรอก เบคอน แฮม หมูยอ กุนเชียง), โซเดียมโพลีฟอสเฟต (Sodium Polyphosphate): สารปรับปรุงคุณสมบัติการอุ้มน้ำในอาหารทะเลแช่แข็งและลูกชิ้น 5.3 โซเดียมตามธรรมชาติในวัตถุดิบ (Natural Sodium) พบในวัตถุดิบสดตามธรรมชาติ เช่น อาหารทะเล (กุ้ง หอย ปู ปลาทะเล) นม ไข่ไก่ และผักบางประเภท (ขึ้นฉ่าย ผักโขม มะเขือเทศ) โดยโซเดียมธรรมชาติคิดเป็นเพียงร้อยละ 10–15 ของปริมาณโซเดียมทั้งหมดที่รับประทาน และไม่ก่อให้เกิดผลเสียต่อสุขภาพในคนปกติ 6. ผลกระทบของโซเดียมต่อร่างกายและการเกิดโรค การบริโภคโซเดียมเกินมาตรฐานเรื้อรังส่งผลกระทบทางพยาธิสรีรวิทยา (Pathophysiology) ต่ออวัยวะสำคัญทั่วร่างกาย 6.1 ความดันโลหิตสูง (Hypertension) โซเดียมปริมาณสูงในเลือดจะดึงน้ำจากเซลล์เข้าสู่ระบบหมุนเวียนเลือด ส่งผลให้ปริมาตรเลือด (Plasma volume) และปริมาตรของเหลวนอกเซลล์เพิ่มขึ้น หัวใจต้องบีบตัวแรงขึ้นเพื่อสูบฉีดเลือด ส่งผลให้ความดันโลหิตสูงขึ้น นอกจากนี้ โซเดียมยังกระตุ้นระบบประสาทซิมพาเทติก (Sympathetic Nervous System) และทำให้ผนังเซลล์บุผิวหลอดเลือด (Endothelium) เสื่อมสภาพ หลอดเลือดเกร็งตัวและแข็งตัว (Arterial stiffness) (O'Donnell et al., 2014) 6.2 โรคหลอดเลือดหัวใจและสมอง (Cardiovascular and Cerebrovascular Diseases) ภาวะหัวใจโต (Left Ventricular Hypertrophy - LVH): ความดันโลหิตสูงทำให้กล้ามเนื้อหัวใจห้องล่างซ้ายต้องทำงานหนักจนผนังหัวใจหนาตัวและโตขึ้น นำไปสู่ภาวะหัวใจล้มเหลว (Heart Failure) โรคหลอดเลือดสมอง (Stroke): เป็นปัจจัยเสี่ยงสำคัญที่สุดของภาวะหลอดเลือดสมองแตก (Hemorrhagic stroke) และหลอดเลือดสมองอุดตัน (Ischemic stroke) 6.3  โรคไตเรื้อรัง (Chronic Kidney Disease - CKD) ไตทำหน้าที่กรองโซเดียมส่วนเกินออกจากร่างกาย การได้รับโซเดียมสูงทำให้เกิดแรงดันการกรองในหน่วยไตสูงขึ้น (Glomerular hyperfiltration) ส่งผลให้ผนังกรองของหน่วยไตได้รับความเสียหาย เกิดภาวะโปรตีนรั่วในปัสสาวะ (Proteinuria) และเร่งการเสื่อมของไตไปสู่ภาวะไตวายระยะสุดท้าย (He et al., 2013) 6.4 ภาวะกระดูกพรุน (Osteoporosis) กระบวนการขับโซเดียมออกจากไตจะแย่งการดูดกลับของแคลเซียม ส่งผลให้แคลเซียมถูกขับออกทางปัสสาวะเพิ่มขึ้น (Sodium-induced Hypercalciuria) ร่างกายจึงต้องสลายแคลเซียมจากกระดูกมาทดแทน ทำให้มวลกระดูกลดลงและเปราะบาง 6.5 โรคมะเร็งกระเพาะอาหาร (Gastric Cancer) เกลือเข้มข้นสูงทำลายชั้นเมือก (Mucosal barrier) ที่ปกป้องเยื่อบุกระเพาะอาหาร ทำให้เกิดภาวะอักเสบเรื้อรัง (Chronic gastritis) และเพิ่มความเสี่ยงต่อการติดเชื้อ Helicobacter pylori ซึ่งเป็นปัจจัยนำไปสู่การเกิดมะเร็งกระเพาะอาหาร (Tsugane, 2005) 7. แนวทางการปรับสูตรอาหารเพื่อสุขภาพเพื่อลดโซเดียมในอาหารไทย 7.1 หลักการพื้นฐานในการปรับสูตร (General Principles) วิธีลดความเค็มแบบขั้นบันได (Step-down Reduction): ปรับลดปริมาณเครื่องปรุงเค็มลงทีละ 10–15% ทุกๆ 2 สัปดาห์ เพื่อให้ผู้บริโภคปรับตัวได้โดยไม่รู้สึกว่าอาหารเสียรสชาติ 7.2 ใช้มาตรฐานการตวง (Standardized Measuring): ยกเลิกการปรุงแบบกะด้วยสายตา ให้ใช้ช้อนตวงมาตรฐานและตราชั่งในการประกอบอาหาร 7.3 การใช้เกลือโพแทสเซียมทดแทน (Potassium Chloride Replacer): ใช้เกลือโพแทสเซียมทดแทนเกลือโซเดียมในสัดส่วนร้อยละ 20–30 เพื่อคงรสเค็ม (ข้อควรระวัง: ห้ามใช้ในผู้ป่วยโรคไตเรื้อรัง โรคหัวใจ หรือผู้ที่ได้รับยาในกลุ่ม Potassium-sparing diuretics) 8.  แนวทางการปรับสูตรอาหารไทย 4 ประเภทหลัก โดย 1) อาหารประเภทต้มและแกง (Soups and Curries) สร้างน้ำซุปเบสอูมามิ (Natural Umami Base): เคี่ยวน้ำซุปจากกระดูก รากผักชี หัวไชเท้า หอมหัวใหญ่ ตะไคร้ และเห็ดหอมตากแห้ง เพื่อใช้เป็นเบสแทนการใช้ผงปรุงรสก้อนหรือน้ำซูปสำเร็จรูป, ปรุงรสเค็มขั้นตอนสุดท้าย: ใส่เครื่องปรุงรสเค็มหลังจากปิดเตาหรือขณะอาหารอุ่นลงเล็กน้อย เนื่องจากอุณหภูมิที่สูงจัดจะลดความไวของลิ้นต่อรสเค็ม ทำให้มักปรุงเกลือเกินความจำเป็น, ปรับรูปแบบการเสิร์ฟ: เสิร์ฟแกงแบบน้ำขลุกขลิก และรณรงค์ให้รับประทานเฉพาะเนื้ออาหารเป็นหลัก 2) อาหารประเภทผัดและทอด (Stir-fried and Fried Foods) ชูรสด้วยสมุนไพรผัดน้ำมัน: เจียวรากผักชี กระเทียม พริกไทย หอมแดง หรือใบกะเพรา ในน้ำมันเล็กน้อย เพื่อให้กลิ่นหอมระเหยช่วยเสริมรสชาติก่อนใส่เครื่องปรุง, เทคนิคซอสเคลือบผิว (Topical Sauce Coating): ลดการหมักเนื้อสัตว์ด้วยซอสเค็มปริมาณมาก เปลี่ยนมาเป็นการนำซอสรสเข้มข้นปริมาณน้อยมาผัดเคลือบภายนอกอาหารตอนท้าย เพื่อให้ลิ้นสัมผัสรสเค็มได้ทันที 3) อาหารประเภทตำและยำ (Papaya Salads and Spicy Salads) เน้นรสเปรี้ยว-เผ็ดนำ: ใช้น้ำมะนาวสด น้ำมะขามเปียก หรือส้มจี๊ด ร่วมกับพริกสด เพื่อให้รสเปรี้ยวและรสเผ็ดกระตุ้นปุ่มรับรส ลดความต้องการรสเค็มลง, ลดปริมาณน้ำปลาร้าและน้ำปลาลง 30–50%: เสริมความกลมกล่อมด้วยถั่วลิสงคั่วใหม่ กุ้งแห้งเนื้อ (ชนิดโซเดียมต่ำ) เพื่อเพิ่มมิติรสชาติ 4) น้ำจิ้มและซอสปรุงรส (Dipping Sauces) ปรับขนาดภาชนะและพฤติกรรม: เปลี่ยนใช้ถ้วยน้ำจิ้มขนาดเล็ก เลี่ยงการจุ่มอาหารท่วมซอส หรือใช้ขวดสเปรย์ฉีดซอส, เพิ่มปริมาตรด้วยวัตถุดิบสด: ซอยพริกสด กระเทียมสับ ขิง และเพิ่มน้ำมะนาวลงในน้ำจิ้ม เพื่อขยายปริมาตรโดยไม่เพิ่มปริมาณโซเดียม เพื่อสร้างกระบวนการเรียนรู้ได้นำเมนู อาหารที่จัดจำหน่ายในตลาดนัดสุขภาพเทศบาลนครหาดใหญ่ มาตรวจหาค่าความเค็ม จำนวน 5 เมนู โดยใช้เครื่องมือ Salt Meter เพื่อสร้างกระบวนการเรียนรู้ให้กับผู้ค้าในตลาดนัดสุขภาพ ผลการวัดความเค็มในอาหาร พบว่า
1. ก๋วยจั๊บ ปริมาณโซเดียม 4500 มิลลิกรัม
2. น้ำจิ้มซีฟู๊ด ลูกชิ้นปั้นสด ปริมาณโซเดียม 653 มิลลิกรัม 3. น้ำบูดู ส่วนผสมข้าวยำ ปริมาณโซเดียม 400 มิลลิกรัม 4. ข้าวมันแกงไก่ ในน้ำแกงไก่ ปริมาณโซเดียม 170 มิลลิกรัม และส่วนที่เป็นทอปปิ้ง ปริมาณโซเดียม 150 มิลลิกรัม 5. น้ำซอส ข้าวตังหน้าหมู ปริมาณโซเดียม 400 มิลลิกรัม ผลที่ได้จากการจัดกิจกรรม โครงการเก็บข้อมูลแบบสอบถามสำหรับเก็บข้อมูลผลกระทบตามตัวชี้วัด สสส. อัตราการบริโภคเกลือและโซเดียม (รายละเอียดในภาคผนวกที่ 2) ผู้ค้าที่เข้าร่วมเกิดความตื่นตัวในปริมาณโซเดียมในอาหารที่ตนเองจำหน่าย และมองว่าเป็นกิจกรรมการประชุมครั้งนี้มีความสนุก และได้รับความรู้ใหม่ๆ จากนั้นเจ้าหน้าที่โครงการได้แจ้งให้กับผู้เข้าร่วมประชุมทราบเกี่ยวกับการลงพื้นที่เก็บตัวอย่างอาหารในตลาดนัดสุขภาพเพื่อตรวจปริมาณโซเดียมในอาหารต่อไป

 

การใช้เครื่อง Salt Meter เก็บข้อมูลอาหารที่จำหน่ายในตลาดนัดสุขภาพสวนสาธารณะฯ วันที่ 25 เมษายน 2569 ณ ตลาดนัดสุขภาพเทศบาลนครหาดใหญ่ 25 เม.ย. 2569 25 เม.ย. 2569

 

ร่วมกับคณะการแพทย์แผนไทย ผศ.ดร.พท.เสถียรพงษ์ ลงพื้นที่เก็บเมนูอาหารที่จำหน่ายในตลาดนัดสุขภาพเทศบาลนครหาดใหญ่ จำนวน 28 เมนู ใน 16 ร้านค้า โดยนำอาหารมาตรวจหาปริมาณโซเดียมในอาหาร โดยใช้เครื่องมือ Salt Meter

 

ได้ข้อมูลปริมาณโซเดียมในอาหารจำนวน 28 เมนู (เกณฑ์ปริมาณโซเดียมต้องไม่เกิน 700 mgNa ต่อหนึ่งหน่วยบริโภค) ซึ่งมีอาหารผ่านเกณฑ์ประเภทอาหารแห้ง, ของทานเล่น, ขนมจีบ/ซาลาเปา, และน้ำจิ้ม จำนวน 17 เมนู ส่วนที่ไม่ผ่านเกณฑ์จะเป็นประเภทอาหาร เมนูน้ำแกง, น้ำซุป มีปริมาณโซเดียมสูง จำนวน 9 เมนู นำไปสู่การสร้างกระบวนการเรียนรู้ให้กับผู้ประกอบการและผู้บริโภคเรื่องการลดการกินอาหารเค็ม โดยโครงการฯจะจัดทำป้ายสัญลักษณ์ให้กับร้านค้าต่อไป

 

ประชุมขับเคลื่อนนโยบายเกษตรกรรมยั่งยืนไปสู่แผนพัฒนาเกษตรและสหกรณ์ของจังหวัดพัทลุง ปี 2571-2575 27 เม.ย. 2569 27 เม.ย. 2569

 

สำนักงานเกษตรและสหกรณ์จังหวัดพัทลุง ได้ร่วมกระบวนการประชุมจัดทำแผนพัฒนาการเกษตรและสหกรณ์จังหวัดพัทลุงปี พ.ศ.2571-2575 โดยให้ผู้เข้าร่วมประชุมได้เติมเต็มข้อมูลการวิเคราะห์สภาพแวดล้อมด้านการเกษตรและสหกรณ์จังหวัดพัทลุง และสรุปแนวทางการพัฒนาด้านการเกษตรและสหกรณ์ ภายใต้แผนพัฒนาด้านการเกษตรและสหกรณ์จังหวัดพัทลุง ระยะ 5 ปี (พ.ศ. 2571 – 2575)

 

ได้ร่างแผนพัฒนาการเกษตรและสหกรณ์จังหวัดพัทลุงปี 2571-2575 ที่มีนโยบายในด้านต่างๆ ดังนี้ 1) เสริมสร้างศักยภาพเกษตรกร สถาบันเกษตรกร ให้เข้มแข็งพึ่งพาตนเองได้อย่างยั่งยืน 2) ยกระดับการผลิตสินค้าเกษตรเพื่อเพิ่มมูลค่าและสร้างความมั่นคงด้านอาหาร 3) บริหารจัดการระบบนิเวศทางการเกษตรอย่างเป็นระบบและยั่งยืน 4) สนับสนุนอุตสาหกรรมแปรรูปและพัฒนาระบบโลจิสติกส์ภาคการเกษตร ซึ่งเป้าหมายของร่างนโยบายแผนพัฒนาการเกษตรและสหกรณ์จังหวัดพัทลุง ปี 2571-2575 จะนำไปใช้ขับเคลื่อนให้เกิดนโยบายจำนวน 2 เรื่อง 1) ส่งเสริมการบริโภคอาหารเพื่อสุขภาวะจากระบบอาหารที่ยั่งยืน และ 2) ส่งเสริมการบริโภคอาหารเพื่อสุขภาวะจากผลผลิตที่มีคุณภาพความปลอดภัยและมีคุณค่าทางโภชนาการ โดยผ่านกลไกคณะกรรมการขับเคลื่อนแผนปฏิบัติการด้านการจัดการอาหารพัทลุง และแผนปฏิบัติราชการประจำปีจังหวัดพัทลุง

 

กิจกรรมส่งเสริมการบริโภคอาหารเพื่อสุขภาวะอย่างสมดุล ชื่อหลักสูตร: “จานสุขสมวัย ไร้โซเดียม" 18 ก.ค. 2569 18 ก.ค. 2569

 

๒. รายละเอียดการดำเนินกิจกรรมและหลักการเชิงวิชาการ ๒.๑ กิจกรรมเตรียมความพร้อม (Orientation & Engagement) การลงทะเบียนและการปฐมนิเทศ: เริ่มต้นด้วยการลงทะเบียนและแนะนำทีมงานจากสถาบันนโยบายสาธารณะ ม.อ. เพื่อสร้างความเข้าใจในเป้าหมายของโครงการ กิจกรรมกลุ่มสัมพันธ์: มีการแบ่งกลุ่มผู้เข้าร่วมเป็นกลุ่มละ ๒๐ คน พร้อมกิจกรรมสันทนาการ เพื่อเตรียมความพร้อมทางจิตวิทยาและสร้างการมีส่วนร่วมก่อนเข้าสู่ฐานการเรียนรู้ ๒.๒ กิจกรรมฐานความรู้เชิงปฏิบัติการ (Knowledge Stations) ฐานที่ ๑: "โซเดียมจ๋าฉันขอลาก่อน" (Sodium Awareness & Fluid Homeostasis) รูปแบบการดำเนินงาน: ผู้เข้าร่วมกิจกรรมถูกแบ่งเป็น ๒ ทีม เพื่อจำลองพฤติกรรมการปรุงอาหาร โดยการเติมน้ำปลาลงในถ้วยน้ำซุปตามปริมาณที่ตนเองนิยมบริโภคจริง จากนั้นใช้ เครื่องวัดความเค็ม (Salt Meter) เพื่อแสดงค่าปริมาณโซเดียมที่วัดได้จริงในถ้วยน้ำซุปนั้นๆ พร้อมสรุปความรู้ผ่านโปสเตอร์หลักการ ๖:๖:๑ หลักการเชิงวิชาการ: กิจกรรมนี้มุ่งเน้นให้เห็นถึงความสัมพันธ์ระหว่างการบริโภคโซเดียมกับ สมดุลสารน้ำในร่างกาย (Fluid Homeostasis) เมื่อร่างกายได้รับโซเดียมเกินมาตรฐาน จะส่งผลให้ปริมาตรเลือดเพิ่มขึ้นและเกิดภาวะความดันโลหิตสูง (Hypertension) อีกทั้งยังส่งผลกระทบโดยตรงต่อประสิทธิภาพการทำงานของไต (Renal Function) นำไปสู่ภาวะไตเสื่อมเรื้อรังในระยะยาว ฐานที่ ๒: "สนุกกับสัดส่วน 2:1:1 ในจานเรา" (Dietary Proportions & Glycemic Control) รูปแบบการดำเนินงาน: ผู้เข้าร่วมกิจกรรมแบ่งกลุ่มย่อยเพื่อทำกิจกรรมเกมการ์ดอาหาร โดยเริ่มจากการจำแนกอาหารลงในหมู่หลักทั้ง ๕ หมู่ จากนั้นให้แต่ละคนเลือกการ์ดอาหารที่ชอบและนำมาจัดวางลงในจานกระดาษขนาด ๙ นิ้ว ตามสัดส่วนเมนู ๒:๑:๑ พร้อมสรุปความรู้ผ่านโปสเตอร์บรรยาย หลักการเชิงวิชาการ: กิจกรรมนี้ประยุกต์ใช้หลักการ การควบคุมความหนาแน่นของพลังงาน (Energy Density Control) โดยการเน้นสัดส่วนผัก ๒ ส่วน เพื่อเพิ่มใยอาหาร (Dietary Fiber) ซึ่งมีคุณสมบัติในการช่วยชะลอการดูดซึมน้ำตาลเข้าสู่กระแสเลือด (Low Glycemic Response) และเพิ่มความรู้สึกอิ่ม (Satiety) ช่วยให้การควบคุมน้ำหนักและการจัดการระดับน้ำตาลในเลือดเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ ฐานที่ ๓: "ปรับสมดุลด้วยธงโภชนาการ" (Nutritional Hierarchy & Holistic Wellness) รูปแบบการดำเนินงาน: เป็นการบรรยายและแลกเปลี่ยนเรียนรู้ (Interactive Lecture) ในหัวข้อการบริโภคอาหารตามหลักธงโภชนาการ การรับประทานอาหารตามธาตุเจ้าเรือน และแนวคิดการใช้สารอาหารจากสมุนไพรเพื่อเป็นยา โดยมี ดร. พท. เสถียรพงษ์ ภูผา เป็นวิทยากร หลักการเชิงวิชาการ: มุ่งเน้นการใช้ ลำดับความสำคัญของกลุ่มอาหาร (Nutritional Hierarchy) ตามแบบจำลองธงโภชนาการ เพื่อให้ร่างกายได้รับสารอาหารที่สมดุลตามความต้องการพลังงานในแต่ละวัน นอกจากนี้ยังบูรณาการศาสตร์การแพทย์แผนไทยในการใช้ สารพฤกษเคมี (Phytochemicals) จากสมุนไพร เพื่อปรับสมดุลสภาวะภายในร่างกาย (Internal Environment) อันเป็นการป้องกันโรคเชิงรุกผ่านแนวคิดอาหารเป็นยา (Nutraceutical Approach) ๓. สรุปผลการดำเนินงาน (Conclusion) การจัดกิจกรรมในครั้งนี้ประสบความสำเร็จในการสร้างความเข้าใจเชิงประจักษ์แก่ผู้เข้าร่วมกิจกรรม ทั้งในด้านการตระหนักถึงปริมาณโซเดียมที่แท้จริง การฝึกทักษะการจัดสัดส่วนอาหาร และการนำความรู้ด้านธงโภชนาการไปปรับใช้ ซึ่งถือเป็นก้าวสำคัญในการสร้างสังคมแห่งการบริโภคอาหารที่สมดุลและปลอดภัยต่อสุขภาพอย่างยั่งยืน

 

ฐานที่ ๑: กลไกการควบคุมโซเดียมและผลกระทบต่อระบบหัวใจและไต (Sodium Regulation & Pathophysiology) กิจกรรมการวัดค่าความเค็มในน้ำซุปมีพื้นฐานมาจากความเข้าใจเรื่อง ผลกระทบของโซเดียมต่อสมดุลสารน้ำในร่างกาย (Fluid Homeostasis):

กลไกการเกิดความดันโลหิตสูง (Hypertension): เมื่อร่างกายได้รับโซเดียมเกินมาตรฐาน (ปริมาณที่แนะนำโดย WHO คือไม่เกิน 2,000 มิลลิกรัม หรือเกลือประมาณ 1 ช้อนชาต่อวัน) โซเดียมจะดึงน้ำเข้าสู่กระแสเลือดมากขึ้น ทำให้ปริมาตรเลือด (Blood Volume) เพิ่มขึ้น ส่งผลให้แรงดันที่ผนังหลอดเลือดสูงขึ้น นำไปสู่ภาวะความดันโลหิตสูง ผลกระทบต่อไต (Renal Impact): การบริโภคโซเดียมสูงอย่างต่อเนื่องทำให้ไตต้องทำงานหนักขึ้นเพื่อขับโซเดียมส่วนเกินออกผ่านทางปัสสาวะ (Hyperfiltration) ซึ่งจะส่งผลให้เกิดความเสียหายต่อหน่วยไต (Glomeruli) และนำไปสู่ภาวะไตเสื่อมเรื้อรัง (Chronic Kidney Disease: CKD) เป้าหมายเชิงวิชาการ: การใช้เครื่องวัดความเค็ม (Salt Meter) เป็นการสร้าง Visual Feedback เพื่อให้ผู้เข้าร่วมตระหนักถึงความแตกต่างระหว่าง "ความรู้สึก" (รสชาติที่ลิ้นรับได้) กับ "ความจริงทางวิทยาศาสตร์" (ปริมาณโซเดียมที่วัดได้จริง) ฐานที่ ๒: การจัดการสัดส่วนสารอาหารและดัชนีน้ำตาล (Macronutrient Balance & Glycemic Control) กิจกรรมการจัดจานอาหาร ๒:๑:๑ มีพื้นฐานมาจากหลักการ การควบคุมความหนาแน่นของพลังงาน (Energy Density Control) และ การจัดการระดับน้ำตาลในเลือด:

บทบาทของใยอาหาร (Dietary Fiber): การเน้นสัดส่วนผัก ๒ ส่วน (50% ของจาน) ช่วยเพิ่มปริมาณใยอาหาร ซึ่งมีคุณสมบัติในการชะลอการดูดซึมน้ำตาลเข้าสู่กระแสเลือด (Low Glycemic Response) และช่วยเพิ่มความรู้สึกอิ่ม (Satiety) ผ่านการกระตุ้นฮอร์โมนอิ่มในระบบทางเดินอาหาร การควบคุมสัดส่วนสารอาหารหลัก (Macronutrient Partitioning): การแบ่งสัดส่วน ข้าว/แป้ง ๑ ส่วน และ โปรตีน ๑ ส่วน ช่วยในการควบคุมปริมาณแคลอรี่รวม (Total Caloric Intake) และป้องกันภาวะดื้ออินซูลิน (Insulin Resistance) ซึ่งเป็นสาเหตุหลักของโรคเบาหวานและโรคอ้วน เป้าหมายเชิงวิชาการ: การจำแนกหมู่สารอาหารผ่านการ์ดเกม ช่วยให้ผู้เข้าร่วมเกิดทักษะในการ "ประเมินคุณค่าทางโภชนาการ" (Nutritional Assessment) ของมื้ออาหารที่ตนเองรับประทานจริง ฐานที่ ๓: ธงโภชนาการและการบูรณาการศาสตร์การแพทย์แผนไทย (Nutritional Hierarchy & Holistic Wellness) กิจกรรมฐานนี้เป็นการเชื่อมโยง หลักโภชนาการสากล เข้ากับ ศาสตร์การแพทย์ทางเลือก:

หลักธงโภชนาการ (Nutritional Flag Model): เป็นการใช้หลักการลำดับความสำคัญของกลุ่มอาหาร (Hierarchy of Food Groups) เพื่อให้ร่างกายได้รับสารอาหารที่สมดุลตามความต้องการพลังงานในแต่ละวัน โดยเน้นกลุ่มอาหารที่ให้พลังงานหลัก (Complex Carbohydrates) และกลุ่มผักผลไม้เป็นฐานความต้องการหลัก การปรับสมดุลด้วยธาตุเจ้าเรือน (Homeostasis via Traditional Thai Medicine): ในทางวิทยาศาสตร์บูรณาการ การรับประทานอาหารตามธาตุเจ้าเรือน (ดิน น้ำ ลม ไฟ) คือการใช้ Phytochemicals (สารพฤกษเคมี) จากสมุนไพรและอาหารที่มีฤทธิ์ช่วยปรับสมดุลสภาวะภายในร่างกาย (Internal Environment) เช่น การใช้รสขมหรือรสเย็นเพื่อลดความร้อน (Fire element) ในร่างกาย เป้าหมายเชิงวิชาการ: เพื่อส่งเสริมการบริโภคอาหารในลักษณะ "อาหารเป็นยา" (Nutraceutical Approach) ซึ่งเป็นการป้องกันโรคเชิงรุกผ่านการใช้โภชนาการบำบัด (Medical Nutrition Therapy) ที่สอดคล้องกับวิถีชีวิตและวัฒนธรรม

 

กิจกรรมส่งเสริมการบริโภคอาหารเพื่อสุขภาวะอย่างสมดุล หลักสูตร “ฉลากอาหาร ตัวช่วยการเลือกอาหารที่เหมาะสมกับสุขภาพ” 22 ส.ค. 2569 22 ส.ค. 2569

 

ขั้นตอนการจัดกิจกรรม 1. ฐาน ของกินบนชั้น เลือกกันให้เป็น (ฝึกการอ่านฉลากอาหาร เพื่อตัดสินใจเลือกอาหารที่เหมาะสมกับสุขภาพ) วัตถุประสงค์ เพื่อ ให้ผู้เข้าร่วมฝึกการเลือกอาหารและเครื่องดื่มที่จำหน่ายในท้องตลาด โดยใช้ข้อมูลบนฉลาก เช่น หน่วยบริโภค พลังงาน น้ำตาล ไขมัน โซเดียม ส่วนประกอบ และวัตถุเจือปนอาหาร เปรียบเทียบและตัดสินใจเลือกอาหารที่เหมาะสมกับสุขภาพ และเพื่อให้ลดการกินอาหารสำเร็จรูปหรืออาหารแปรรูปไม่ให้บ่อยเกินไป อุปกรณ์ 1. อาหาร และเครื่องดื่ม ที่มีฉลากโภชนาการ 2. แว่นขยาย หรือ ใช้โทรศัพท์ถ่ายรูปฉลากเพื่อขยายข้อความ กิจกรรมเกม กลุ่มผู้เข้าร่วม 15-20 คน เลือกอาหาร หรือ เครื่องดื่ม ที่เตรียมให้  และตั้งคำถาม “ถ้าต้องซื้ออาหาร หรือ เครื่องดื่ม ควรดูอะไรบ้างก่อนตัดสินใจซื้อ” วิทยากรแนะนำจุดที่ควรดูบนฉลาก ทั้งตัวเลขโภชนาการ และส่วนประกอบของผลิตภัณฑ์  แนะนำจุดที่ควรดูบนฉลากอาหารฉลาก เช่น หน่วยบริโภค พลังงาน น้ำตาล ไขมัน โซเดียม ส่วนประกอบ และวัตถุเจือปนอาหาร

  1. ฐาน น้องน้ำหวาน น้องน้ำตาล เมื่อเราควรลด ละ เลิก วัตถุประสงค์ เพื่อให้ผู้เข้าร่วมเห็นปริมาณความหวานที่แฝงอยู่ในอาหาร หรือ เครื่องดื่มที่พบในชีวิตประจำวัน ผ่านการใช้อุปกรณ์วัดค่าความหวาน การเทียบค่าความหวานกับปริมาณน้ำตาลที่ได้รับจริง และนำไปสู่การเลือก ลด ละ เลิก ความหวาน อุปกรณ์
    1. เครื่องวัดความหวาน
    2. เครื่องดื่มที่ต้องการวัดความหวาน น้ำหวาน น้ำผลไม้ น้ำอัดลม ชานม กาแฟเย็น (ใช้เครื่องดื่มที่ขายในตลาดนัดสุขภาพฯ) กิจกรรมเกมส์ ให้ผู้เข้าร่วมชิมเครื่องดื่ม และตั้งคำถาม เครื่องดื่มชนิดใดมีน้ำตาลมากกว่าที่คิด แนะนำทางเลือก การลดขนาดแก้ว การสั่งหวานน้อย การลดความถี่การการกินเครื่องดื่ม
  2. สรุปการดูแลสุขภาพให้สมดุล ด้วยศาสตร์การแพทย์แผนไทย (รวมกลุ่ม)  แลกเปลี่ยนความรู้โดย อ.ปิง ดร. พท. เสถียรพงษ์ ภูผา คณะการแพทย์แผนไทย มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตหาดใหญ่ วัตถุประสงค์ เพื่อให้ผู้เข้าร่วมกิจกรรมเข้าใจการเลือกทานอาหาร โดยการอ่านฉลากอาหาร และการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการกินที่เสี่ยงจะได้รับน้ำตาลเกินความต้องการของร่างกาย โดยใช้ศาสตร์การแพทย์แผนไทยมาปรับสมดุลการกิน รูปแบบกิจกรรม บรรยายพูดคุยแลกเปลี่ยนเรื่องการบริโภคอาหาร การดูแลสุขภาพตามศาสตร์การแพทย์แผนไทย

 

  1. ด้านความรู้ (Knowledge) กลุ่มเป้หมายมีความเข้าใจเรื่องฉลากโภชนาการเพิ่มขึ้นจากความรู้เดิม: กลุ่มเป้าหมายจะมีความรู้ความเข้าใจในส่วนประกอบสำคัญบนฉลาก เช่น หน่วยบริโภค, พลังงาน, ปริมาณน้ำตาล, ไขมัน, โซเดียม และวัตถุเจือปนอาหาร การตระหนักถึงภัยเงียบจากน้ำตาล: เข้าใจถึงปริมาณน้ำตาลที่แฝงมาในเครื่องดื่มที่ขายในชีวิตประจำวัน (เช่น ชานม, กาแฟ, น้ำอัดลม) ผ่านการเห็นค่าความหวานที่วัดได้จริง ความรู้ด้านการแพทย์แผนไทย: เข้าใจหลักการปรับสมดุลร่างกายผ่านการรับประทานอาหารตามศาสตร์การแพทย์แผนไทย เพื่อส่งเสริมสุขภาพให้สมดุล
  2. ด้านทักษะ (Skills) ทักษะการอ่านและเปรียบเทียบ: สามารถใช้เครื่องมือ (เช่น แว่นขยาย หรือโทรศัพท์มือถือ) เพื่ออ่านข้อมูลบนฉลาก และมีทักษะในการ "เปรียบเทียบ" ข้อมูลระหว่างผลิตภัณฑ์เพื่อเลือกสิ่งที่เหมาะสมที่สุด ทักษะการประเมินความหวาน: สามารถใช้เครื่องมือวัดค่าความหวานเพื่อประเมินปริมาณน้ำตาลในเครื่องดื่มได้ด้วยตนเอง ทักษะการตัดสินใจ: มีกระบวนการคิดที่เป็นระบบก่อนการซื้ออาหาร (Decision Making) โดยใช้ข้อมูลโภชนาการเป็นตัวตั้ง
  3. ด้านการปรับเปลี่ยนพฤติกรรม (Behavioral Change) การเลือกซื้ออาหารที่ดีต่อสุขภาพ: ลดการบริโภคอาหารสำเร็จรูปหรืออาหารแปรรูป และหันมาเลือกอาหารที่มีโภชนาการเหมาะสมมากขึ้น การลดการบริโภคหวาน: เกิดพฤติกรรม "ลด ละ เลิก" ความหวาน เช่น การสั่งเครื่องดื่มแบบ "หวานน้อย", การลดขนาดแก้ว หรือการลดความถี่ในการดื่มน้ำหวาน การดูแลสุขภาพแบบองค์รวม: มีแนวทางในการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการกินเพื่อสร้างสมดุลให้ร่างกายตามหลักการแพทย์แผนไทย สรุปภาพรวม: เมื่อจบกิจกรรม กลุ่มเป้าหมายจะไม่เพียงแค่ "รู้" ว่าอะไรดีหรือไม่ดี แต่จะ "ทำเป็น" (ผ่านกิจกรรมฐาน) และ "นำไปใช้จริง" (ผ่านการปรับพฤติกรรมการสั่งอาหารและเลือกซื้อ)

 

การประชุมรับฟังความคิดเห็นการพัฒนาข้อเสนอแนะเชิงนโยบายสาธารณะในระดับชาติเรื่อง คุณภาพความปลอดภัยของผักและผลไม้ในมาตรฐานอาหารฮาลาล 14 ก.ย. 2569 14 ก.ย. 2569

 

ดร.อรวิทย์ บุญชม และคณะทีมวิชาการสถาบันฮาลาล ได้ศึกษาทบทวนโมเดลการบูรณาการมาตรฐานอาหารปลอดภัยร่วมกับอาหารฮาลาลในต่างประเทศ เช่น มาเลเซีย อินโดนีเซีย ซาอุดิอาระเบีย เพื่อจัดทำข้อเสนอเชิงนโยบายสำหรับประเทศไทย เป้าหมายและผลกระทบหลักศาสนาอิสลามกล่าวถึงความสะอาดและความปลอดภัยไว้แล้ว การรับรองมาตรฐานที่บูรณาการประเด็นนี้จะช่วยคุ้มครองสุขภาพของประชาชนและผู้บริโภคมุสลิมทั่วโลก ข้อมูลผลการศึกษาทบทวนวรรณกรรมและโมเดล 3 รูปแบบ จากมาเลเซีย อินโดนีเซีย ซาอุดิอาระเบีย
ดร.อรวิทย์ บุญชม และคณะนำเสนอการทบทวนวรรณกรรมและการวิเคราะห์ การตรวจพืชผักตามหลักฮาลาลไม่ได้ดูแค่ตัวสินค้า (ซึ่งฮาลาลโดยธรรมชาติ) แต่ต้องใช้กระบวนการทางวิทยาศาสตร์ตรวจหาสารเคมีปนเปื้อนตกค้างที่ไม่สามารถมองเห็นด้วยตาเปล่า มุ่งเน้นการบูรณาการความปลอดภัย ความยั่งยืน (Sustainability) และหลักศาสนา เพื่อสร้างระบบอาหารยุคใหม่ พฤติกรรมผู้บริโภคยุคใหม่ ผู้บริโภคยุคใหม่ต้องการความแน่ใจด้านความปลอดภัยของอาหาร การเลือกซื้อจึงพิจารณาตราฮาลาลของประเทศไทยเพื่อความมั่นใจ สถาบันฮาลาล มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ (มอ.) ร่วมมือกับ คณะกรรมการอิสลามประจำจังหวัดและสำนักงานคณะกรรมการกลางอิสลามแห่งประเทศไทย ในการพัฒนาการตรวจสารเคมีและอบรมบุคลากร การตัดสินใจซื้อของผู้บริโภคยุคดิจิทัลต้องพึ่งพาระบบตรวจสอบย้อนกลับ (Traceability) ตลอดห่วงโซ่อุปทาน (Supply Chain) มาตรฐานและการรับรองฮาลาลในประเทศไทย ประเทศไทยใช้โครงสร้าง Certificate Body (CB) ผ่านคณะกรรมการอิสลามประจำจังหวัด (มีมากกว่า 40 จังหวัด) ทำหน้าที่ส่งผู้ตรวจการฮาลาลไปดูแลผู้ประกอบการ ประเทศไทยกำลังผลักดันการจัดตั้ง HAB (Halal Accreditation Body) หรือสถาบันมาตรฐานฮาลาลแห่งชาติ ทำหน้าที่รับรองและกำกับดูแลหน่วยตรวจ (CB) อีกชั้นหนึ่ง เพื่อสร้างความน่าเชื่อถือระดับสากลตามมาตรฐาน SMIIC/OIC และแก้ปัญหาข้อจำกัดทางการค้า ข้อจำกัดและข้อคิดเกี่ยวกับอาหารฮาลาล อาหารฮาลาลต้องปราศจากนายิสหรือนะญิส (สิ่งสกปรก ปฏิกูลหรือสิ่งโสโครกที่น่ารักเกียจ/สืบเนื่องทางศาสนา) และสารเคมีอันตราย โดยต้องคุมเข้มตั้งแต่การผลิต โลจิสติกส์ (Halal Logistics) การจัดเก็บ จนถึงมือผู้บริโภค ข้อเข้าใจผิด: "อาหารฮาลาล = อาหารดีต่อสุขภาพเสมอไป" ไม่จริงเสมอไป หากอาหารนั้นมีน้ำตาล โซเดียม หรือไขมันอิ่มตัวสูง ซึ่งส่งผลให้เกิดโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง (NCDs) ในกลุ่มผู้บริโภค การบูรณาการเกณฑ์ด้านสุขภาพ (Tayyiban) เข้ากับมาตรฐานฮาลาลเดิม จะช่วยยกระดับความปลอดภัยให้ผู้บริโภคทุกคน ไม่จำกัดเฉพาะมุสลิม แนวโน้มตลาดและปัจจัยการเติบโต มูลค่าตลาดฮาลาลเติบโตขึ้นจาก 3 ปัจจัยหลักจำนวนประชากรมุสลิมที่เพิ่มขึ้น (จาก 1,000 กว่าล้านคน เข้าใกล้ 2,000 ล้านคน)กำลังซื้อและรายได้ของประชากรมุสลิมที่เพิ่มขึ้นผู้คนทั่วไปหันมาใส่ใจสุขภาพมากขึ้น ซึ่งตรงกับหลักการ Halalan Tayyiban (ฮาลาลและดีต่อสุขภาพ) ความเสี่ยงและปัญหาในห่วงโซ่อาหาร ตรวจพบความเสี่ยงจากสารเคมีเกษตรปนเปื้อนสูง (ข้อมูลปี 2566 มีการนำเข้านำเข้าสารเคมีเกษตรกว่า 140,000 ตัน) สารเคมีตกค้างส่งผลกระทบโดยตรงต่อเกษตรกร (พบผู้ป่วยจากสารเคมีกว่า 27,000 ราย และประชากรเกษตรกรกว่า 22% อยู่ในภาวะเสี่ยง) สารเคมีและโลหะหนักสามารถสะสมผ่านห่วงโซ่อาหาร ส่งผลเสียต่อสุขภาพผู้บริโภคทั้งระยะสั้นและระยะยาว การยกระดับมาตรฐานอาหาร ผักและผลไม้สดเสี่ยงต่อการปนเปื้อนทั้งทางกายภาพ เคมี ชีวภาพ และสิ่งต้องห้ามทางศาสนา ห้องปฏิบัติการทางวิทยาศาสตร์มีหน้าที่ตรวจวัดปริมาณสารปนเปื้อน แต่การการันตีหรือรับรองสถานะ "ฮาลาล" จะต้องดำเนินการโดยองค์กรศาสนา
การนำเทคโนโลยีดิจิทัลเข้ามาช่วยตรวจสอบย้อนกลับและการรับรองที่ครอบคลุม จะช่วยสร้างความมั่นใจและตอบสนองความต้องการของผู้บริโภคได้ตรงจุด

 

สรุปความคิดเห็นการพัฒนาข้อเสนอฯ ดร.เพ็ญ สุขมาก สถาบันนโยบายสาธารณะ 1. ที่มาและวัตถุประสงค์ของโครงการ การประชุมครั้งนี้เป็นส่วนหนึ่งของ โครงการขับเคลื่อนระบบอาหารที่ยั่งยืนเพื่อส่งเสริมการบริโภคอาหารเพื่อสุขภาวะอย่างสมดุล (ดำเนินการในพื้นที่จังหวัดสงขลาและพัทลุง)มีเป้าหมายระดับประเทศในการจัดทำ ข้อเสนอเชิงนโยบาย ร่วมกับสถาบันฮาลาล และหน่วยงานรับรองมาตรฐาน (เช่น สำนักงานจุฬาราชมนตรี)เป็นการต่อยอดและดำเนินงานตามแนวทางที่ได้รับชี้แนะจากคณะกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของ สสส. 2. บริบทของระบบอาหารและสุขภาพ ระบบอาหารครอบคลุมตั้งแต่การผลิต (เพาะปลูก/ปศุสัตว์/ประมง) การแปรรูป ขนส่ง ตลาด การบริโภค ไปจนถึงการจัดการขยะอาหาร ปัญหาสุขภาพและอายุขัยเฉลี่ย (พื้นที่ภาคใต้ตอนล่าง 7 จังหวัด) ผู้หญิงมีอายุขัยเฉลี่ยประมาณ 79–80 ปี แต่มีช่วงอายุขัยที่มีสุขภาวะดีเพียง 70 ปี (ต้องแบกรับภาระการป่วยประมาณ 9 ปี) ผู้ชายมีอายุขัยเฉลี่ยประมาณ 75–76 ปี แต่มีช่วงอายุขัยที่มีสุขภาวะดีประมาณ 69 ปี (แบกรับภาระการป่วยประมาณ 5–6 ปี) สาเหตุสำคัญของความเสี่ยงต่อโรค NCDs เกิดจากความปลอดภัยของอาหารและคุณภาพโภชนาการ 3. การวิเคราะห์จุดแข็ง จุดอ่อน โอกาส และความท้าทาย (SWOT) จุดแข็ง (Strengths) 1. มีโครงสร้างเชิงสถาบันที่ชัดเจน มีการแบ่งบทบาทระหว่างหน่วยงานให้รับรองมาตรฐานฮาลาลและหน่วยงานตรวจการฮาลาลอย่างชัดเจน 2. มาตรฐานฮาลาลของไทยครอบคลุมมิติความปลอดภัย คุณภาพโภชนาการ และสุขาภิบาลตามห่วงโซ่อาหาร 3. มีเครือข่ายคณะกรรมการอิสลามประจำจังหวัดครอบคลุมถึง 40 จังหวัด ซึ่งเป็นกลไกพื้นที่ที่เข้มแข็งและได้รับความไว้วางใจ 4. มีระบบมาตรฐานรองรับพื้นฐาน เช่น GMP และ HACCP จุดอ่อน (Weaknesses) 1. หน่วยงานต่างๆ ยังคงทำงานแบบต่างคนต่างทำ (Silo) ขาดการเชื่อมโยงและบูรณาการฐานข้อมูลร่วมกัน 2. ข้อจำกัดในการบังคับใช้กฎหมายและกลไกการกำกับดูแลในระดับพื้นที่ 3. ขาดระบบการแจ้งเตือนภัยด้านความปลอดภัยอาหารที่เข้าถึงง่าย 4. ผู้ประกอบการรายย่อยเข้าถึงการขอรับมาตรฐานฮาลาลได้ยาก โอกาส (Opportunities) 1. แนวคิดฮาลาลสอดคล้องกับเทรนด์โลกที่มุ่งเน้น อาหารปลอดภัย (Healthy Food) และความยั่งยืน 2. การนำเรื่องความปลอดภัยอาหารเข้าไปบูรณาการกับมาตรฐานฮาลาล จะช่วยปกป้องผู้บริโภคทั้งมุสลิมและประชากรโลก 3. เทคโนโลยีดิจิทัล เช่น QR Code สำหรับการตรวจสอบย้อนกลับ (Traceability) ช่วยเพิ่มความเชื่อมั่น ปัญหาและความท้าทาย (Challenges) 1. ศักยภาพและทรัพยากร (งบประมาณ/บุคลากร) ของคณะกรรมการอิสลามประจำจังหวัดแต่ละแห่งยังไม่เท่ากัน 2. ผู้ประกอบการ/พ่อค้าแม่ค้าบางส่วนมองว่าการทำมาตรฐานเป็นการเพิ่มภาระและต้นทุน 3. ความเสี่ยงเรื่องการแอบอ้างและการปลอมแปลงเครื่องหมายฮาลาล/อย. 4. ทางเลือกเชิงนโยบาย (กรณีศึกษาตัวอย่าง) ทางเลือกที่ 1 (ต้นแบบจากประเทศมาเลเซีย) มีระบบการตรวจฮาลาลและความปลอดภัยอาหารในกระบวนการเดียวทีมตรวจเดียวดำเนินการตั้งแต่วัตถุดิบถึงตราสัญลักษณ์ หากปรับใช้ในไทยจะเป็นไปในลักษณะดังนี้ ต้นน้ำ : คณะกรรมการอิสลามประจำจัง(กอจ.)ร่วมกับเกษตรจังหวัด ขึ้นทะเบียนผู้ประกอบการ/แหล่งวัตถุดิบ ระบุที่มาของวัตถุดิบ ตลาด และโรงฆ่าสัตว์อย่างชัดเจน/ตรวจสารเคมีในวัตถุดิบต้นทางโดยเกษตรจังหวัดกรมวิชาการเกษตรสุ่มตรวจแปลงความต้นทางก่อนเข้าสู่กระบวนการแปรรูปออกผลตรวจเบื้องต้นเก็บไว้เป็นฐานข้อมูล/อบรมผู้ประกอบการเรื่องเกณฑ์คู่โดยคณะกรรมการอิสลามประจำจังหวัดร่วมกับสำนักสาธารณสุขจังหวัดจัดอบรมให้ผู้ประกอบการเข้าใจเกณฑ์ฮาลาลและความปลอดภัยอาหารไปพร้อมกันก่อนยื่นขอตรา กลางน้ำ : จัดตั้งทีมตรวจประเมินร่วม/ใช้แบบสำรวจ checklist ตรวจร่วมครอบคลุม 4 มิติแหล่งวัตถุดิบ,กระบวนการผลิต,ป้องกันปนเปื้อนสุขลักษณะจุลินทรีย์สารเคมีโลหะหนักควบคู่กับหลักศาสนา/พิจารณาผลรวมโดยกอจ.ออกตราได้เฉพาะกรณีผ่านทั้ง 2 มิติหากไม่ผ่านด้านความปลอดภัยต้องแก้ไขก่อนออกตราแม้ผ่านหลักศาสนาแล้ว/ขึ้นทะเบียนและออกหนังสือรับรอง ปลายน้ำ : สุ่มตรวจสินค้าในตลาดโดยสารสุขจังหวัดอยสุ่มตรวจสินค้าที่มีตราฮาลาลในจังหวัดร้านค้าเป็นระยะตามแผนเฝ้าระวัง/ต่ออายุตราตามรอบตรวจร่วมตรวจซ้ำทั้ง 2 มิติทุกรอบต่ออายุ/สื่อสารสร้างความเชื่อมั่นกอจ.ร่วมกับอปท.ประชาสัมพันธ์ว่าตราฮาลาลในจังหวัดนี้ผ่านการตรวจคู่เพื่อสร้างจุดขายและความเชื่อมั่น ทางเลือกที่ 2 ต้นแบบจากอินโดนีเซีย ใช้อำนาจของคณะกรรมการอิสลามประจำจังหวัดออกระเบียบบังคับเอกสารความปลอดภัยเป็นเงื่อนไขก่อนออกตราโดยไม่ต้องรอแก้กฎหมายระดับชาติ หากปรับใช้ในไทยจะเป็นไปในลักษณะดังนี้ ต้นน้ำ : ร่างและประกาศระเบียบบังคับ/แจ้งเวียนและให้ระยะผ่อนปรน/ผู้ประกอบการขอผลตรวจ กลางน้ำ : ตรวจสอบเอกสารก่อนรับคำขอ/ตรวจหลักศาสนาตามปกติ/อนุมัติหรือปฏิเสธ ปลายน้ำ : ติดตามวันหมดอายุผลตรวจ/รายงานผลต่อCICOTส่วนกลาง/เปิดแพร่ต่อผู้บริโภค ทางเลือกที่ 3 ต้นแบบจากซาอุดีอาระเบีย รูปแบบการเชื่อมบูรณาการข้อมูลผ่าน MOU ใช้ข้อตกลงความร่วมมือแบ่งปันข้อมูลระหว่างหน่วยงานที่มีอยู่แล้วเพื่อแจ้งเตือนเพิกถอนตราเมื่อพบปัญหาโดยไม่ต้องรวมหน่วยงานหรือแก้ระเบียบ ต้นน้ำ : เจรจาและลงนาม MOU/กำหนดผู้ประสานงานกลาง/ออกแบบระบบแจ้งเตือน กลางน้ำ : ตรวจสอบตามภาระปกติ/คัดกรองและส่งผลตรวจที่เกี่ยวข้อง/รับและประมวลผลข้อมูล ปลายน้ำ : พิจารณาระงับหรือเพิกถอนตรา/แจ้งผู้ประกอบการและแนวทางแก้ไข/เผยแพร่ข้อมูลต่อสาธารณะ/ประเมินผลประจำปี ข้อแลกเปลี่ยนจากผู้เข้าร่วมประชุม 1. ข้อเสนอแนะจาก ดร.ซูเฟียนา ซารีแซ
เสนอแนวคิดการบูรณาการมาตรฐาน โดยมองเป็นปิรามิด 3 ขั้น
- ฐานราก (ปลอดภัย) : อาหารทุกชนิดต้องปลอดภัยเป็นพื้นฐานแรก ไม่ว่าจะฮาลาลหรือไม่
- ขั้นกลาง (ฮาลาล) : ตรวจสอบกระบวนการตามหลักศาสนา (เช่น การเชือด, วัตถุดิบเจือปน, สารสารเคมีเคลือบผิว) - ยอดปิรามิด (ตอยยิบัน): อาหารนั้นส่งผลดีต่อสุขภาพ สรุปการบูรณาการจากฐานความปลอดภัย ightarrow ฮาลาล ightarrow ตอยยิบัน (ดีต่อสุขภาพ) 2. ข้อเสนอแนะจาก นาย อดุลยศักดิ์ หมัดหมัน สตูล สำนักงานคณะกรรมการอิสลามประจำจังหวัดสตูล ขอทำความเข้าใจจุดเริ่มต้นของบัญญัติอิสลาม ฮาลาลต้องคู่กับ "ตอยยิบัน" (คุณลักษณะที่ดี/ปลอดภัย) ตามหลักการในอายะฮ์กุรอาน ตามฮะดีษ สิ่งที่ไม่ชัดเจนระหว่างฮาลาลและฮะรอมถือเป็น "ชุบฮาต" (ข้อคลุมเครือ) ซึ่งต้องหลีกเลี่ยงผู้ประกอบการต้องมีเจตนาถูกต้องตามหลักศาสนาเพื่อการรับรอง ไม่ใช่ทำเพื่อผลประโยชน์ทางกายภาพเท่านั้น ตามฮะะดีษระบุว่าการอธรรมต่อผู้อื่น (รวมถึงการทำอาหารที่ไม่ปลอดภัย/ไม่มีประโยชน์) ถือเป็นการละเมิด และผู้รับประทานอาหารที่ไม่ฮาลาล การดุอาอ์และการละหมาดจะไม่ถูกตอบรับ เช่นกรณีที่สตูล มีบุคคลหนึ่งไลฟ์ในอ.ทุ่งหว้าในตลาดสุ่มร้านอาหารที่ไม่ใช่มุสลิมแต่ใส่ฮิญาบขายของจ้างคนขายผู้ช่วยที่เป็นมุสลิม จึงไปแจ้งต่อสำนักงานอิสลามประจำจังหวัด แต่ไม่สามารถไปบังคับเขาให้เอาผ้าคลุมออกหรือปลดสัญลักษณ์ฮาลาลที่เขียนขึ้นเองลงได้ ดังนั้น ปัญหาด้านกฎหมายและการบังคับใช้กฎหมายไทยให้แค่การรับรองแก่ กอจ. แต่ไม่มีอำนาจตรวจจับ หรือบังคับใช้บทลงโทษกรณีทำผิดการที่ร้านค้าติดป้ายภาษาอาหรับหรือเขียนป้ายฮาลาลเอง ยังไม่มีข้อกฎหมายที่ชัดเจนในการเข้าไปตรวจสอบหรือเอาผิดไม่มีตรวจเยี่ยมไม่มีการตรวจจับ ไม่มีอำนาจสั่งให้ปลด ผ้าคลุมออกหรือคนที่เขียนตราฮาลาลขึ้นเองเป็นการทำมาแต่ดั้งเดิมไม่มีความผิดตามกฏหมาย เมื่อไหร่ที่เราอ้างโมเดลของประเทศมาเลเซียจะเป็นคนบริบทโดยสิ้นเชิงกับของไทยถ้าในเรื่องของกฎหมายในไทยยังต้องแก้อีกเยอะมาก
3. ข้อเสนอแนะจาก น.ส.รศนา ศาสน์พิสุทธิกุล เภสัชกรเชี่ยวชาญ สสจ.ปัตตานี สสจ.ปัตตานีเคยทำงานร่วมกับคณะกรรมการอิสลามประจำจังหวัดปัตตานี เพื่อสร้างความร่วมมือเรื่องมาตรฐานฮาลาลและตอยยิบัน (ความปลอดภัยของอาหาร)คณะกรรมการอิสลามฯ ไม่มีอำนาจทางกฎหมายโดยตรง แต่ อย. มีอำนาจตามกฎหมายส่วนแนวทางการดำเนินงานนั้นได้มีการแลกเปลี่ยนข้อมูลตรวจสอบและเผื่อแพร่ข้อมูลอาหารที่ผลิตในจังหวัดปัตตานี ซึ่งได้รับการรับรองฮาลาลแล้วแต่ยังไม่ได้มาตรฐาน อย. ในด้านการกำหนดเงื่อนไขและมาตรฐาน กำหนดให้ผลิตภัณฑ์ที่จะขอรับรองฮาลาล ต้องผ่านการรับรองมาตรฐานความปลอดภัยจาก อย. ก่อน สำหรับโรงงานอุตสาหกรรม ได้ประยุกต์ใช้ระบบ HASAP/HALAM โดยนำแนวคิด HACCP มาปรับใช้ เพื่อตรวจสอบและป้องกันการปนเปื้อนสิ่งฮารอมในทุกขั้นตอน ตั้งแต่การคัดเลือกวัตถุดิบ กระบวนการล้าง และกระบวนการผลิต การตรวจประเมินร่วมกัน จัดตั้งทีมทำงานร่วมกันระหว่าง อย. และคณะกรรมการอิสลามฯ ลงพื้นที่ตรวจโรงงาน โดยเชื่อมโยงเกณฑ์ฮาลาลกับมาตรฐาน GMP และ HACCP ของ อย. หากพบปัญหาสินค้าปลอมแปลงฮาลาล หรือมีการเจือปนสารที่ไม่ปลอดภัย จะใช้กลไกทางกฎหมายของ อย. ดำเนินการ (เช่น ข้อหาอาหารไม่บริสุทธิ์หรืออาหารปลอม) การทำงานในลักษณะนี้ยังขาดความยั่งยืนเชิงระบบ เนื่องจากขึ้นอยู่กับตัวบุคคลเป็นหลัก โดยฝ่ายคณะกรรมการอิสลามฯ มีเจ้าหน้าที่รับผิดชอบงานนี้เพียงไม่กี่คน (ประมาณ 2–3 คน) หากต้องการให้เกิดความยั่งยืน ต้องมีการผลักดันและกำหนดให้แนวทางความร่วมมือนี้กลายเป็นกฎ ระเบียบ หรือประกาศทางราชการอย่างเป็นรูปธรรม 4. ข้อเสนอแนะจาก นายสันติ ใจจ้อง นักวิชาการสาธารณสุขชำนาญการพิเศษ สำนักงานสาธารณสุข จ.ตรัง บริบทพื้นที่และการขับเคลื่อน: จ.ตรัง ไม่ได้มีประชากรมุสลิมจำนวนมากแต่ได้มีการขับเคลื่อนเรื่องอาหารฮาลาลอย่างต่อเนื่อง แม้ส่วนงานสาธารณสุขจังหวัดยังไม่มีนโยบายเฉพาะ แต่ได้ส่งเสริมโรงพยาบาลในพื้นที่ให้ผ่านการรับรองมาตรฐานฮาลาล เพื่อรองรับผู้รับบริการมุสลิม ในมุมมองเรื่องฮาลาลกับสุขภาพ: นิยามของอาหารฮาลาลควรรวมถึงการเป็นอาหารที่มีคุณประโยชน์ต่อสุขภาพด้วย โดยเฉพาะการลดหวาน มัน เค็ม เพื่อป้องกันโรค NCDs ซึ่งเป็นประเด็นที่ทุกฝ่ายให้ความสำคัญ เนื่องจากพื้นที่ภาคใต้รวมถึง จ.ตรัง มีสถิติผู้ป่วย NCDs ในระดับสูง ข้อกังวลเรื่องวัตถุดิบต้นน้ำ (ผักและผลไม้)พบปัญหาตกค้างของสารเคมีในผักและผลไม้ โดยเฉพาะสินค้านำเข้า (เช่น จากประเทศจีน) ที่มีราคาถูกผิดปกติ ได้มีการสุ่มตรวจพบสารตกค้างเกินมาตรฐานบ่อยครั้ง แต่ขาดระบบการตรวจสอบย้อนกลับ (Traceability) และไม่แน่ชัดว่าสินค้าที่ไม่ผ่านมาตรฐานได้ถูกทำลายหรือนำกลับจริงหรือไม่ จึงเป็นประเด็นสำคัญที่ต้องวางระบบควบคุม การส่งเสริมร้านอาหารกลางน้ำ จ.ตรัง ใช้แนวทางยกระดับร้านอาหารที่ผ่านเกณฑ์มาตรฐาน Clean Food Good Taste ให้พัฒนาต่อยอดไปสู่การรับรองเป็นร้านอาหารฮาลาล โดยเป็นการทำงานร่วมกันของหน่วยงานในพื้นที่ ข้อเสนอเชิงนโยบาย เสนอให้กำหนดนโยบายครอบคลุมตลอดห่วงโซ่อุปทาน ตั้งแต่ต้นน้ำ (วัตถุดิบปลอดภัย), กลางน้ำ (ผู้ปรุง/ผู้ประกอบการ), ไปจนถึงปลายน้ำ (ผู้บริโภค) เพื่อให้เกิดการดูแลสุขภาวะอย่างครบวงจร 5. ข้อเสนอแนะจากนายสูไฮมี มะเกะ หัวหน้าฝ่ายกิจการฮาลาน สำนักกรรมการอิสลามประจำจังหวัดนราธิวาส ปัญหาของการการพัฒนาฮาลาลในอดีตมักเป็นเพียง "โครงการปีต่อปี" เมื่อจบโครงการ ความต่อเนื่องหรือความสำคัญก็หมดลง ประชาชนและผู้บริโภคส่วนใหญ่ยังขาดความเข้าใจเรื่องสารปนเปื้อน ยาฆ่าแมลง หรือสารเคมีอันตรายในพืชผลไม้ (เช่น ส้มโชกุน, แตงโม) พืชผลไม้ทั่วไปถูกมองว่า "อนุมัติให้รับประทานได้" ตามหลักการอยู่แล้ว จึงทำเครื่องหมายรับรองฮาลาลได้ยาก แต่ปัญหาที่แท้จริงคือเรื่องสารเคมีปนเปื้อนที่เป็นอันตรายต่อสุขภาพ ต้องการให้เรื่องนี้ถูกกำหนดเป็น "นโยบายระดับประเทศ" เพื่อความต่อเนื่องและยั่งยืน นิยามคำว่า "ฮาลาล" ในบริบทนี้ ต้องครอบคลุมถึง "ความปลอดภัยและคุณภาพ" (ไม่ปนเปื้อนสารอันตรายต่อชีวิต) ไม่ใช่แค่การอนุมัติทางศาสนาเพียงอย่างเดียว ผลิตภัณฑ์ที่ปลอดภัยและอนุมัติให้บริโภคได้ ควรได้รับตราหรือการรับรองที่ชัดเจน เพื่อประโยชน์ของมนุษยชาติและผู้บริโภคทุกคน 6. ดร.เพ็ญ สุขมาก กล่าวถึง ประเด็นเรื่องความปลอดภัยและมาตรฐาน : เสนอแนวคิดเรื่อง "Traceability" (ระบบตรวจสอบย้อนกลับ) เพื่อสร้างความรอบรู้ให้ผู้บริโภคและผู้ผลิตตลอดห่วงโซ่อุปทาน อธิบายโครงสร้างระดับมาตรฐาน (Pyramid) ว่าฮาลาลต้องเริ่มต้นจากฐานรากคือ "ความปลอดภัย" ก่อน 7. ข้อเสนอแนะการเชื่อมโยงกับหน่วยงานรัฐ: เสนอให้ใช้มาตรฐานการรับรองต้นทางที่มีอยู่แล้วจากกระทรวงเกษตรฯ หรือ สวพ. มาเป็นฐานในการยกระดับสู่ฮาลาล เช่น
1. GAP (Good Agricultural Practices): การรับรองรายแปลง/รายผลผลิต (เช่น พริก, มะม่วง, แตงโม, ปศุสัตว์)
2. PGS (Participatory Guarantee Systems): ระบบรับรองแบบมีส่วนร่วมของกลุ่มเกษตรกร Organic Thailand: มาตรฐานเกษตรอินทรีย์ที่มีความเข้มข้นสูง หากเกษตรกรได้มาตรฐานต้นทาง (GAP / PGS / Organic) เหล่านี้แล้ว ควรนำมาใช้เป็นเกณฑ์พิจารณาต่อยอดเพื่อออกใบรับรองฮาลาลได้ง่ายขึ้น 8. ข้อเสนอแนะจาก ดร.ซูเฟียนา ซารีแซ มาตรฐานและการแยกประเภทฮาลาล: สินค้าเกษตรส่วนใหญ่เป็นฮาลาลในตัวเอง (เช่น ผัก พืช ผลไม้) เว้นแต่สารมึนเมา (เช่น กัญชา หรือกระท่อม ที่บางมุมมองของอิสลามถือว่าไม่ฮาลาลเมื่อเกิดความมึนเมา) หรือเกิดการปนเปื้อนในกระบวนการบรรจุ (เช่น ผู้แพ็คบริโภคหมูก่อนมาบรรจุข้าว) สินค้าประเภทนี้จึงต้องรับรองที่ "กระบวนการ" ไม่ใช่ตัววัตถุดิบ ซึ่งฮาลาลต้องครอบคลุมตลอดห่วงโซ่ตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ ส่วนสินค้าเกษตรที่เป็นสัตว์ ต้องผ่านการเชือดตามหลักการฮาลาล 9. แนวทางบูรณาการและการบริหารจัดการ ภารกิจหน่วยงาน: เสนอแบ่งงาน 2 ระดับ คือ ภารกิจปกติของหน่วยงาน (ดูแลมาตรฐานพื้นฐาน เช่น GAP, Livestock QA) และการบูรณาการดูแลความปลอดภัยร่วมกับหน่วยงานอื่น (เกษตร, ปศุสัตว์, สาธารณสุข) โครงสร้างและนโยบาย: ต้องกำหนด "เจ้าภาพหลัก" วางแนวทางแก้ปัญหาเมื่อพบความเสี่ยง และบูรณาการชุดข้อมูลร่วมกัน โดยมุ่งเป้าพัฒนาเป็นโมเดลเพื่อเสนอเป็นนโยบายระดับประเทศ พร้อมจัดทำ SOP ร่วมกัน การสร้าง Risk Level: เสนอให้จัดทำระดับความเสี่ยง (Risk Level) เพื่อแยกแประเด็นความไม่ปลอดภัยทั่วไป ความไม่ปลอดภัยสาธารณะ และจุดเชื่อมโยงที่ส่งผลต่อความเป็นฮาลาล ความตระหนักรู้ของผู้ประกอบการ: ผู้ประกอบการบางส่วนในพื้นที่ภาคใต้ยังขาดความเข้าใจ โดยมองว่าฮาลาลอยู่ใน DNA อยู่แล้ว ทั้งที่กระบวนการผลิตยังไม่ถูกต้อง (เช่น การใช้น้ำหมัก/น้ำขุ่นในนาข้าว) จึงจำเป็นต้องสร้าง Risk Level และผลักดันให้ประเทศไทยเป็นเมืองอาหารปลอดภัยและฮาลาลที่ยั่งยืน 10. ข้อเสนอแนะจาก ดร.อรวิทย์ บุญชุม ประเด็นสารตกค้างและการตกค้างในสัตว์: ยกตัวอย่างผักผลไม้ที่มีสารตกค้างซึ่งเป็นอันตรายต่อร่างกายถือว่าฮารอม (ต้องทิ้งไว้ให้สารตกค้างหมดก่อนจึงรับประทานหรือรับรองฮาลาลได้) และกรณีวัวกินอาหารผสมเลือดหมู ซึ่งตามหลักการต้องนำไปเลี้ยงในพื้นที่สะอาดระยะหนึ่งก่อน เพื่อให้ร่างกายวัวสะอาด (Purification) จึงจะนำมาเชือดได้ ซึ่งเป็นประเด็นใหม่ในไทยที่สามารถนำมาตั้งมาตรฐานและชี้ให้เห็น Point of View เรื่องความปลอดภัยได้ การบูรณาการมาตรฐานและโมเดลการทำงาน:เห็นด้วยกับการบูรณาการมาตรฐานฮาลาลร่วมกับมาตรฐานอื่น โดยเริ่มต้นที่พืชผักผลไม้ และมีการเตรียมไว้ 3 โมเดลการดำเนินงาน (เปิดรับโมเดลที่ 4 หากมี 11.ข้อเสนอแนะเพิ่ม) ชี้ให้เห็นว่ามาตรฐานฮาลาลเป็น "มาตรฐานสมัครใจ" ต่างจากมาตรฐาน อย. ที่เป็น "มาตรฐานบังคับ" การสร้างความเข้าใจเรื่องฮาลาล: สังคมมักมองว่า "มุสลิมทำ = ฮาลาล" ซึ่งในความเป็นจริงอาจไม่ถูกต้องเสมอไป แต่การสื่อสารต้องระมัดระวังเรื่องความรู้สึก โดยเน้นย้ำว่าฮาลาลคือ "มาตรฐานสากลที่ได้รับความยินยอม" เพื่อช่วยเพิ่มมูลค่าสินค้า บริการ และขับเคลื่อนเศรษฐกิจ ไม่ใช่เรื่องของตัวบุคคล 12. ข้อเสนอแนะจาก นส.รศนา ศาสน์พิสุทธิกุล สสจ.ปัตตานี เห็นด้วยกับโมเดลอันดับที่ 3 การดำเนินงานในปัจจุบัน ทางเลือกที่สามารถทำได้คือ ทางเลือกที่ 3 ซึ่งแม้จะมีข้อจำกัดเรื่องความยั่งยืนเนื่องจากขาดกระบวนการทำงานในลักษณะนี้มาพอสมควร แต่ก็มีความเหมาะสมในการเริ่มทำในระยะสั้น  โดยการดำเนินงานตามภารกิจหลักให้แต่ละหน่วยงานดำเนินงานตามภารกิจเดิมที่มีอยู่ เช่น  เกษตรดำเนินการเรื่อง GAP  ปศุสัตว์ดำเนินการเรื่อง "ปศุสัตว์ OK"  สาธารณสุข/หน่วยงานที่เกี่ยวข้องดำเนินการตรวจเฝ้าระวังตามภารกิจปกติ  บูรณาการร่วมกันทั้งในด้าน ข้อมูล และ การออกแบบกระบวนการ  ซึ่งจำเป็นต้องมีผู้รับผิดชอบหรือ "เจ้าภาพหลัก"  ต้องกำหนดแนวทางหากตรวจพบความเสี่ยงหรือความไม่ปลอดภัยว่าจะจัดการอย่างไร และยังคงใช้กฎหมายหรือภารกิจของหน่วยงานหลักเดิมหรือไม่  การจัดทำชุดข้อมูลร่วมกันเพื่อใช้ข้อมูลเชื่อมโยงระหว่างหน่วยงานในอนาคต เช่น เมื่อฝ่ายฮาลาลลงตรวจและพบวัตถุดิบ/ผัก จะสามารถเชื่อมโยงข้อมูลไปยังเกษตร ปศุสัตว์ และสาธารณสุขได้  การพัฒนาสู่ระดับนโยบาย (ระยะกลาง)หากมีการทำงานอย่างต่อเนื่อง จนสามารถสรุปออกมาเป็นรูปแบบ (Model) ได้ ควรผลักดันเสนอเป็น นโยบายระดับประเทศ/ภาครัฐ เพื่อสร้างความยั่งยืน  จัดทำ SOP (แนวทางปฏิบัติมาตรฐาน) ร่วมกันเพื่อกำหนดเกณฑ์ความไม่ปลอดภัย (ทั้งมาตรฐานสากล/สาธารณสุข และมาตรฐานฮาลาล/ฮารอม)  การสร้างความเข้าใจและการพัฒนา HL (Halal Literacy)การปรับเปลี่ยนความคิด (Mindset)ไม่ควรมองว่าความเป็นมุสลิมจะเข้าใจเรื่องฮาลาลถูกต้องทั้งหมดโดยอัตโนมัติ  ด้านปัญหาที่พบจากการตรวจผู้ประกอบการมุสลิม พบว่ายังมีระบบที่ไม่ถูกต้อง เช่น ขั้นตอนการล้าง 3 น้ำ (ความแตกต่างระหว่างน้ำไหลผ่านกับน้ำขัง)  แนวทางต้องเร่งสร้าง HL (Halal Literacy) เพื่อปรับระบบคิดและสร้างความเข้าใจที่ถูกต้อง  เป้าหมายในภาพรวมไม่ใช่เพียงแค่ขยายฮาลาลในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ แต่ต้องมองในระดับสากล เพื่อให้ประเทศไทยเป็นแหล่งอาหารปลอดภัยที่ได้มาตรฐานฮาลาลส่งออก
13. ข้อเสนอแนะจากผศ. ดร.อธิพันธ์ เสียมไหม สนับสนุน Sandbox และทางเลือกที่ 3: เห็นด้วยกับการจัดทำ Sandbox โดยเฉพาะผักและผลไม้ และเห็นว่า "ทางเลือกที่ 3" (การบูรณาการมาตรฐาน) มีความเป็นไปได้มากที่สุด เนื่องจากเห็นภาพความร่วมมือที่ชัดเจนระหว่างฝั่งสาธารณสุข (อย.) และคณะกรรมการอิสลาม ข้อกังวลด้านนวัตกรรมผักและผลไม้ แม้ผักผลไม้สดจะฮาลาลโดยธรรมชาติ แต่ปัจจุบันมีนวัตกรรมที่อาจกระทบต่อมาตรฐานฮาลาล เช่น การใช้สารเคลือบ/แว็กซ์ยืดอายุการขนส่ง, การใช้เจลาตินหรือเอนไซม์ในผักผลไม้แปรรูป, การผสมสารจากกัญชา หรือกระบวนการหมักถั่ว/พืชผลที่ก่อให้เกิดแอลกอฮอล์ การจัดทำมาตรฐานการทำงาน เสนอให้เน้นย้ำเรื่องมาตรฐานแนวปฏิบัติ (Standard Operating Procedures) และระบบการตรวจประเมินให้มีความชัดเจน เพื่อขจัดความคลุมเครือในเรื่องใหม่ๆ มาตรฐานมีอยู่ด้วยกันหลายส่วน หากเราบูรณาการร่วมกันได้ก็จะดีทั้งส่วนของผู้ตรวจแล้วก็ผู้รับการตรวจ เพียงแต่มาตรฐานของฮาลาลจะเป็นมาตรฐานสมัครใจซึ่งจะแตกต่างกันบ่างมาตรฐานที่เป็น อย. ซึ่งอย.จะเป็นมาตรฐานภาคบังคับ ส่วนฮาลาลคนมุสลิม เป็นคนปรุงหรือเป็นคนทำซึ่งถือเป็นประเด็นที่อาจจะต้องลงรายละเอียดคือบางครั้ง ถึงเป็นมุสลิมทำก็ไม่แน่ว่าจะฮาลาลเพราะว่ามันก็มีเรื่องของความรู้สึก ควรมองว่าฮาลาลเป็นเรื่องของมาตรฐานในแง่ของศาสนา อันนั้นเราก็ไม่ไปแตะควระรณรงค์และช่วยเรื่องของการเพิ่มมูลค่าให้กับตัวของสินค้า รวมถึงช่วยในเรื่องของการขับเคลื่อนทางด้านเศรษฐกิจ 14. ข้อเสนอแนะจากนายพิทักษ์ อาดมะแร๊ะ ผู้ช่วยผู้อำนวยการ ศูนย์วิทยาศาสตร์ฮาลาล จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย มาตรฐานเกี่ยวกับ ผักและผลไม้ฮาลาล ยังไม่มีใครทำมาก่อน เมื่อพิจารณามาตรฐานของ สมอ. (TISI) หรือหน่วยงานอื่นๆ พบว่ายังไม่มีเรื่องนี้โดยตรง เนื่องจากเป็นการบูรณาการเข้ากับตัวมาตรฐาน แต่มาตรฐานที่แยกออกมาเฉพาะนั้นยังไม่มี ผลลัพธ์ของโครงการ (Output):สิ่งที่จะออกมาจะเป็นมาตรฐาน หรือแนวทางการดำเนินงานอย่างไร (ฝากคำถามถึงทีมงาน) แนวทางที่เป็นไปได้ (ตามที่ อย. ปัตตานี เสนอ): น่าจะเป็น ทางเลือกที่ 3 คือการทำ MOU ที่ผ่านมามีความร่วมมือระหว่าง สาธารณสุข กับ คณะกรรมการอิสลาม เช่น สินค้าอาหารแปรรูปควรได้รับ อย. ก่อน แล้วจึงขอรับรองฮาลาล ซึ่งจุดนี้สามารถขยายผลต่อได้ จากนั้นจึงเขยิบไป ทางเลือกที่ 1 (การบูรณาการมาตรฐาน) และ ทางเลือกที่ 2 (การบังคับใช้ในแนวทางปฏิบัติ) ตามลำดับ ข้อคิดเห็นด้านหลักการฮาลาลในผักและผลไม้ โดยปกติ ผักและผลไม้มีความเป็นฮาลาลในตัวเองอยู่แล้ว แต่ปัจจุบันเทคโนโลยีเจริญขึ้น มีการใช้นวัตกรรมต่างๆ ที่เข้ามาเกี่ยวข้อง เช่น สารเคลือบผิว เพื่อยืดอายุการส่งออก (เช่น สารเชลแล็กจากแมลง) นำมาเคลือบผัก ผลไม้ แอปเปิ้ล กระบวนการแปรรูป การใช้เจลาตินเพื่อเพิ่มความข้นหนืด หรือการใช้อย่างเอนไซม์เพื่อให้น้ำผลไม้ใสขึ้น สิ่งต้องห้าม เช่น กัญชา หรือการนำผักและผลไม้ไปหมักจนเกิดการมึนเมา/เกิดแอลกอฮอล์ (เช่น การหมักถั่วเหลือง) ซึ่งจะมีเกณฑ์มาควบคุมดูแล เรื่องการขนส่งต้องระวังการปนเปื้อนจากสิ่งต้องห้าม  การจัดทำมาตรฐานนี้เป็นเรื่องใหม่ที่ดีมาก และจะช่วยสร้างการเปลี่ยนแปลงเชิงบวก เนื่องจากประเทศไทยมีการส่งออกผัก ผลไม้ และผลิตภัณฑ์แปรรูปจำนวนมาก จึงควรมีการจัดระดับและกำหนดมาตรฐานให้ชัดเจนต่อไป 15. ดร.เพ็ญ สุขมาก สรุปการสร้างทางเลือกพัฒนาข้อเสนอเชิงนโยบาย เน้นย้ำความสำคัญของโมเดลที่ 3: มองว่าโมเดลที่ 3 เป็นจุดเริ่มต้นที่เหมาะกับการทดลองทำ Sandbox ในระดับพื้นที่ (เช่น ปัตตานี นราธิวาส สตูล) เพื่อพัฒนาไปสู่ข้อเสนอเชิงนโยบายและแนวปฏิบัติจริง (Practical Guideline) การวางโครงสร้างและภาคีเครือข่าย (ต้นน้ำ): - ให้คณะกรรมการอิสลามประจำจังหวัดร่วมมือกับหน่วยงานระดับจังหวัด (สสจ., เกษตร,      ปศุสัตว์, ประมง) จัดตั้งคณะกรรมการอำนวยการ (Steering Board) และกำหนดจุดประสานงาน (Focal Point) - นำข้อมูลเกษตรกรที่ได้มาตรฐาน GAP อยู่แล้ว (เช่น กล้วย แตงโม) มายกระดับต่อยอด เพื่อลดขั้นตอน ไม่ต้องลงไปตรวจแปลงใหม่ตั้งแต่ต้น - เสริมการอบรมพัฒนาศักยภาพ เช่น มาตรฐานบรรจุภัณฑ์ (Packaging) ป้องกันการปนเปื้อน กระบวนการตรวจประเมินและการต่อยอด (กลางน้ำ - ปลายน้ำ): - ทำ Mapping รวบรวมแปลงเกษตรที่ผ่าน GAP และนำผลตรวจความปลอดภัยทางอาหารเดิมมาเชื่อมโยงกับการรับรองฮาลาล - ประกาศรับรองมาตรฐานยกระดับ เช่น "GAP Plus ฮาลาล" เพื่อสร้างมูลค่าเพิ่ม - วางระบบการตรวจเช็กและต่ออายุรายปี เพื่อขับเคลื่อนให้กระบวนการนี้กลายเป็นงานประจำ (Routine) ในระยะยาว 16. ผู้เข้าร่วมประชุมสนับสนุนโมเดลที่ 3 สนับสนุนโมเดลที่ 3 เห็นตรงกันว่าโมเดลที่ 3 เป็นแนวทางที่เป็นไปได้มากที่สุดในระยะแรก เนื่องจากไม่เพิ่มภาระงานเดิม (เกษตรตรวจรับรอง GAP และสาธารณสุขตรวจเฝ้าระวังความปลอดภัยอาหารอยู่แล้ว) แต่ในอนาคตอาจยกระดับไปสู่โมเดล 1 หรือ 2 ได้ การวางแนวทางและ Sandbox: เสนอให้ใช้โมเดลนี้เป็นข้อเสนอเชิงนโยบาย ทำแนวทางปฏิบัติให้ชัดเจน และทดลองทำ Sandbox ในบางจังหวัด โครงสร้างการทำงาน (ไม่มีใครเป็นเจ้าของเดี่ยว): อธิบายว่าตลอดห่วงโซ่การทำงาน เจ้าภาพหลักจะเปลี่ยนไปตามความเชี่ยวชาญ (เช่น เรื่องความปลอดภัยทางอาหาร สถาบันหรือสำนักงานเกษตรจะเป็นเจ้าภาพ) โดยมี คณะกรรมการอิสลามประจำจังหวัด เป็นจุดประสานงานสำคัญ (Focal Point) กระบวนการเชื่อมโยงข้อมูล: ไม่ต้องการให้คณะกรรมการอิสลามลงไปตรวจแปลงใหม่ แต่ใช้ข้อมูล Mapping แปลงที่ได้ GAP เดิมอยู่แล้ว (เช่น อำเภอท่าแพ มีแตงโมได้ GAP) แล้วเข้าไปเติมเต็มเฉพาะจุดที่ฮาลาลกำกับ เช่น ขั้นตอนการบรรจุภัณฑ์ (Packaging) โดยให้ศูนย์วิทยาศาสตร์ฮาลาล หรือคณะกรรมการอิสลามเข้าช่วยอบรมความรู้ เป้าหมายปลายทาง: ไม่ใช่แค่การออกใบรับรอง แต่เป็นการยกระดับสินค้าให้ได้ทั้งมาตรฐานอาหารปลอดภัย (GAP) และมาตรฐานฮาลาล เพื่อเพิ่มมูลค่าและความเชื่อมั่นให้ผู้บริโภค 17. ข้อเสนอแนะจาก นาย อดุลยศักดิ์ หมัดหมัน สตูล สำนักงานคณะกรรมการอิสลามประจำจังหวัดสตูล ข้อจำกัดเรื่องบุคลากร กังวลว่าเจ้าหน้าที่ในพื้นที่มีจำนวนน้อยและภารกิจแน่น ไม่สามารถลงพื้นที่ตรวจรายละเอียดร่วมกันได้ทั้งหมด จึงเสนอให้ดึง ภาคีเครือข่ายภาคสังคม/จิตอาสา เข้ามาร่วมขับเคลื่อนใน MOU ความชัดเจนเรื่องบทบาทและระเบียบ ตั้งคำถามถึงระเบียบการปฏิบัติของแต่ละหน่วยงาน และถามความชัดเจนว่าคณะกรรมการอิสลามเป็นเจ้าภาพหลักโดยตรงในโมเดล 3 หรือไม่ 18. ดร.อรวิทย์ บุญชุม ข้อเสนอต่อกระบวนการตรวจ เสนอว่าหากแปลงเกษตรได้รับการรับรอง GAP จากเกษตรและสาธารณสุขแล้ว สำนักงานฮาลาลไม่จำเป็นต้องลงไปตรวจเรื่องสารตกค้างซ้ำซ้อน เพราะไม่มีความเชี่ยวชาญทางเคมี สามารถนำผลรับรองนั้นมาใช้เพื่อดำเนินกระบวนการต่อได้ทันที ความกังวลเรื่องจุดสุ่มเสี่ยงทางฮาลาลในแปลงเกษตรทักท้วงว่าการใช้ผล GAP เพียงอย่างเดียวโดยไม่ลงไปสำรวจ (Checklist) อาจเสี่ยงหลุดมาตรฐานฮาลาล เพราะมาตรฐานเกษตรทั่วไปไม่ได้คำนึงถึงประเด็นทางศาสนา เช่น ปุ๋ยอาจมาจากซากสัตว์ หรือสิ่งต้องห้าม (นายิส) ตามหลักศาสนา สารฉีดพ่น อาจมีส่วนผสมของแอลกอฮอล์ 19. ข้อเสนอแนะจากผศ. ดร.อทิพันธ์ เสียมไหม พืช GMO หากมีการตัดต่อยีนมาจากพืชต้องห้าม (เช่น กัญชา) หรือยีนที่มาจากสัตว์ที่ไม่ฮาลาล พืชนั้นจะตกเป็นสิ่งต้องห้ามทางศาสนาทันที อาหารสัตว์/สิ่งแวดล้อม ยกตัวอย่างเปรียบเทียบกับปลา หรือสัตว์ที่กินเนื้อ/สิ่งต้องห้าม ซึ่งตามหลักศาสนาโบราณต้องนำมากักบริโภคอาหารสะอาดก่อนช่วงหนึ่ง บทบาทของ กอจ. (คณะกรรมการอิสลามประจำจังหวัด) เห็นด้วยว่าเป็นเรื่องใหม่สำหรับ กอจ. ในการตรวจผักและผลไม้ โดย กอจ. มีความเชี่ยวชาญในการตรวจวัตถุดิบอาหารและผลิตภัณฑ์สำเร็จรูป แนวทางการตรวจรับรองเสนอให้แบ่งหน้าที่ โดยปล่อยให้ขั้นตอนการปลูกและการดูแลสารเคมีเป็นหน้าที่ของมาตรฐาน GAP แล้วให้ กอจ. เข้ามามีบทบาทในขั้นตอนสุดท้าย (Finish Product) ก่อนออกสู่ตลาด โดยทำ การตรวจรับรองว่าผลไม้นั้นปราศจากสารเคมีในลิสต์ต้องห้าม ก่อนจะพิจารณาให้ตรารับรองฮาลาล เป้าหมายและคุณภาพสินค้าต้องการให้ปลายทางได้สินค้าที่ครบทั้ง 3 ด้าน คือ ปลอดภัย (กระบวนการผลิต/ปรุงดี) ถูกต้องตามหลักศาสนา (ฮาลาล) และมีคุณภาพโภชนาการสูง (ตอยยิบัน) ซึ่งแม้ช่วงแรกจะทำพร้อมกันทั้งหมดได้ยาก แต่ควรรวมเรื่องความปลอดภัยและฮาลาลเข้าด้วยกันก่อน การสร้างความเชื่อมั่นและเพิ่มมูลค่าหากสินค้ามีทั้งมาตรฐานความปลอดภัย (เช่น GAP หรือ Organic Thailand) และตราฮาลาลบนบรรจุภัณฑ์ จะช่วยสร้างความสบายใจแก่ผู้บริโภคมุสลิม เพิ่ม Demand ขยายสู่ตลาดโลก และช่วยยกระดับรายได้ให้เกษตรกรอย่างยั่งยืน การทำงานและผลกระทบเชิงระบบ โมเดลหลักเน้นให้คณะกรรมการอิสลามประจำจังหวัดร่วมกับหน่วยงานภาคี จัดทำ Checklist, SOP และแชร์ข้อมูลร่วมกัน (เช่น ใช้ผลตรวจความปลอดภัยจากเกษตรและสาธารณสุข) โดย สามารถใส่ข้อเสนอหรือกิจกรรมที่กังวลเพิ่มเติมลงไปได้ การส่งเสริมเกษตรปลอดภัยตามแนวทางนี้ ช่วยลดการปนเปื้อนสารเคมีในดินและน้ำ สร้างผลกระทบเชิงบวกทั้งด้านสุขภาวะ สังคม เศรษฐกิจ และจิตใจ ความตระหนักในหน้าที่การรับรองฮาลาล เน้นย้ำว่าระบบการรับรองฮาลาลเป็นภาระหน้าที่และความรับผิดชอบต่ออัลลอฮ์ (Subhanu wa Ta'ala) ไม่สามารถอนุมัติโดยไม่ผ่านการประเมินหรือตรวจอย่างครบถ้วนได้ ตัวอย่างการพักสัตว์ก่อนเชือดยกตัวอย่างไก่ที่ขนส่งมาไกล 4-5 ชั่วโมง หากเชือดทันทีจะเกิดความเครียด ถ่ายเลือดออกไม่หมด ทำให้เนื้อออกสีเขียวและมีเชื้อโรคตกค้างในเลือด แต่หากกักพักให้คลายเครียด 1-2 ชั่วโมง ให้กินน้ำกินอาหารก่อนเชือด จะถ่ายเลือดได้ดีและได้เนื้อที่สดใสสวยงาม ซึ่งแสดงให้เห็นว่ากระบวนการผลิตมีผลต่อความสมบูรณ์ตามหลักฮาลาล ความกังวลในพืชผักแม้ผักผลไม้ (เช่น แตงโม) จะเป็นวัตถุดิบที่ฮาลาลในตัวเอง แต่ปัจจุบันมีความเสี่ยงสูงจากสารเคมีตกค้าง หรือการใช้สารอาหารในระบบไฮโดรโปนิกส์ที่ทำให้พืชโตไวผิดปกติ จึงต้องเข้าไปประเมินและตรวจดูในทุกขั้นตอนกระบวนการผลิต ไม่สามารถมองแค่ตัววัตถุดิบอย่างเดียวได้ ข้อจำกัดการรับรองฮาลาลในปัจจุบันยกตัวอย่างกรณี "ข้าวโพดต้มในเซเว่น" ซึ่งได้รับตราฮาลาล แต่เป็นการรับรองเฉพาะ "กระบวนการต้มที่สะอาด" เท่านั้น ไม่ได้ย้อนกลับไปรับรองถึงคุณภาพหรือที่มาของวัตถุดิบข้าวโพดตั้งแต่ต้นทาง การสแกนตรวจสอบข้อมูลยืนยันว่าระบบตราฮาลาลในปัจจุบัน ผู้บริโภคสามารถสแกน QR Code เพื่อตรวจสอบข้อมูล วันหมดอายุ และการต่ออายุใบรับรองได้ทั้งหมดระบบตรวจสอบย้อนกลับ (Traceability)สนับสนุนแนวคิดการใช้ QR Code สแกน

 

ประชุมถอดบทเรียนโปรแกรมปรับเปลี่ยนวิถีชีวิตเพื่อลดปัญหาNCDs 23 ก.ย. 2569 23 ก.ย. 2569

 

นักวิชาการถอดบทเรียน อสม.แกนนำที่เข้าร่วมเป็นทีมในโปรแกรมปรับเปลี่ยนวิถีชีวิต ลดโรค NCDs

 

ปัจจัยที่ 1 - รับรู้และรู้สึกถึงความเสี่ยงทำให้อยากปรับเปลี่ยน (Quotes & เสียงสะท้อน) -การจำลองสถานการณ์ผ่านเกม เช่น การลองติดกระดุมเสื้อด้วยมือข้างเดียว หรือแกะยาง เพื่อสัมผัสสภาพการเป็นอัมพฤกษ์ ทำให้ผู้เข้าร่วมเกิดความตระหนักว่า หากไม่สามารถช่วยเหลือตัวเองได้และต้องให้ผู้อื่นดูแล จะยากลำบากเพียงใด
-การเห็นเหตุการณ์และสื่อเรียนรู้เกี่ยวกับโรคต่างๆ ทำให้เกิดการตั้งเป้าหมายปรับพฤติกรรมการกินในครอบครัว เช่น ลดการทำแกงกะทิลง และหันมาทำแกงส้มแทน
-การรับชมคลิปวิดีโอผู้ป่วยติดเตียง ทำให้เกิดความกลัว ไม่อยากมีสภาพเช่นนั้น จึงเกิดความต้องการและแรงจูงใจในการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมตนเอง
-กิจกรรมทำให้เห็นว่าผลกระทบของการเกิดโรค ไม่ได้ตกอยู่กับตนเองเพียงคนเดียว แต่ส่งผลกระทบถึงครอบครัว หลาน และคนรอบข้างด้วย
-ประสบการณ์จาก "เกมรถเข็น" และกิจกรรมจำลอง ทำให้นึกถึงลูกและครอบครัว ไม่อยากเป็นภาระให้ลูกต้องลำบาก จึงตั้งใจจะปรับเปลี่ยนและทำอย่างต่อเนื่อง
-การได้ทบทวน สะท้อนคิดถึงอุปสรรค ข้อดี-ข้อเสีย ผ่านคำถามและการเขียนระบุเป้าหมาย ช่วยให้เห็นทิศทางและเหตุผลในการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมชัดเจนขึ้น
-สรุปปัจจัยที่ทำให้เกิดความอยากเปลี่ยนแปลง (แรงจูงใจและการรับรู้ความเสี่ยง) เครื่องมือ/กิจกรรมที่กระตุ้น -คลิปวิดีโอแสดงความเชื่อมโยงระหว่างพฤติกรรมการกิน (หวาน มัน เค็ม) กับการเกิดโรคหลอดเลือดและสมอง
-เกมทำภารกิจจำลองอาการจากโรคหลอดเลือดและสมอง
-การเขียนข้อดี-ข้อเสียของพฤติกรรมตนเอง
ปัจจัยที่ 2 - เรียนรู้โดยลงมือทำ ทำให้สามารถนำไปปฏิบัติได้ (Quotes & เสียงสะท้อน) -การเรียนรู้เรื่อง "ปรุงน้อยก็อร่อยได้" ช่วยให้ตัดเครื่องปรุงที่ไม่จำเป็นออกได้ เช่น การทำส้มตำโดยไม่ใส่ปลาร้าหรือลดความเค็มลง
-ผู้ช่วยวิจัยลงรายละเอียดเรื่องปริมาณเครื่องปรุง (น้ำมัน เกลือ) ทำให้ทราบสัดส่วนที่ชัดเจน จากเดิมที่เคยปรุงโดยไม่ตวง ก็เริ่มตวงเครื่องปรุงและกินอย่างมีแบบแผนมากขึ้น
-การสอนตาราง/วางแผนกำหนดวันที่ปฏิบัติได้จริง เช่น ปั่นจักรยานสัปดาห์ละ 3 วัน (จันทร์, พุธ, ศุกร์) รวมถึงการตั้งเป้าหมายปริมาณอาหาร ช่วยลดการกินตามใจตนเอง
-การปรับเปลี่ยนสภาพแวดล้อมหรือวิถีชีวิต เช่น ลดการแกงกะทิลงเนื่องจากการจัดหาวัตถุดิบทำได้ยากขึ้น ประกอบกับความตระหนักเรื่องความเจ็บป่วย
สรุปปัจจัยที่ทำให้เริ่มปรับเปลี่ยน (การฝึกปฏิบัติและการวางแผน) องค์ประกอบสำคัญ: 1.รับรู้ระดับ หวาน มัน เค็ม
2.เทคนิค "ปรุงน้อยก็อร่อยได้"
3.คำแนะนำและแนวทางที่นำไปปฏิบัติได้จริง
กระบวนการปรับพฤติกรรม กำหนดเป้าหมายทางพฤติกรรม + วางแผนการปฏิบัติ + วางแผนจัดการอุปสรรค + ลงมือทำ/ฝึกปฏิบัติ ightarrow นำไปสู่การปรับเปลี่ยนพฤติกรรม
สไลด์ที่ 14 – 15: ปัจจัยที่ 3 - ทำไปด้วยกันและได้รับการสนับสนุน (Social Support & Tracking)สไลด์ท -เสียงสะท้อนถึงการติดตามผลสัปดาห์ละครั้ง ช่วยเตือนความจำ กระตุ้นแรงจูงใจ ไม่ให้ลืม และการมีกลุ่มเพื่อน (เช่น เพื่อน อสม.) ช่วยให้ได้พูดคุยแลกเปลี่ยนและปรึกษากัน สรุปปัจจัยที่ทำให้คงการปรับเปลี่ยนไว้ได้ -การพบปะและติดตามสัปดาห์ละ 1 ครั้ง ได้มาเล่าสู่กันฟัง
-แรงสนับสนุนทางสังคมจาก ผู้ช่วยวิจัย, อาจารย์ และ อสม.
โครงสร้างความสัมพันธ์ของการปรับเปลี่ยนพฤติกรรม (COM-B Model) ระบุว่า "การอบรมให้ความรู้เพียงอย่างเดียว ไม่สามารถนำไปสู่การปรับเปลี่ยนพฤติกรรมได้"
การเกิดพฤติกรรมสุขภาพต้องอาศัยการทำงานร่วมกันของ 3 องค์ประกอบหลัก -ความสามารถ (Capability)
-แรงจูงใจ (Motivation)
-โอกาส (Opportunity)
Take Home Message – โครงสร้างสรุป COM-B Model การเชื่อมโยงระหว่าง ความสามารถ, แรงจูงใจ, โอกาส ที่ส่งผลโดยตรงต่อการปรับเปลี่ยนพฤติกรรม
Take Home Message – รายละเอียดองค์ประกอบการเปลี่ยนพฤติกรรม 1. ความสามารถ (Capability): ความรู้: รับรู้ระดับหวานมันเค็ม, เมนูชูสุขภาพแบบง่าย, จานสุขภาพ 2:1:1
ทักษะ: ปรุงน้อยก็อร่อยได้, การกำหนดเป้าหมายและวางแผน
2. แรงจูงใจ (Motivation): การไตร่ตรอง: ทบทวนตนเอง, การชั่งใจ, "ฝันเป็นจริงได้ด้วยมือเรา"
อัตโนมัติ: การรับรู้ผ่านคลิปวิดีโอ และเกมส์จำลอง
3. โอกาส (Opportunity): สิ่งแวดล้อม: หนังสือกินดีอยู่ยืน, ไลน์กลุ่ม
สังคม: การเล่าสู่กันฟัง, การพบปะ/ติดตามอาทิตย์ละครั้ง, การสนับสนุนจากทีมผู้ช่วยวิจัย/อาจารย์/อสม.
เปรียบเทียบรูปแบบดั้งเดิม vs โปรแกรม HAPA แบบดั้งเดิม (❌): ฟังอย่างเดียว..ไม่ลงมือทำ ightarrow ผลลัพธ์คือ "รู้แต่...ทำไม่ได้"
โปรแกรม HAPA (✔): มุ่งเน้นกระบวนการครบวงจร ได้แก่:
สร้างแรงจูงใจ
กำหนดเป้าหมายทางพฤติกรรมที่เจาะจง
วางแผนปฏิบัติ
วางแผนจัดการอุปสรรค
ให้คำแนะนำที่นำไปปฏิบัติได้จริง
กระบวนการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมตามแนวคิด HAPA (Health Behavior Change Process) -ระยะสร้างแรงจูงใจ (Motivator): จากขั้น ไม่สนใจ ightarrow สังเกต ightarrow ตัดสินใจ
ประกอบด้วย- การรับรู้ความเสี่ยง, การคาดหวังประโยชน์, ความเชื่อมั่นในตนเองว่าทำได้ rightarrow เกิด ความตั้งใจปรับพฤติกรรม
-ระยะลงมือทำและปฏิบัติให้ยั่งยืน (Volition/Action): จากขั้น ลงมือทำ ightarrow คงพฤติกรรมไว้
ประกอบด้วย-วางแผนปฏิบัติการ, วางแผนจัดการอุปสรรค, ความเชื่อมั่นในการจัดการสิ่งยั่วยุ, การควบคุมและติดตามผลด้วยตนเอง, ความเชื่อมั่นว่าจะทำใหม่ได้อีกเมื่อกลับไปมีพฤติกรรมเดิม
ผลของการปรับเปลี่ยนพฤติกรรม (ข้อมูลสถิติ/ผลการทดลอง) ปริมาณการบริโภค หวาน (Sweet): ลดลงอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ Week 8 และ Week 12 เมื่อเทียบกับ Baseline (p < 0.001)
ไขมัน: ลดลงอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ Week 8 (p = 0.032) และ Week 12 (p < 0.001)
โซเดียม (Sodium): ลดลงอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ Week 8 (p = 0.035) และ Week 12 (p = 0.002)
ผักและผลไม้ (Fruits & Veggies): เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ Week 8 และ Week 12 (p < 0.001)
ความเชื่อมั่นในตนเอง - Self-efficacy พฤติกรรมความเชื่อมั่นว่าสามารถทำได้, จัดการสิ่งยั่วยุได้ และกลับมาทำใหม่ได้เมื่อหลุด เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ (p < 0.001) จาก Baseline ไปยัง Week 8 และ Week 12
การคาดหวังประโยชน์ - Outcome Expectancy คะแนนการคาดหวังประโยชน์จากการปรับพฤติกรรมเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญในช่วงติดตามผล (Baseline vs W8/W12, p < 0.002)
การวางแผน - Action/Coping Planning คะแนนการวางแผนปฏิบัติการและการวางแผนจัดการอุปสรรคเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ (Baseline vs W8/W12, p < 0.001)
สรุปผลรวม การประยุกต์ใช้ โปรแกรม HAPA ช่วยส่งเสริม ความสามารถ, แรงจูงใจ และโอกาส ซึ่งส่งผลให้เกิด การปรับเปลี่ยนพฤติกรรม สุขภาพได้อย่างมีประสิทธิภาพและยั่งยืน
ความคิดเห็นจากแกนนำในพื้นที่พัทลุงและสงขลา
หากจะนำโปรแกรมนี้ไปใช้ในวงกว้าง…

ความเป็นไปได้ในการนำโปรแกรมไปใช้ มีความเป็นไปได้ แนวทางเป็นอย่างไรใครจะเป็นคนทำ ทำอย่างไร ต้องการการสนับสนุนในเรื่องใดบ้าง 1.แนวทางรพ.สต. ทำ เราเป็นเจ้าของโครงการ กลุ่มเป้าหมายที่ประสบความสำเร็จให้เป็นพี่เลี้ยง หากลุ่มเป้าหมาย 20-30 คน 2.เริ่มทำจากในครอบครัวและชุมชน 3.อบรมให้ความอย่างต่อเนื่อง อยากให้มีวิทยากรให้ความรู้ ต้องให้ความรู้ และปฏิบัติจริง และความร่วมมือของคนในชุมชน 4.เริ่มจากตัวเรา/แกนนำในชุมชน ต้องการคนช่วยเขียนโครงการ และเรื่องของค่าเดินทางของคนที่มาร่วมกิจกรรม 5.ต้องมีแกนนำ ผู้เข้าร่วมโครงการมาทำโครงการ 6.ระยะแรกอาจจะทำในกลุ่มแกนนำในชุมชนก่อน เช่น อสม. หรือผู้นำชุมชน รพ.สต. ต้องขับเคลื่อน,อสม., หมอ, นักวิชาการ, อบต.
7.สร้างกลุ่มที่อยากมีการพัฒนาพฤติกรรมด้านนี้
8.ต้องการสนับสนุน/งบประมาณ และผู้ให้ความรู้ที่น่าเชื่อถือ 9.เจ้าหน้าที่รพ.สต. และแกนนำสุขภาพในการลงติดตามสัปดาห์ละ 1 ครั้ง 10.ต้องการสนับสนุนในเรื่องของวิทยากร เช่น นักโภชนาการ, แพทย์ และเรื่องงบประมาณ 11.ใครจะเป็นคนทำ: เราร่วมมือกับเจ้าหน้าที่รพ.สต. งบประมาณสมทบจากสป.สช., องค์การบริหารส่วนตำบลลำปำ 12.ใครจะเป็นคนทำ: เจ้าหน้าที่, ทำอย่างไร: ร่วมกับภาคีเครือข่ายนำโปรแกรมนี้ไปใช้กับประชาชนในชุมชน, ต้องการสนับสนุนในเรื่องใดบ้าง: งบประมาณ จะให้เจ้าหน้าที่ หรือแกนนำสุขภาพเป็นคนนำร่องเป็นตัวอย่างในการทำ เพื่อให้เห็นผลชัดเจนและมั่นคงยืนยาว จะทำให้เขาตั้งใจฟัง หรือบางพื้นที่มีสิ่งดีๆ นำมาเสนอ จะได้แลกเปลี่ยนกัน, สิ่งที่ต้องการ: อยากให้ทีมสนับสนุนเรื่องวิทยากรให้ความรู้ บางครั้งคนในพื้นที่เขาไม่ค่อยฟัง หรือฟังหลายครั้งแล้ว เบื่อ ถ้ามีคนใหม่ๆ 13.หน่วยงานรพ.สต. พร้อมแกนนำ 14.บุคลากรสาธารณสุขควรเป็นแกนนำในการทำ 15.ผู้เข้าร่วม (รอบที่ผ่านมา) เข้ามาเป็นโค้ช, โค้ชขยับตำแหน่งเป็นเจ้าของโครงการ, รพ.สต. เป็นที่ปรึกษา ให้ความรู้และความสำคัญของการปรับเปลี่ยนพฤติกรรม เพื่อไม่ให้เกิดโรค NCD 16.ผู้ทำ: คนในครอบครัว และคนในชุมชน, ผู้ให้ความรู้: วิทยากรที่มีความรู้, ต้องการสนับสนุน: งบประมาณ 17.เริ่มด้วยตัวเราเอง และแกนนำในชุมชน ใครจะเป็นคนทำ: ตัวเราเองร่วมกับแกนนำชุมชน

ข้อเสนอแนะ เพื่อการปรับปรุงโปรแกรมให้นำไปใช้ได้ และเป็นที่ยอมรับ
1.แกนนำร่วมกับผู้นำหมู่บ้าน และชาวบ้านในชุมชน 2.ควรมีสื่อเป็นวีดีโอให้มากกว่านี้
3.ควรมีการกระตุ้นในกลุ่มตัวอย่างต่อเนื่อง 4.ควรมีการวิเคราะห์ปัจจัยเสี่ยงทางสิ่งแวดล้อมในชุมชนด้วย 5.โดยทำที่ตัวเราก่อนเป็นแบบอย่าง แล้วรวมกลุ่มกัน 3-4 คน ให้เห็นผลลัพธ์ 6.อยากให้มีกิจกรรมแต่ละอย่าง 2 สัปดาห์ เพื่อย้ำพฤติกรรมของผู้เข้าร่วมให้มากขึ้นถึงกิจกรรมนั้นๆ ได้เห็นถึงความสำคัญ 7.สร้างกิจกรรมให้น่าสนใจเพิ่มมากขึ้น 8.ติดตามผลจากการดำเนินงานให้เป็นที่ยอมรับ และเปิดใจยอมรับการใช้โปรแกรมมากขึ้น 9.แนะนำการติดตามอย่างเป็นระยะ การจัดกิจกรรมในรูปแบบที่แตกต่าง เพื่อให้เกิดความสนุกและสร้างแรงจูงใจได้มากขึ้น 10.ต้องมีขั้นตอนการทำโครงการอย่างชัดเจน/ต้องทำให้เห็นผล เห็นผลอย่างชัดเจน/คลิปอย่างชัดเจน ต้องมีแรงจูงใจ/เห็นผลอย่างมาก 11.ช่วยในด้านให้ความรู้สู่ชุมชน และงบประมาณการจัดกิจกรรม ทำให้ได้รู้การกินและปรับเปลี่ยนพฤติกรรมของตัวเอง 12.โปรแกรมนี้คิดว่าสมบูรณ์ ครบถ้วนแล้ว ระยะเวลาน่าจะยาวกว่านี้ 13.ทุกคนทำได้หมด ถ้าลงมือทำ 14เป็นโปรแกรมดีอยู่แล้วและสามารถนำไปใช้ได้จริง 15.สร้างแรงจูงใจที่ทำให้เกิดโรค เห็นภาพที่ชัดเจนและน่ากลัวให้มากกว่าเดิม 16.ต้องมีเอกสาร หรือข้อมูล คลิปวีดีโอ และเอกสารที่จะนำเสนอ 17.ต้องแนะนำในการเปลี่ยนแปลงเรื่องการกินที่ดีขึ้นว่าเป็นการลดโรคทุกโรค 18.แนะนำในการลดเครื่องปรุง หรือไม่ใส่เลยก็อร่อย เอาครอบครัวตัวอย่างที่ลดเครื่องปรุงเป็นตัวอย่าง แสดงความคิดเห็นผ่านโพสต์อิต ทำอย่างไรให้เกิดความรอบรู้ด้านอาหารและพฤติกรรมการบริโภคเพิ่มขึ้น 1.หัวข้อ ความรู้ดีแต่พฤติกรรมไม่ดี ปัจจัยใดที่เป็นอุปสรรคสำคัญที่ทำให้ไม่สามารถเปลี่ยนพฤติกรรมการบริโภคให้เป็นไปตามหลักสุขภาพได้เช่นราคารสชาติกระทะแวดล้อม 1.ชุมชนต้องมีส่วนร่วมในการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการกินเพื่อลดหวานมันเค็มเช่นงานเลี้ยงต่างๆ 2.ความเคยชินที่กินด้วยความอร่อยอยู่เป็นประจำ 3.สภาพแวดล้อมชุมชนงานญาติร้านค้า 4.ในชุมชนมีร้านน้ำหวานที่หลากหลายเปิดใหม่มาเรื่อยๆทำให้นักกินนักชิมเพิ่มขึ้นเรื่อยๆเช่นกัน 5.ได้ราคาด้านสิ่งแวดล้อมและความสะดวกในการซื้อหาซึ่งร้านค้าในชุมชนยังเป็นแบบเดิม 6.อุปสรรคคือตัวเองต้องบังคับตัวเองให้ได้ก่อนถึงจะไปบอกกับคนอื่น 7.ร้านค้ามีมากงานเลี้ยงงานสังสรรค์มีเป็นประจำเกิดความเกรงใจกับคนรอบข้างและคนในครอบครัวที่ยังไม่สามารถบอกให้ปรับเปลี่ยนได้ 8.ขาดแรงจูงใจในการที่จะมีคนมาทำกิจกรรมร่วมสครับแวดล้อมในชุมชนไม่สะดวกในการดำเนินกิจกรรม 9.สำคัญคือจิตใจต้องเข้มแข็งที่จะมองไปให้ถึงจุดที่จะทำให้สุขภาพเราไม่ดีทำให้เกิดโรคจะสามารถฝ่าฟันอุปสรรคไปได้ทุกอย่าง 10.ความเคยชิน และเหตุการณ์ยังมาไม่ถึงตัวเองจึงยังมองไม่เห็นภาพว่าจะต้องดูแลตัวเองยังไง 11.คนส่วนใหญ่ยังต้องการความอร่อยอยู่ 12.ความสะดวกและวิถีชีวิตที่เร่งรีบทำให้คนเลือกกินอาหารสำเร็จรูปที่ซื้อง่ายและกินง่ายมากกว่าการทำอาหารกินเอง 13.เวลาการทำงานเร่งรีบเลิกงานเย็นทำให้ไม่มีเวลาทำกับข้าวเต็มที่ตอนเที่ยงก็ไม่ได้ทำสั่งสะดวกกว่าพฤติกรรมทางด้านสังคมต้องร่วมงานงานแต่งงานบวชงานศพงานเกษียณอายุซึ่งต้องใช้ระยะเวลา 1 ในการนั่งร่วมงานทำให้ต้องรับประทานอาหารที่อาจส่งผลไม่ดีต่อสุขภาพ 13.ปัญหาจากตัวเราเองความอยากกินเห็นโฆษณาแหล่งอาหารแล้วอยากลอง 14.บางคนติดนิสัยปรับเปลี่ยนยากทำมานานแล้วเปลี่ยนแปลงไม่ได้ 2.หัวข้อ การยกระดับความรู้ วิธีการใดที่จะนำความรู้ที่เรามีไปใช้ปรับเปลี่ยนพฤติกรรมทั้งส่วนตัวครอบครัวและชุมชน 1.นำความรู้ที่ได้รับสู่การนำไปปฏิบัติจริงในครัวเรือนเช่นกรุงน้อยอร่อยมาก 2.ขั้นแรกต้องยกระดับความรู้ด้วยการรวมกลุ่มคนที่รักสุขภาพเพื่อให้ตระหนักถึงโรค ncd เน้นย้ำเรื่องการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมเน้นถึงไทยของพฤติกรรมการกินที่ไม่ถูกต้องที่ทำให้เกิดโรค และหน่วยงานของท้องถิ่นต้องให้ความร่วมมือในเรื่องพฤติกรรมการกินของคนในชุมชน 3.สร้างแรงจูงใจในการปฏิบัติให้ได้จริงและต้องได้ผลเร็วจัดทำคลิปดูชีวิตจริงที่ส่งผลกับคนในครอบครัวและนำไปเผยแพร่ให้คนในชุมชนได้รับรู้ 4.รวมกลุ่มออกกำลังกายนัดมาเสวนาเรื่องสุขภาพดีเดือนละครั้ง 5.ทำตารางการทำอาหารทีละวันที่ไม่เพิ่มหวานมันเค็มและออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ
6.สนับสนุนให้มีการปลูกผักกินเอง 7.จัดตั้งผู้ให้ความรู้โดยการแนะนำคนในครอบครัวและคนในชุมชนให้มีความรู้โดยทั่วถึง 8.อยากให้โครงการเข้ามาให้ความรู้คนในชุมชนพร้อมอสมและแกนนำโดยลงไปที่หมู่บ้านต่างๆให้ครอบคลุมมากยิ่งขึ้น 9.จัดโครงการส่งเสริมสุขภาพปรับเปลี่ยนพฤติกรรมกินดีอยู่ยืนปรุงน้อยก็อร่อยได้ 10.จัดกิจกรรมในชุมชนโครงการลดโรคออกกำลังกาย 11.แนะนำให้นำเครื่องมือในการตรวจวัดความหวานความเค็มมาใช้ในร้านค้าแจ้งผลและให้ความรู้เพิ่มเติมแก่ร้านค้า 12.ปรับเปลี่ยนเรื่องการกินกินครบทั้ง 3 มื้อเหมือนเดิมแต่ลดปริมาณลงและกินอาหารที่มีประโยชน์ ออกกำลังกายอาทิตย์หนึ่งให้ได้ 1 ครั้งและชักชวนเพื่อนบ้านใกล้ๆมาดูแลสุขภาพด้วยกัน 13.กิจกรรมที่ช่วยกระตุ้นการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมที่ได้ดีที่สุดคือบุคคลในครอบครัวโดยเฉพาะคนทำอาหารรวมถึงการให้กำลังใจจากคนรอบข้างและอยากให้มีการประกาศนโยบายของหน่วยงานรัฐถึงรสชาติของอาหารเป็นการควบคุมของร้านค้า 14.เริ่มสร้างเครือข่ายสนับสนุนในบ้านเช่นชวนกันมาทำอาหารเย็นทานเองโดยลดเครื่องปรุง 15.อยากให้มีทีมงานมาติดตามทุกสัปดาห์หรือ 2 สัปดาห์เพื่อความยั่งยืน 16.อยากทำกิจกรรมนี้ต่อเนื่องที่รพ. สตและดำเนินการนัดหมายคนที่เข้าร่วมกันอยู่ก่อนแล้วมาเจอกันเพื่อที่จะสอบถามและจัดให้มีโครงการต่อเนื่อง 17.พัฒนาชุมชนให้เป็นต้นแบบได้และเป็นวิทยากรเองได้เพื่อเผยแพร่ข้อมูลให้กับคนในชุมชนได้เอง 18.แนะนำให้คำปรึกษาในการดูแลสุขภาพของตนเองให้ดีขึ้นแก่คนในชุมชน 19.ต้องมีผู้นำรพ. สตแกนนำเพราะตัวเรายังไม่มีความสามารถที่จะชวนคนมาร่วมโครงการได้อสมยังมีความรู้ไม่มากพอและยังขาดความมั่นใจ 20.เชิญชวนให้คนมารับรู้เรื่องการเกิดโรคจากการกินอาหารของผู้คนในชุมชนและให้เห็นถึงความสำคัญของชีวิตหากเกิดโรคแล้วจะทำให้เกิดปัญหาหลายอย่าง 3.หัวข้อ การปรับเปลี่ยนพฤติกรรม กิจกรรมแบบใดที่จะช่วยกระตุ้นการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมได้เห็นผลที่สุดเช่นบุคคลนโยบายของท้องถิ่นหน่วยงาน 1.จัดให้มีกิจกรรมเห็นวีดีโอเห็นภาพและกิจกรรมเล่นเกมให้เห็นถึงถ้าไม่สบายจะส่งผลอย่างไรกิจกรรมการปรุงอาหารที่ปลอดภัยให้ชุมชนได้เห็น 2.จัดกิจกรรมให้ความรู้ปรับเปลี่ยนพฤติกรรมชาวบ้านเรื่องสุขภาพให้ดีขึ้น 3.กิจกรรมเพื่อนช่วยเพื่อนมีบัดดี้ช่วยกันชักชวนในเรื่องการออกกำลังกายและการปรุงอาหารการกินในแต่ละสัปดาห์ช่วยดูว่าอาหารเหมาะสมหรือไม่ 4.สร้างกลุ่มไลน์ส่งกิจกรรมที่ทำในแต่ละวันให้เพื่อนๆได้เห็นได้มีแรงใจในการปฏิบัติเช่นกิจกรรมการออกกำลังกาย 5.กิจกรรมอาหารเพื่อสุขภาพจานสุขภาพ 2-1-1 เพื่อเป็นแนวทางให้เพื่อนๆดูเผื่อบางคนคิดว่าจะทำยากแต่พอดูเมนูของเพื่อนสามารถนำมาดัดแปลงได้ 6.ใช้ระบบอสมคู่หูคู่สุขภาพบัดดี้อสมประกบตัวต่อตัวกับกลุ่มเสี่ยงเพื่อช่วยกระตุ้นแนะนำและติดตามส่งผลอย่างใกล้ชิด 7.กิจกรรมปรับเปลี่ยนพฤติกรรมกิจกรรมส่วนตัวลุงน้อยอร่อยได้ให้แต่ละคนนำไปปฏิบัติกับครอบครัวจะเห็นผลเร็วที่สุด 8.สร้างกิจกรรมที่กระตุ้นให้เกิดการออกกำลังกายร่วมกันในชุมชน 9.ให้ท้องถิ่นออกนโยบายร่วมกันรวมถึงโครงการของรพ. สต.ที่ทำกับทุกคนในชุมชนเรื่องสุขภาพ 4.หัวข้อ การออกแบบกิจกรรมกิจกรรมเชิงสร้างสรรค์หรือการใช้สื่อส ารในพื้นที่แบบใดที่ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมได้ 1.การออกกำลังกายสัญจรโดยมีแกนนำชักชวนการออกกำลังกายไปตามหมู่บ้านต่างๆ 2.สร้างกระแสรสหวานมันเค็มที่อยู่รอบๆตัวในชีวิตประจำวันตั้งแต่ตื่นนอนงานเลี้ยงห้องประชุม 3.ชุมชนอาจมีนโยบายเช่นรถการเลี้ยงน้ำหวานในงานบุญต่างๆ 4.โครงการปลูกผักกินเองในชุมชน 5.พูดคุยชักชวนแลกเปลี่ยนสิ่งที่ทำแล้วได้ผลดีมีกลุ่มไลน์ส่งรูปอาหารออกกำลังกายเพื่อช่วยเป็นแรงกระตุ้น 6.จัดทำการสื่อสารในช่อง line
7.จัดประชาสัมพันธ์ด้วยเสียงตามสาย 8.จัดประกวดแข่งขันทำอาหารท้องถิ่นสูตรรถโซเดียมรสหวานโดยให้ชาวบ้านมีส่วนร่วม 9.จัดให้มีการออกกิจกรรมออกกำลังกายมีสุขภาพจิตที่ดีชักชวนชาวบ้านให้ออกกำลังกายแนะนำเรื่องสุขภาพเป็นประจำทุกสัปดาห์ 5.หัวข้อ ความยั่งยืน เราจะมีแนวทางอย่างไรในการรักษาความรอบรู้และพฤติกรรมที่ดีนี้ให้คงอยู่และเติบโตอย่างยั่งยืนหลังจากสิ้นสุดโครงการ 1.ให้แกนนำจัดทำกลุ่มแนะนำความรู้ให้กับชาวบ้านอย่างต่อเนื่อง 2.ให้อสม.และรพ. สต. ร่วมกันทำต่อเนื่องเพื่อจะของบจากหน่วยงานต่างๆเพื่อขับเคลื่อนโครงการนี้ต่อไปสู่ชุมชนให้เพิ่มมากขึ้น 3.ความยั่งยืนในส่วนของตัวเองเน้นทานผักอาหารจากพืชออกกำลังกายสม่ำเสมอนอนหลับให้มีคุณภาพจัดการความเครียดของร่างกาย 4.กิจกรรมจัดกิจกรรมออกกำลังกายในช่วงเย็นและแลกเปลี่ยนเรียนรู้การดูแลสุขภาพของตัวเองเป็นประจำของแต่ละชุมชน 5.สร้างความตระหนักและมีเป้าหมายเพื่อนช่วยเพื่อนมาเล่าสู่กันฟังในสิ่งที่ทำไปแล้วทำได้หรือไม่ได้เพื่อเป็นการกระตุ้นซึ่งกันและกัน 6.หากิจกรรมดีๆมานำเสนอในกลุ่มออกกำลังกายเช่นเดินวิ่งแลกแก้วเดินวิ่งแลกแว่นเพื่อให้เพื่อนๆมีกำลังใจในการออกกำลังกาย 7.สร้างแกนนำชุมชนฝึกอบรมคนในพื้นที่ที่ใช้โปรแกรมแล้วได้ผลให้เป็นคนส่งต่อความรู้ให้กับผู้อื่น 8.แกนนำหมู่บ้านแกนนำสุขภาพสร้างกลุ่มไลน์สร้างกลุ่มออกกำลังกายนัดกันออกกำลังกายทุกจันทร์ถึงศุกร์ที่รพ. สต.อย่างน้อยวันละ 30 ถึง 45 นาทีเป็นประจำอย่างต่อเนื่อง 9.ต้องสร้างแกนนำจากกลุ่มเดิมให้เพิ่มขึ้นมาอย่างน้อยที่ละ 10 คนเพื่อที่จะได้มีกำลังไปบอกคนอื่นๆได้มากยิ่งขึ้น 10.การทำกิจกรรมใดก็ตามเมื่อเสร็จหรือจบโครงการก็จะจบหากมีการติดตามเป็นระยะก็จะเป็นแรงกระตุ้นการปรับพฤติกรรมให้ได้มากขึ้นอีก 11.ในชุมชนออกนโยบายที่ทุกหลังคาเรือนต้องปฏิบัติตามเหมือนของตำบลท่าข้ามที่มีธรรมนูญสุขภาวะของตำบลหากเรานำพฤติกรรมการบริโภคอาหารหรือออกกำลังกายมาอยู่ในธรรมนูญสุขภาวะของชุมชนก็จะช่วยให้การดูแลสุขภาพยั่งยืนมากขึ้น แลกเปลี่ยนประเด็นความยั่งยืนจากผู้เข้าร่วมภาพรวมของแต่ละรพ.สต. รพ.สต.โตร๊ะ 1.มีความยินดีเป็นอย่างยิ่งที่ กิจกรรมนี้มีได้ให้ความรู้จากการที่อาจารย์ลงพื้นที่ เรื่องความยั่งยืน ถ้าเราสานต่อโครงการต่อ ติดตามผล และส่งข้อมูลให้ความรู้ผ่านทางไลน์กลุ่ม มีอะไรก็ส่งให้ผู้เข้าร่วมโครงการ เป็นการทำต่อเนื่อง ให้กำลังใจกัน แนะนำ และถ้ามีข้อสงสัยอะไรก็สอบถาม เราจะประสานอาจารย์เพื่อขอความรู้เพิ่มเติม 2.ต้องให้ทาง รพ.สต. ช่วยเป็นผู้นำเนินการหลัก เพราะบางที อสม. ไปพูด ชาวบ้านอาจยังไม่มั่นใจ รพ.สต. ลำปำ จาก รพ.สต. ลำปำ ความยั่งยืนขึ้นอยู่กับตัวเราเป็นหลักและแนวร่วม พอจบโครงการ เราสามารถดำเนินต่อโดยร่วมมือกับเจ้าหน้าที่ รพ.สต. และ อสม. เรื่องเงินทุนที่มองไว้คือ ขอจากกองทุนหลักประกันสุขภาพตำบล นำแบบย่อยๆ มาทำก่อน แล้วค่อยไปขอทุนจาก สสส. ซึ่งเป็นหน่วยงานใหญ่ ถ้าเราไม่มีความตั้งใจก็ทำยาก เราเริ่มจากเล็กๆ ก่อน คิดว่าจะพยายามทำให้คงอยู่ เพราะเป็นประโยชน์กับตัวเรา คนรอบข้าง และนำความรู้ไปถ่ายทอดต่อค่ะ รพ.สต.ท่าสำเภาใต้ 1.จะสร้างเป็นกลุ่มในการดูแลสุขภาพของเครือข่ายก่อน โดยนำกลุ่มผู้ป่วย NCDs มาให้ความรู้ และจัดให้ดูแลร่วมกับ อสม. เป็นการติดตามผลในเครือข่ายดูแลสุขภาพที่มีอยู่แล้วค่ะ 2.สำหรับความยั่งยืน จะสร้างแกนนำสุขภาพในชุมชน โดยเริ่มจากผู้เข้าร่วมโครงการก่อน คนที่สนใจหรือใช้โปรแกรมนี้แล้วได้ผล จะให้เป็นแกนนำสุขภาพเพื่อส่งต่อให้ชาวบ้าน โดยพึ่งพาตนเองก่อน เพราะงบประมาณจัดหาได้ยากและสร้างกลไกตลาดในชุมชน ให้ชาวบ้านปลูกผักกินเองและกระจายรายได้ในหมู่บ้าน รพ.สต.ทุ่งยาว 1.ความยั่งยืนจะคล้ายกับท่าสำเภาใต้ คือมีแกนนำในชุมชน ซึ่งทุ่งยาวมีกิจกรรมปรับเปลี่ยนพฤติกรรมของสสส.อยู่แล้วที่ทำควบคู่กับกินดีอยู่ยืน กิจกรรมนี้จะส่งเสริมชุมชน ให้แกนนำหมู่บ้านและ อสม. ปลูกผักกินเอง เป็นครัวเรือนต้นแบบ ปลูกผักปลอดสารพิษประมาณ 5 อย่างไว้กินในครอบครัว ส่วนที่เหลือจะนำมาจำหน่ายใน รพ.สต. ในวันประชุม อสม. ประจำหมู่บ้าน และวันที่ผู้ป่วยเบาหวานความดันมารับบริการในศุกร์แรกของเดือน นำมาขาย 10–20 บาท เป็นผักปลอดสารพิษที่ปลูกกินเอง ส่วนการออกกำลังกาย จะมีกลุ่มที่ออกกำลังกายเกือบทุกวันกับเพื่อนๆ ตอนนี้ขยายจากกลุ่ม อสม. ไปยังอำเภอและตำบลข้างเคียง มีเจ้าหน้าที่ร่วมทำเป็นตัวอย่างให้เห็นผลมากที่สุด เพื่อเป็นแกนนำให้คนอื่น และขยายไปเดินในโรงเรียนบ้านทุ่งยาว มีการสะสมระยะทางเดิน-วิ่งเพื่อแลกแก้วของร้านเจริญโอสถด้วย โดยชวนเพื่อนในกลุ่มไปเดินสะสมระยะทางต่อเนื่อง นอกจากนี้ งานคุ้มครองผู้บริโภค มีการประชาสัมพันธ์และแจกป้าย "ลดหวาน หวานน้อยสั่งได้" ให้ร้านค้าและร้านขายน้ำในหมู่บ้านประมาณ 5–6 ร้าน เพื่อให้คนที่ไปซื้อรู้ว่าสั่งหวานน้อยได้ เข้าใจวัยรุ่นและคนรักสุขภาพที่ยังอยากกินหวานค่ะ ส่วนงานคุ้มครองผู้บริโภคของเรามีการประชาสัมพันธ์และแจกป้าย "ลดหวาน สั่งได้" ให้กับร้านขายน้ำในหมู่บ้านประมาณ 5–6 ร้าน เพื่อให้ผู้ซื้อทราบว่าร้านนี้สามารถสั่งระดับความหวานได้ ไม่จำเป็นต้องเป็นหวาน 100% เสมอไป สามารถสั่งหวาน 50%, 25% หรือ 75% ได้ เหมาะสำหรับวัยรุ่นและคนรักสุขภาพที่ยังอยากดื่มเครื่องดื่มรสหวาน เป็นโครงการของทุ่งยาวที่ทำอยู่
2.จากการลงพื้นที่ กลุ่มเป้าหมายเข้าร่วมโครงการจำนวน 20 คน และยังอยู่ครบทุกคนจนจบโครงการ ทุกคนสามารถอยู่ร่วมกับผู้อื่นในชุมชนได้ มีความมั่นใจ และกล้าพูดออกไมค์มากขึ้น ในส่วนของการต่อยอดโครงการ ขณะนี้ดิฉันเป็น อสม. และได้รับการอบรมการทำแผนงานจากทาง ผอ.รพ.สต. วันนี้จึงได้นำเสนอแผนงานต่อยอดโครงการ ร่วมกับ ผอ. และทีมงาน เราจะนำผลลัพธ์ที่ได้ไปขยายผลต่อในชุมชน โดยโชคดีที่มีเจ้าหน้าที่เข้าร่วมโปรแกรมด้วย ทำให้เรามีทั้งวิทยากรและนักโภชนาการในพื้นที่มาช่วยสร้างความน่าเชื่อถือ และเป็นพี่เลี้ยงดูแลคนในชุมชน นอกจากนี้ ชมรม อสม. ได้เขียนโครงการขอทุนจาก กองทุนตำบล ในชื่อ "โครงการปรับเปลี่ยนพฤติกรรม กินดีอยู่ยืน" เพื่อต่อยอดงานของอาจารย์ ทำให้ได้รับการสนับสนุนงบประมาณ และมีเจ้าหน้าที่พร้อมทีมงานคอยเป็นโค้ชและพี่เลี้ยงให้แก่ผู้เข้าร่วมโครงการต่อป รพ.สต.ท่าข้าม 1.เริ่มจากตัวเองและครอบครัว เพราะสมาชิกในครอบครัวเป็นสโตรก พอมีโครงการนี้จึงเอาตัวเองเข้ามาอยู่ในโครงการเพื่อรับความรู้และนำไปปรับใช้กับคนในครอบครัว ในเรื่องอาหารการกินจะปรับให้เป็นไปตามที่เรียนรู้มาทั้งหวานมันเค็มคือลดทุกอย่าง เนื่องจากเราเป็นผู้ผลิตอาหารให้คนในครอบครัวรับประทานเองจึงสามารถคุมเรื่องพวกนี้ได้และในส่วนตัวเมื่อตรวจดูค่าไขมันเมื่อครั้งที่ผ่านมาพบว่าบางส่วนลดลงซึ่งถือว่าเป็นโครงการที่ดีมากๆและจะทำต่อไป 2.นอกจากแกนนำชุมชนที่เข้าร่วมโปรแกรมนี้แล้ว ทาง รพ.สต. ท่าข้าม ยังให้เจ้าหน้าที่ใน รพ.สต.ท่าข้าม ที่มีความเสี่ยงจากการตรวจสุขภาพ เช่น ไขมันสูง หรือ BMI เกิน เข้าร่วมโปรแกรมด้วย จากการเข้าร่วมกิจกรรม พบว่าการใช้ สื่อวิดีโอและวีดิทัศน์ ทำให้ทุกคนมองเห็นภาพชัดเจน เหมือนกับการดูหนัง ซึ่งเห็นภาพได้ชัดกว่าการนั่งฟังบรรยายธรรมดา ทำให้ผู้เข้าร่วมเกิดความตระหนักและไม่อยากมีสุขภาพที่เป็นภาระแก่ผู้อื่น นอกจากนี้ การเล่น เกมกิจกรรม ร่วมกัน ยังเป็นอีกหนึ่งจุดเปลี่ยนสำคัญที่สร้างแรงจูงใจให้เกิดการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมสุขภาพ ขณะนี้ ท่าข้ามกำลังดำเนิน โครงการ Stop Stroke เนื่องจากในพื้นที่มีผู้ป่วยโรคหลอดเลือดสมองจำนวนมาก โดยตั้งใจจะนำกิจกรรมจากโปรแกรมนี้ไปประยุกต์ใช้กับการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมในโครงการอื่นๆ ต่อไป อย่างไรก็ตาม ในส่วนของการสนับสนุนการดำเนินงาน รพ.สต. และชุมชนยังคง ขาดแคลนวิทยากร เช่น นักโภชนาการที่จะมาให้ความรู้เรื่องอาหาร รวมถึง งบประมาณ ที่ได้รับไม่ครอบคลุมทั้งหมด รพ.สต.หัวถนน 1.มีการนัดกันไปออกกำลังกายในกลุ่มผู้เข้าร่วมโครงการเป็นประจำ ผู้เข้าร่วมท่านหนึ่งสามารถหยุดยาเบาหวานได้จากการเข้าร่วมโครงการนี้พร้อมได้รับเกียรติบัตร 2.ทางอสม.มีการนัดให้ความรู้กับชาวบ้านเวลามีการประชุมคาดว่าจะให้ข้อมูลที่รับรู้มาอย่างตัวเนื่อง

 

การอบรมฟื้นฟูความรู้มาตรฐานสุขาภิบาลอาหาร สู่ตลาดอาหารปลอดภัยที่เป็นมิตรต่อสุขภาพและสิ่งแวดล้อม 15 ต.ค. 2569 15 ก.ย. 2569

 

อบรมให้ความรู้ด้านสุขาภิบาลอาหาร

 

บรรยายให้ความรู้ 1. ความสำคัญของมาตรฐานสุขาภิบาลต่อความเชื่อมั่นของผู้บริโภค
โดยนายนิติคม สังฆะโร ผู้อำนวยการส่วนบริการสาธารณสุข ท.นครหาดใหญ่ ตลาดนัดสุขภาพเทศบาลนครหาดใหญ่ ความสำคัญของการจำหน่ายอาหารคือ ความสะอาด ความปลอดภัยของอาหาร เพื่อให้ผู้บริโภคมั่นใจในคุณภาพของอาหาร การบริการก็เป็นสิ่งสำคัญ แม่ค้า พ่อค้าต้องแต่งกายสะอาด ใส่ผ้ากันเปื้อน ใส่หมวก เล็บมือสั้นสะอาด ต้องปฏิบัติตามมาตรฐานสุขาภิบาลอาหาร เพราะเป็นข้อปฏิบัติที่ผู้ขายต้องปฏิบัติ  ตลาดสุขภาพเทศบาลนครหาดใหญ่มีหลายฝ่ายเข้ามาเกี่ยวข้องเนื่องจากตลาดตั้งอยู่ในบริเวณสวนสาธารณะ เช่น กองช่าง ฝ่ายสวนสาธารณะ มีหน้าที่ดูแลความสะอาด เรียบร้อย ดังนั้นตลาดต้องมีการจัดการแผงขายอาหารให้มีความสวยงามพร้อมต้อนรับนักท่องเที่ยว ฝ่ายสาธารณสุขและสิ่งแวดล้อม เฝ้าระวังให้อาหารที่จำหน่ายในตลาดมีความปลอดภัยกับผู้บริโภค และส่วนสำคัญ คือ คณะกรรมการตลาด ที่ต้องสร้างความร่วมมือกับผู้ประกอบการให้ปฏิบัติตามกฎระเบียบตลาดที่ร่วมกันกำหนดขึ้นมา หากใครไม่ปฏิบัติตามกฎระเบียบ อาจจะต้องมีการตักเตือน และผู้ประกอบการก็ต้องไม่ขัดแย้งหรือทะเลาะกัน สร้างความวุ่นวายในตลาด ปัจจุบันตลาดนัดสุขภาพกำลังเป็นที่รู้จักของผู้บริโภค มีจำนวนผู้บริโภคเพิ่มมากขึ้น เฉลี่ยรายได้ของผู้ประกอบการหลักหมื่นบาทต่อเดือน จึงสรุปได้มาตลาดสุขภาพฯจึงมีความสำคัญต่อผู้ประกอบการเพราะเป็นแหล่งสร้างอาชีพ มีรายได้ ดังนั้นต้องทำให้ตลาดสุขภาพมีความเชื่อมั่นกับผู้บริโภค เพื่อให้ตลาดมีความยั่งยืนต่อไป

  1. การสุขาภิบาลอาหารและน้ำในสถานประกอบการประเภทตลาด
    โดยนางสาวอิสริยา อักษรชื่น นักวิชาการสาธารณสุข ชำนาญการ สำนักงานสาธารณสุขจังหวัดสงขลา ยกตัวอย่างสถานการณ์การบริโภคอาหารที่ส่งผลเสียต่อสุขภาพ มีเหตุการณ์สำคัญ ตัวอย่างเช่น
    -อาหารเป็นพิษ ซึ่งเคยเกิดในจังหวัดสงขลามีนักเรียนกว่า 50 คนถูกนำตัวส่งโรงพยาบาลสาเหตุจากการรับประทานอาหารเที่ยงขณะมาทัศนศึกษาที่อำเภอหาดใหญ่
    -ข้าวกลางวันบูดทำให้นักเรียนเกือบร้อยคนมีอาการอาหารเป็นพิษ -พบเชื้อโนโรไวรัสระบาดหลังประพบผู้ป่วย1,436 รายในงานกีฬาสี -พบมีหนูวิ่งเล่นอยู่ในถาดอาหารในร้านแห่งหนึ่งถ่ายโดยผู้บริโภคที่ไปรับประทานอาหาร -ผู้บริโภคพบเส้นขนจากอวัยวะเพศอยู่ที่ในอาหาร -ผู้บริโภคโพสต์ใน facebook ว่ามีการมีการนำกล่องใส่ RTKมาพับใส่เครปญี่ปุ่นซึ่งเจ้าตัวบริโภคไปเกือบหมดเพิ่งสังเกตุว่าเป็นกล่องใส่ATK -มีการนำกระดาษบันทึกประวัติคนไข้มาพับเป็นถุงขนมโตเกียวใส่ให้ผู้บริโภครับประทาน -ผู้ประกอบการร้านลอดช่องชื่อดังใช้ถังสีมาใส่ลอดช่องพักไว้ซึ่งการใช้ถังสีมาใส่อาหารนั้นผิดกฎหมาย -พบร้านไส้ย่างมีแมลงวันตอมและมีไข่แมลงวันอยู่ที่อาหาร -ลูกค้าพบจิ้งจกอยู่ก้นถ้วยหลังรับประทานอาหารไปแล้วจนเกือบหมด -ผู้บริโภคโพสต์ใน facebook ซื้อข้าวหลามแต่ดันเจอจิ้งเหลนอยู่ในกระบอกข้าวหลาม และยังมีตะขาบ อยู่ในกระบอกข้าวหลามอีกด้วย สันนิษฐานว่าอาจเกิดจากการวางกระบอกไม่ไผ่ที่พื้นและไม่ตรวจสอบไม่ทำความสะอาดก่อนน้ำมาใช้งาน -ผู้บริโภคข้าวกล่องเจอไส้เดือนในกล่องอาหารซึ่งเป็นกล่องข้าวในโรงพยาบาลรัฐแห่งหนึ่ง -ชาวบ้านได้ฝากร้องเรียนว่าสุขอนามัยอยู่แห่งไหนพบว่ามีการชำแหละเนื้อหมูและวางไว้บนทางเท้าที่มีน้ำเจิ่งนองเพื่อรอจำหน่ายภาพถ่ายบริเวณตลาดกิมหยงเรียกร้องให้ผู้ประกอบการให้ความสนใจกับเรื่องของอนามัยมากกว่านี้และอยากให้เจ้าหน้าที่ของรัฐสนใจสุ่มตรวจให้บ่อยขึ้น -ตลาดดังแห่งหนึ่งที่มีรถไฟวิ่งผ่านขณะที่รถไฟวิ่งผ่านจะมีสิ่งปนเปื้อนจากรถไฟและสิ่งของที่วางกับพื้นซึ่งไม่ถูกสุขลักษณะแต่ยังได้รับความนิยมจากนักท่องเที่ยวเพราะมีความแปลกแต่น่าตื่นเต้น ขณะที่รถไฟมา -ผู้บริโภครายหนึ่งเจอหนอนลอยในน้ำซุปสุกี้เจ้าดัง -การแต่งกายของพ่อค้าแม่ค้าที่เรียกร้องความสนใจโดยแต่งกายไม่มีชิดทำให้มีเหงื่อและเส้นขนหลุดออกมาปนเปื้อนอาหารได้ -กระทรวงสาธารณสุขได้ออกกฎกระทรวงสุขลักษณะของสถานที่จำหน่ายอาหารโดยบังคับให้ใช้ตั้งแต่วันที่ 16 ธันวาคม 2561 ในเรื่องการควบคุมสสุขลักษณะสถานที่ขายห้ามใช้ก๊าซหุงต้มเป็นเชื้อเพลิงในการปรุงอาหารบนโต๊ะหรือที่รับประทานอาหาร ซึ่งบางร้านตั้งเป็นถังแก๊สต่อเข้ากับอุปกรณ์ปิ้งย่างให้ลูกค้าถือว่าอันตรายมาก -ลดลูกชิ้นที่สะอาดที่สุดในหาดใหญ่ รถเข็นสแตนเลสตัวรถพ่วงใส่ตู้ลูกชิ้นทำจากสแตนเลสแทบทั้งหมดรวมถึงไม้เสียบที่เป็นสแตนเลส ผู้ขายใส่แมสตลอดเวลา มือผู้ขายไม่สัมผัสอาหาร มีฝาปิดน้ำจิ้มและผักแนม ถือว่าเป็นเจ้าลูกชิ้นที่สะอาดที่สุด

มาตรฐานการสุขาภิบาลอาหารภายใต้วิถีใหม่ สะอาดปลอดภัยได้มาตรฐาน SAN กิจการประเภทPrivate 1.ตลาดสด 2.ตลาดนัด สถานที่จำหน่ายอาหาร 1.ร้านอาหาร/ภัตตาคาร 2.โรงอาหาร/ศูนย์อาหาร 3.โรงครัวโรงพยาบาล 4.ร้านจำหน่ายเครื่องดื่ม 5.Food Truck รถขายอาหาร 6.ร้านจำหน่ายอาหาร(Kiosk) สถานที่สะสมอาหาร 1.ซุบเปอร์มาร์เก็ต 2.มินิมาร์ท 3.ร้านขายของชำ กิจการประเภทPublic(สาธารณะ) 1.การเร่ขาย 2.การตั้งที่ใดที่หนึ่งเป็นปกติ -แผงจำหน่ายอาหาร -อาหารริมบาทวิถี(Street Food Good Health)

การขออนุญาตเปิดตลาดหรือจัดตั้งตลาด ต้องยื่นใบขอรับใบอนุญาตต่อเจ้าพนักงานท้องถิ่นเช่นเทศบาลหรือองค์การบริหารส่วนตำบลในพื้นที่ตามพระราชบัญญัติการสาธารณสุขพ.ศ 2535 เอกสารที่ต้องเตรียมสำเนาบัตรประชาชนและทะเบียนบ้านของผู้ขออนุญาตสำเนาทะเบียนบ้านของสถานที่ตั้งตลาดหนังสือรับรองนิติบุคคลกรณีเป็นบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนหลักฐานแสดงว่าอาคารหรือพื้นที่ถูกต้องตามกฎหมายควบคุมอาคารหนังสือยินยอมให้ใช้สถานที่หรือสัญญาเช่า แผนผังและแผนที่พอสังเขปแสดงสถานที่ตั้งตลาดใบออกอนุญาตหรือหลักฐานอื่นที่เกี่ยวข้องตามกฎหมายเช่นใบอนุญาตขายสินค้าหรือผลตรวจสุขภาพผู้ค้าในตลาด ขั้นตอนการดำเนินการยื่นเอกสารนำแบบคำขอและเอกสารทั้งหมดไปยื่นที่สำนักงานเขตในกรุงเทพฯหรือองค์การบริหารส่วนตำบลเทศบาล เจ้าพนักงานสาธารณสุขจะลงพื้นที่ตรวจสอบสภาพสุขลักษณะของตลาดว่าตรงตามมาตรฐานความปลอดภัยในสุขาภิบาลหรือไม่ พิจารณาออกใบอนุญาตหากผ่านเกณฑ์เจ้าพนักงานท้องถิ่นจะอนุมัติและชำระค่าธรรมเนียมตามกำหนดโดยทั่วไปใบอนุญาตมี 1 ปีและต้องยื่นขอต่ออายุก่อนหมดอายุ กรณีตัวอย่าง
ป้าทุบรถชนะคดี 5 ตลาดหรือด่วนศาลตัดสินป้าทุบรถชนะคดีสั่งรื้อตลาดรอบบ้าน 5 แห่งใน 60 วัน พบว่าตลาดไม่ได้ขออนุญาตในการเปิดตลาด ป้าดังกล่าวได้รับค่าชดเชยจากกทม 3.6 แสนบาท เหตุเกิดจากบริเวณรอบบ้านได้มีการมาตั้งตลาดทำให้มีการเข้าออกลำบากและมีการสะสมของขยะเป็นจำนวนมากทำให้เจ้าของบ้านเกิดความเดือดร้อนจึงได้มีการทุบรถที่มาจอดขวางบริเวณหน้าบ้าน จึงเกิดเป็นเรื่องราว ป้าชนะคดีในเรื่องตลาดตามกฎหมายที่กล่าวมาข้างต้น

การจัดการสุขาภิบาลอาหาร การจัดการและการควบคุมอาหารให้สะอาดปลอดภัยจากเชื้อโรคพยาธิและสารเคมีที่มีพิษต่างๆซึ่งเป็นอันตรายหรืออาจเป็นอันตรายต่อการเจริญเติบโตของร่างกายสุขภาพและการดำรงชีวิตของชีวิต

การจัดการสุขลักษณะตลาดประเภทที่ 2การจัดการสุขลักษณะที่ดีลดความเสี่ยงต่อการเกิดโรคติดต่อซึ่งทำให้ผู้บริโภคมีสุขภาพดีมีการจัดการดังนี้

แบบตรวจสุขาภิบาลอาหาร5ปัจจัย 1. ด้านสถานที่ มีข้อกำหนดดังนี้ 1.ตำแหน่งและทางเดิน: ตั้งถูกต้องตามกฎหมาย ทางเดินกว้างไม่น้อยกว่า 2 เมตร ห่างจากแหล่งมลพิษหรือสิ่งปฏิกูลอย่างน้อย 100 เมตร (หากห่างไม่ถึงต้องมีมาตรการป้องกัน)
2.โครงสร้างและการระบายอากาศ: หลังคา/เต็นท์มั่นคงแข็งแรง มีการระบายอากาศดี ไม่มีกลิ่นเหม็นอับ
3.โต๊ะและแผงจำหน่าย: ทำจากวัสดุผิวเรียบ แข็งแรง ไม่ดูดซึมน้ำ ทำความสะอาดง่าย และมีความสูงจากพื้นไม่น้อยกว่า 60 เซนติเมตร
4.การจัดการน้ำเสีย: มีทางระบายน้ำที่มีตะแกรงดักขยะ มีบ่อดักไขมัน/บ่อพักน้ำเสีย ไม่ระบายน้ำทิ้งลงทางสาธารณะให้เกิดเหตุเดือดร้อนรำคาญ
5.การทำความสะอาด: ทำความสะอาดสถานที่ พื้น และจุดสัมผัสร่วมด้วยสารทำความสะอาดเป็นประจำทุกวันที่เปิดทำการ
6.ห้องส้วมและอ่างล้างมือ: ส้วมถูกสุขลักษณะตั้งห่างไม่เกิน 50 เมตร มีอ่างล้างมือพร้อมสบู่เพียงพอ และทำความสะอาดจุดเสี่ยง/จุดสัมผัสร่วมเป็นประจำ
7.การจัดการขยะ: มีถังขยะเพียงพอ ไม่รั่วซึม มีฝาปิดมิดชิด แยกประเภท มีจุดรวบรวมขยะที่ขนย้ายสะดวก และนำไปกำจัดทุกวัน
8.น้ำใช้: จัดให้มีน้ำประปาหรือน้ำสะอาดเพียงพอต่อการใช้งานในแต่ละวัน
2. ด้านอาหาร
9.วัตถุดิบ: สะอาด ปลอดภัย ได้มาตรฐานตามกฎหมาย วางสูงจากพื้นไม่น้อยกว่า 60 เซนติเมตร
อาหารสด: แยกแผงเป็นสัดส่วน เก็บในอุณหภูมิที่เหมาะสม (เนื้อสัตว์สด <5^∘ C, ผักสด ≤〖10〗^∘ C) ป้องกันน้ำไหลลงพื้น และไม่ใช้แสงหรือวัสดุตบตาสภาพจริง
10.แผงจำหน่ายอาหารสดต้องจัดเป็นสัดส่วนทำด้วยวัสดุแข็งแรงผิวเรียบทำความสะอาดได้ง่ายและต้องสูงจากพื้นไม่น้อยกว่า 60 cm มีการเก็บรักษาอาหารสดในอุณหภูมิที่เหมาะสมสะอาดปลอดภัยจัดให้มีการป้องกันไม่ให้มีน้ำหรือของเหลวออกจากแผงจำหน่ายไหลสู่พื้นดินไม่ใช้แสงหรือวัสดุอื่นใดที่ทำให้มองเห็นอาหารต่างไปจากสภาพที่มีความจริงหรือผิดจากธรรมชาติ 11.อาหารปรุงสำเร็จ: ใส่ภาชนะสะอาด มีการปกปิดมิดชิด ใช้อุปกรณ์หยิบจับ และวางสูงจากพื้นไม่น้อยกว่า 60 เซนติเมตร
อาหาร/น้ำดื่มในภาชนะปิดสนิท: มีเครื่องหมาย อย. ถูกต้อง และวางสูงจากพื้นไม่น้อยกว่า 15 เซนติเมตร
12.น้ำดื่มบริการ: ภาชนะมีก๊อกหรือทางเทรินสะอาด วางสูงจากพื้นไม่น้อยกว่า 60 เซนติเมตร
13.น้ำแข็งบริโภค: สะอาด ได้มาตรฐาน บรรจุในภาชนะมีฝาปิด ใช้อุปกรณ์ตักด้ามยาวควรเป็นสแตนเลส ห้ามแช่สิ่งของอื่นรวม และขอบภาชนะสูงจากพื้นไม่น้อยกว่า 60 เซนติเมตร
3. ด้านภาชนะ อุปกรณ์
14.ภาชนะบรรจุอาหาร สะอาดปลอดภัยมีสภาพดีไม่ชำรุดจะเก็บในที่สะอาดมีการปกปิดวางสูงจากพื้นไม่น้อยกว่า 60 เซนติเมตรและจัดบริการช้อนกลางเมื่อรับประทานร่วมกัน
15.การเลือกภาชนะควรเลือกใช้ภาชนะที่เป็นสแตนเลสแก้ส กระเบื้องถ้วยแก้ว ไม่ควรใช้ภาชนะใส่อาหารที่มีลวดลาย สีสัน ภาชนะที่ล้างทำความสะอาดยาก ขวดที่มีคอขาด ห้ามใช้วัสดุที่เหลือจากผลิตภัณท์ต่างๆเช่นกระปุกสกินแคร์เพราะมีสารอันตรายปนเปื้อน 16.การล้างทำความสะอาดกรณีที่มีการนั่งรับประทานอาหารในตลาดต้องจัดให้มีที่ล้างทำความสะอาดภาชนะอุปกรณ์เครื่องมือเครื่องใช้ด้วยน้ำยาล้างจานหรือสารทำความสะอาดล้างด้วยน้ำสะอาดหรือน้ำไหลและบริเวณของจำหน่ายอาหารสดและผลจำหน่ายอาหารประเภทปรุงสำเร็จและมีการฆ่าเชื้อโรคด้วยวิธีการที่เหมาะสมภายหลังทำความสะอาด 4. ด้านบุคคล
17.ทะเบียนผู้ขาย จัดทำทะเบียนผู้ขายและผู้ช่วยขาย พร้อมระบุประเภทสินค้าที่จำหน่าย
18.สุขวิทยาส่วนบุคคลสุขภาพแข็งแรง ไม่เป็นโรคติดต่อ แต่งกายสะอาด สวมเสื้อมีแขน ผ้ากันเปื้อน หมวก/เน็ตคลุมผม รองเท้าหุ้มส้น เล็บสั้น ไม่มีแผลที่มือ และตรวจสุขภาพประจำปีอย่างน้อยปีละ 1 ครั้ง
19.การอบรมผ่านการอบรมด้านสุขาภิบาลอาหารตามหลักสูตรที่กรมอนามัยหรือ อปท. กำหนด
20.ด้านสัตว์และแมลงนำโรค
การควบคุม: มีมาตรการป้องกันและกำจัดสัตว์/แมลงพาหะนำโรคอย่างน้อยเดือนละ 1 ครั้ง และไม่พบสัตว์นำโรคหรือสัตว์เลี้ยงในบริเวณตลาด
กรณีตัวอย่างจากตลาดสดแห่งหนึ่งมีการนำเขียงไม้ขนาดใหญ่ซึ่งใช้ท่อนไม้ทั้งท่อนนำมาเป็นเคียงเพื่อหั่นเนื้อสัตว์ซึ่งพบสุนัขมากินเสร็จเนื้อที่อยู่บริเวณเขียงซึ่งผิดสุขลักษณะเป็นอย่างมาก

ขั้นตอนระดับการรับรองมาตรฐาน SAN ระดับ SAN (มาตรฐานพื้นฐาน)ผ่านการอบรมสุขาภิบาลอาหาร มีใบอนุญาต/หนังสือรับรองจาก อปท. และประเมินผ่านเกณฑ์ 5 ปัจจัย (20 ข้อ) ในระบบ Food Handler
ขั้รตอนระดับ SAN Plus (ยกระดับ): ต้องผ่านเกณฑ์ SAN ร่วมกับผ่านการตรวจปนเปื้อนเชื้อโคลิฟอร์มแบคทีเรียในอาหาร ภาชนะ และมือผู้สัมผัสอาหาร (ผ่านไม่น้อยกว่าร้อยละ 90) พร้อมผ่านการตรวจไม่พบสารปนเปื้อน 3 ชนิดขึ้นไป (เช่น ฟอร์มาลิน, สารกันรา, บอแรกซ์, สารฟอกขาว, ยาฆ่าแมลง)

การประเมินรับรองมาตรฐานด้วยยกระดับนายสุขาภิบาลอาหารภายใต้วิธีใหม่ “สะอาด ปลอดภัย ได้มาตราฐาน” ขั้นตอนการรับรองมาตราฐานSAN 1.ผู้ประกอบการ,ผู้สัมผัสอาหารผ่านการอบรมด้านสุขาภิบาลอาหาร 2.ขอใบอนุญาตหนังสือรับรองการแจ้งจาก อปท. เกณฑ์มาตรฐานสุขาภิบาลอาหาร 5 ปัจจัย -ตลาดประเภทที่1 -ตลาดประเภทที่2 -สถานที่จำหน่ายอาหาร -สถานที่สะสมอาหาร -การจำหน่ายอาหารในที่หรือสาธารณะ(อาหารริมบาทวิถี) 3.สถานประกอบการประเมินตนเองตามแบบประเมินสุขาภิบาลSANในแพลตฟอร์มfoodhandler -เจ้าหน้าที่ประเมิณรับรองในแพลตฟอร์มfoodhandler(อปท.(สสอ.+รพ.+รพ.สต.)) หากปฏิบัติครบทั้ง 3 ส่วนจะสามารถปริ้นสัญลักษณ์SANออกจากระบบ foodhandler ได้ ขั้นตอนการรับรองมาตรฐาน SAN Plus 1. สถานประกอบกิจการปฏิบัติตามเกณฑ์มาตรฐานระดับรัฐและทำการประเมินตนเองในแพลตฟอร์ม foodhander 2.เจ้าหน้าที่ประเมิญรับรองในแพลตฟอร์มfoodhandler(ศอ.+สสจ./สสอ.+อปท.) หากปฏิบัติครบทั้ง จะสามารถปริ้นสัญลักษณ์SAN Plus ออกจากระบบ foodhandler ได้ 3. สุขวิทยาส่วนบุคคลของผู้สัมผัสอาหาร โดยนางสุกัญดา เหมืองทอง นักวิชาการสุขาภิบาลชำนาญการ ท.นครหาดใหญ่ 1.ความหมายความสำคัญของผู้สัมผัสอาหาร ผู้สัมผัสอาหาร (Food Handler): บุคคลซึ่งทำหน้าที่เกี่ยวข้องกับอาหารทั้งหมด ได้แก่ ผู้เตรียม, ผู้ปรุงประกอบ, ผู้เสิร์ฟ, ผู้จำหน่าย, ผู้ลำเลียง/ขนส่งอาหาร และผู้ทำความสะอาดภาชนะอุปกรณ์
2.สุขวิทยาส่วนบุคคลของผู้สัมผัสอาหาร การดูแลและส่งเสริมสุขภาพร่างกายของผู้ที่ทำงานเกี่ยวกับอาหารให้สมบูรณ์แข็งแรงไม่เป็นโรค และมีการปฏิบัติตนอย่างปลอดภัย เพื่อป้องกันการแพร่กระจายเชื้อโรคไปสู่ผู้บริโภคทั้งทางตรงและทางอ้อม ปัจจัยสาเหตุที่ทำให้อาหารสกปรก: เกิดจาก 5 ปัจจัยหลัก ได้แก่ บุคคล, อาหาร, สถานที่, ภาชนะอุปกรณ์ และสัตว์/แมลงนำโรค
ผู้สัมผัสอาหารแพร่กระจายโรคได้อย่างไร ช่องทางการแพร่กระจายเชื้อโรคสู่อาหาร
-กรณีที่เป็นพาหะของโรคติดต่อทางเดินอาหารผู้สัมผัสอาหารมีเชื้อโรคอยู่ในตัว  (เช่น เชื้อไทฟอยด์) แต่ไม่แสดงอาการ
-กรณีป่วยเป็นโรคที่สามารถติดต่อได้ทางสัมผัสทางน้ำมูกน้ำลายได้แก่โรคติดต่อทางเดินอาหาร: เช่น โรคอุจจาระร่วง หรือบิด จากการไม่ล้างมือให้สะอาดหลังเข้าห้องส้วมแล้วไปสัมผัสอาหาร โรคติดต่อทางระบบหายใจ/น้ำลาย: เช่น วัณโรค, หวัด, ไวรัสตับอักเสบเอ จากการไอ จาม หรือพูดคุยรดอาหาร
-กรณีมือมีบาดแผลฝีหนองบาดแผลและพฤติกรรม: การมีฝี หนอง แผลที่มือ หรือการคุ้ย แคะ แกะ เกา ร่างกาย
-กรณีมีพฤติกรรมไม่ถูกต้องก็อาจทำให้อาหารถูกปนเปื้อนด้วยเชื้อโรคและสิ่งสกปรกได้ การปฏิบัติตนให้เป็นผู้มีสุขภาพดี
-รักษาความสะอาดของร่างกายให้ถูกวิธีอย่างสม่ำเสมออาบน้ำสระผม มือและเล็บไม่ยาวไม่ทาสีเล็บ แปรงฟัน -รับประทานอาหารครบ 5 หมู่ ในปริมาณที่เหมาะสม และดื่มน้ำสะอาดวันละ 6–8 แก้ว
-ถ่ายอุจจาระในส้วมเป็นเวลาทุกวัน และรับประทานอาหารที่มีกากใย
-ออกกำลังกายสม่ำเสมอ และนอนหลับพักผ่อน 7–8 ชั่วโมงในที่อากาศถ่ายเท
-ทำจิตใจให้ร่าเริง ตรวจสุขภาพประจำปี หลีกเลี่ยงการคลุกคลีกับผู้ป่วย และงดเว้น อบายมุข บุหรี่ สุรา สารเสพติด
-ไม่คลุกคลีกับผู้ป่วยที่เป็นโรคติดต่อหรือหลีกเลี่ยงแหล่งที่มีโรคติดต่อ -หลีกเลี่ยงอบายมุขต่างๆเช่นลดหรือเลิกการสูบบุหรี่งดดื่มสุราและสิ่งเสพติดอื่นๆ -ควรมีการตรวจสุขภาพประจำปี โรคที่ห้ามผู้สัมผัสอาหารไม่ควรเป็นขณะปฏิบัติงาน อหิวาตกโรค, โรคบิด, อาหารเป็นพิษ, ไข้ไทฟอยด์, ไวรัสตับอักเสบเอ
วัณโรค, ไข้หัด, ไข้สุกใส, โรคคางทูม, โรคผิวหนังที่น่ารังเกียจ
สุขนิสัยที่ดีในการปฏิบัติงาน -เตรียมตัวก่อนปรุงหรือจำหน่ายอาหาร การแต่งกายให้สะอาดโดยสวมเสื้อมีแขนใส่หมวกหรือเน็ตคลุมผมไม่สวมเครื่องประดับเช่นนาฬิกาข้อมือแหวนติดบัตรประจำตัวผู้ผู้สัมผัสอาหารตัดเล็บให้สั้นไม่ทาสีเล็บใส่ผ้ากันเปื้อน ในกรณีมีแผลที่มือให้ทำความสะอาดใส่ยาฆ่าเชื้อโรคทำแผลปิดพลาสเตอร์และสวมถุงมือให้เรียบร้อย ล้างมือให้สะอาดด้วยน้ำและสบู่ทุกครั้งก่อนปรุงอาหารและหลังออกจากห้องน้ำ มือเป็นอวัยวะที่สัมผัสกับสิ่งของต่างๆมือเป็นสื่อสำคัญที่จะนำเชื้อโรคเข้าสู่ร่างกายมือที่สัมผัสกับสิ่งสกปรกแล้วหยิบจับอาหารเข้าปากสัมผัสบริเวณตาจมูกใบหน้าและอวัยวะอื่นๆตามร่างกายก็จะทำให้ติดเชื้อโรคได้การล้างมือบ่อยๆสามารถป้องกันโรคต่างๆเช่นท้องร่วงท้องเสียบิดตับอักเสบผิวหนังอักเสบไข้หวัดนกเป็นต้น วิธีการล้างมือ 7 ขั้นตอนดังนี้ 1. ฝ่ามือถูกัน 2. ความมือถูหลังมือและนิ้วถูซอกนิ้ว 3. ฝ่ามือถูฝ่ามือและนิ้วถูซอกนิ้ว 4. หลังนิ้วมือถูฝ่ามือ 5. ถูนิ้วหัวแม่มือโดยรอบด้วยฝ่ามือ 6. ปลายนิ้วถูขวางฝ่ามือ 7. ถูรอบข้อมือ การเช็ดมือมีข้อปฏิบัติดังนี้ ปล่อยให้แห้งเองหรือถ้าจำเป็นต้องเช็ดมือให้ใช้กระดาษที่ใช้ครั้งเดียวหรือผ้าเช็ดที่ม้วนเมื่อเช็ดแล้วให้ดึงส่วนที่สะอาดสำหรับคนต่อไปหรือใช้เครื่องเป่าไฟฟ้าเป่ามือให้แห้งไม่ควรใช้ผ้าเช็ดมือที่แขวนไว้ผืนเดียวแล้วเช็ดซ้ำๆกัน -ระหว่างการปรุงและประกอบอาหาร สำหรับพ่อค้าแม่ค้าระหว่างการปรุงและประกอบอาหารข้อควรปฏิบัติดังนี้ สวมหมวกคลุมผม,งดใส่เครื่องประดับ,สวมถุงมือขณะหยิบอาหาร,โต๊ะประกอบปรุงสูงจากพื้นอย่างน้อย 60ซม.,ปิดคลุมอาหารลดการปนเปื้อน,แยกเขียงสำหรับอาหารสดและผัก,เลือกขายอาหารที่ปรุงสุกใหม่ เมื่อไอหรือจามต้องใช้ผ้าสะอาดปิดปากและจมูกทุกครั้งสวมหน้ากากผ้าหรือหน้ากากอนามัยทุกครั้งเพื่อป้องกันการไอจามละอองและเชื้อโรคที่ออกจากร่างกาย,ไม่แคะแกะเกาตามส่วนต่างๆของร่างกายขณะปรุงอาหาร,ไม่พูดคุยหรือสูบบุหรี่ขณะปรุงอาหาร,การชิมอาหารต้องตัดแบ่งใส่ถ้วยและใช้ช้อนชิมโดยเฉพาะ -การจำหน่ายอาหารและการเสริฟอาหาร ระหว่างการจำหน่ายอาหารและการเสิร์ฟอาหารมีข้อควรปฏิบัติดังนี้ ใช้อุปกรณ์ที่สะอาดหยิบจับอาหารไม่ใช้มือหยิบจับอาหารโดยตรง ล้างมือให้สะอาดเปลี่ยนถุงมือเมื่อฉีกขาดหรือเปื้อนสิ่งสกปรกควรเปลี่ยนทุก 4 ชั่วโมง แยกใช้อาหารระหว่างดิบกับอาหารสุก เมื่อใช้เสร็จแล้วให้ดึงถุงมือออกโดยการดึงลอกออกจากมือไม่ให้ฝ่ามือนิ้วมือสัมผัสกับถุงมือด้านนอก ไม่ควรนำถุงมือไปล้างแล้วกลับมาใช้ใหม่ เลือกถุงมือให้เหมาะกับชนิดของอาหารที่สัมผัสและดูวันหมดอายุของถุงมือ เลือกใช้อุปกรณ์ที่เหมาะสมหยิบตักอาหารที่เตรียมหรือปรุงสำเร็จแล้วเช่นทัพพีปากคีบช้อนตักตะเกียบโดยอุปกรณ์ดังกล่าวต้องสะอาดและจัดวางในที่เหมาะสม หยิบจับภาชนะอุปกรณ์ให้ถูกวิธีเช่น
การเสิร์ฟ จาน ช้อน ต้องไม่ให้นิ้วมือสัมผัสภาชนะในส่วนที่จะสัมผัสอาหารใช้นิ้วหัวแม่มือสัมผัสที่ขอบจานและใช้ 4 นิ้วรองที่ก้นจาน ส่วนอาหารร้อนควรใช้จานรอง
การเสิร์ฟ อาหารหลายจาน ควรใช้ถาดรองไม่วางซ้อนกัน การเสิร์ฟ ช้อน ส้อม ตะเกียบให้จับเฉพาะที่ด้านเท่านั้น การเสิร์ฟ น้ำแข็งต้องใช้ช้อนหรือทัพพีด้ามยาวตัด การเสิร์ฟ แก้วน้ำต้องจับต่ำกว่ากึ่งกลางแก้วลงมาอย่าให้นิ้วแตกถูกบริเวณปากแก้ว เสิร์ฟช้อนกลางทุกครั้งเมื่อลูกค้าสั่งอาหารมารับประทานร่วมกันตั้งแต่ 2 คนขึ้นไป การบริหารจัดการภายในร้านขั้นลำดับขั้นตอนดังนี้ การกล่าวต้อนรับ,แนะนำรายการอาหาร,รับคำสั่งรายการอาหาร,การเสริฟอาหาร,ส่งลูกค้าหลังจากรับประทานเสร็จ,การเก็บโต๊ะและทำความสะอาด,การจัดโต๊ะการดูแลรักษาความสะอาดภายในร้าน เพื่อสร้างการต้อนรับครั้งแรกและความประทับใจเริ่มตั้งแต่ต้นจนจบ เคล็ดลับการเลือกซื้อผักสดและผลไม้ ผักสดผลไม้เป็นอาหารที่มีประโยชน์ต่อสุขภาพโดยให้สารอาหารที่จำเป็นต่อการเจริญเติบโตช่วยสร้างสมดุลของร่างกายทำให้ระบบการย่อยและระบบการขับถ่ายดีขึ้น อันตรายจากผักสดผลไม้อาจก่อให้เกิดโรคต่อร่างกายได้หากมีการปนเปื้อนจาก
1.เชื้อโรคและพยาธิ
2.สารพิษตกค้างสารป้องกันและกำจัดศัตรูพืชตามการใช้สารเคมีเติมแต่ง/ฟอร์มาลีนบอแรกซ์/สารฟอกขาว การเลือกซื้อ
1.ไม่มีคราบดินหรือคราบขาวของสารพิษกำจัดศัตรูพืช 2.ซื้อผักสดที่มีรูพรุนเป็นรอยกัดแทะ 3.ซื้อผักสดอนามัยหรือผักกางมุ้ง
4.กินผักตามฤดูกาล
5.กินผักพื้นบ้าน 6.ไม่กินผักชนิดใดชนิดหนึ่งเป็นประจำ วิธีการล้าง 1.ล้างน้ำไหลแช่น้ำนาน 15 นาทีจากนั้นเปิดน้ำไหลแรงพอประมาณคลี่ใบผักผลไม้ถูไปมาประมาณ 2 นาทีจะช่วยลดสารตกค้างได้ 25-63 % 2.ใช้ผงฟูหรือเบกกิ้งโซดา 1/2ช้อนโต๊ะผสมน้ำอุ่นหรือน้ำธรรมดา 10 ลิตรแช่นาน 15 นาทีจากนั้นล้างออกด้วยน้ำสะอาดลดสารตกค้างได้ 90 ถึง 95% 3.ใช้น้ำส้มสายชูน้ำส้มสายชู 5% 1 ช้อนโต๊ะผสมน้ำ 4 ลิตรแช่น้ำนาน 15 นาทีแล้วล้างออกด้วยน้ำสะอาดลดสารตกค้างได้ 60 ถึง 84% กิจกรรมเสริม
1.สาธิตการล้างมือที่ถูกต้องโดยขอตัวแทนจากผู้เข้าร่วมประชุมออกมาเต้นตามจังหวะเพลงและมีท่าถูกมือที่ถูกต้องประกอบ และมอบของที่ระลึกเป็นผ้ากันเปื้อน 2.สาธิตการใส่ผ้ากันเปื้อน,หมวกที่ถูกวิธี โดยผู้เข้าร่วมออกมาสาธิต และรับชุดผ้ากันเปื้อนเป็นของที่ระลึก ข้อแนะนำจากวิทยากร อาจมีการใส่ชุดผ้ากันเปื้อนให้เป็นทีมเดียวกันทั้งตลาด หรือแต่งกายตามเทศกาลให้เป็นอัตลักษณ์ของตลาด จากใจคณะกรรมการตลาดสุขภาพ ป้าตุ๋ย สถานที่นี้อำนวยความสะดวกให้ทั้งพวกเราและลูกค้าที่มาเที่ยวชมตลาดนัด ซึ่งตลาดของเราถือว่าสุดยอดมาก ต้องขอบคุณผู้ประกอบการทุกท่านที่ให้ความร่วมมือ สิ่งสำคัญที่เห็นได้ชัดคือ เมื่อเราขนของลงเสร็จแล้วก็นำรถไปจอดที่ลานด้านนอก เพื่ออำนวยความสะดวกให้ลูกค้า พอลูกค้ามาเยอะ เราก็ขายดี  คณะกรรมการจะทำหน้าที่แบบนี้ต่อไปเพื่อให้ตลาดของเราอยู่ได้อย่างยั่งยืน พี่ขวัญ ทำหน้าที่เกี่ยวกับการคัดเลือกผู้ค้าและผู้ประกอบการรายใหม่ที่จะเข้ามาขายในตลาด ซึ่งพวกเราช่วยกันดูแลทุกคนให้ได้รับความสะดวกในการขายของ พี่ใหม่ รู้สึกภูมิใจมากที่ได้ดูแลตลาดของเรา หลายคนคงรู้สึกว่าตลาดของเราพัฒนาขึ้นตามลำดับ ต้องขอขอบคุณทุกท่านที่ให้ความร่วมมือกับคณะกรรมการและเทศบาลเป็นอย่างดี นโยบายต่างๆ ที่รับมาจากเทศบาล เราก็สามารถปฏิบัติตามได้เกือบทุกข้อ ทำให้เทศบาลมองตลาดของเราในแง่ดีมาก จึงอยากให้ทุกคนช่วยกันรักษาความดีนี้ไว้ เพื่อพัฒนาตลาดให้ดียิ่งขึ้น อยากให้ทุกคนลองตั้งคำถามกับตัวเองว่า จากวันแรกที่มาขายจนถึงวันนี้ สิ่งที่เปลี่ยนแปลงและพัฒนาขึ้น มันส่งผลให้ลูกค้าเดินเข้ามาหาเราเพราะอะไร กิจกรรมทุกอย่างที่กรรมการคิดขึ้นมา ล้วนแฝงด้วยจิตวิทยาในการดึงดูดลูกค้า ไม่ว่าจะเป็นการเต้นแอโรบิกตอนเช้า การแสดงบนเวที คาราโอเกะ ตลอดจนงานเทศกาลต่างๆ ซึ่งเทศบาลก็ช่วยประชาสัมพันธ์ตลาดให้อีกทางหนึ่ง ขอขอบคุณเทศบาลและทีมงานทุกส่วนที่ช่วยดูแล ทำให้ตลาดของเรามีชื่อเสียง หลายคนพูดเป็นเสียงเดียวกันว่าตลาดของเรามียอดขายเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ซึ่งเกิดจากการที่เราช่วยกันพัฒนา ดูแลกันเอง โดยมีเทศบาลเป็นพี่เลี้ยง ความสำเร็จนี้เป็นความร่วมมือและความภาคภูมิใจของทุกคน เพราะกรรมการคิดอย่างเดียวไม่ได้ หากสมาชิกไม่ร่วมมือกัน ข้อตกลงจากผู้เข้าร่วม การประชุมจัดระเบียบและการบิ๊กคลีนนิ่ง 1.จากการประชุมเสนอให้จัดประชุมปีละ 4 ครั้ง (ไตรมาสละ 1 ครั้ง) หลังเวลาขายวันอาทิตย์ ช่วงประมาณเที่ยง ขอความร่วมมือทุกคนให้เข้าร่วมประชุม เพื่อการพัฒนาร่วมกัน 2.กิจกรรม Big Cleaningสรุปจัดเดือนละ 1 ครั้ง เนื่องจากก่อนหน้านี้พบนัดหมายแล้วคนมาร่วมงานน้อย 3.ที่จอดรถ การจัดระเบียบที่จอดรถบริเวณข้างไอซ์โดมและบริเวณตลาดได้รับความร่วมมือดีขึ้น 4.การนำรถเข้า-ออก อนุญาตให้นำรถเข้ามาลงของได้ถึงเวลา 10:30 น. หลังจากนั้นต้องนำรถออกไป เพื่อไม่ให้บดบังและรบกวนลูกค้าที่มาเดินตลาด 5.ระเบียบตลาด กำลังร่างระเบียบให้เป็นทางการและชัดเจนขึ้น เพื่อส่งให้ทางเทศบาลต่อไป 6.การสื่อสารภาพลักษณ์มกำลังเน้นย้ำเรื่องการทะเลาะวิวาท หากมีภาพลักษณ์เชิงลบบนสื่อ ร้านค้าต้นเหตุต้องรับผิดชอบ หากจำเป็นกรรมการสามารถเสนอเทศบาลให้สั่งหยุดขายได้ 7.ข้อแนะนำจากผู้เข้าร่วมประชุมแนะนำว่าควรมีการปริ้นข้อความที่เป็นภาษาต่างประเทศติดที่ร้านเพื่อให้ลูกค้าชาวต่างชาติที่เข้ามาซื้อของมีความเข้าใจมากยิ่งขึ้นเช่นขายอาหารชนิดอะไรราคาเท่าไหร่