สถาบันนโยบายสาธารณะ (สนส. ม.อ.)

directions_run

โครงการยกระดับและขับเคลื่อนนโยบายสาธารณะเพื่อส่งเสริมการมีกิจกรรมทางกายที่เพียงพอและลดภาวะเนือยนิ่ง

ประชุมแผนงาน PA ภูเก็ต9 ธันวาคม 2568
9
ธันวาคม 2568รายงานจากพื้นที่ โดย Yuttipong.k
  • LINE_ALBUM_9 ธค 68 pa ภูเก็ต_260307_41.jpg
  • LINE_ALBUM_9 ธค 68 pa ภูเก็ต_260307_32.jpg
  • LINE_ALBUM_9 ธค 68 pa ภูเก็ต_260307_25.jpg
  • LINE_ALBUM_9 ธค 68 pa ภูเก็ต_260307_23.jpg
  • LINE_ALBUM_9 ธค 68 pa ภูเก็ต_260307_19.jpg
  • LINE_ALBUM_9 ธค 68 pa ภูเก็ต_260307_16.jpg
  • LINE_ALBUM_9 ธค 68 pa ภูเก็ต_260307_13.jpg
  • LINE_ALBUM_9 ธค 68 pa ภูเก็ต_260307_10.jpg
  • LINE_ALBUM_9 ธค 68 pa ภูเก็ต_260307_9.jpg
circle
กิจกรรมที่ปฎิบัติรายละเอียดของการทำกิจกรรมที่ได้ปฎิบัติจริง

แผนการดำเนินงานกิจกรรมการปรับสภาพแวดล้อมให้เอื้อต่อกิจกรรมทางกายในชีวิตประจำวัน
ผลักดันนโยบายสาธารณะ โดยใช้ชุมชนท้องถิ่นเป็นฐานภายใต้โครงการ  “ยกระดับและขับเคลื่อนนโยบายสาธารณะเพื่อส่งเสริมการมีกิจกรรมทางกายที่เพียงพอและลดภาวะเนือยนิ่ง” เพื่อการสร้างความร่วมมือลดโรค NCDs และส่งเสริมสุขภาพ ร่วมกับเครือข่ายภาคเอกชน จังหวัดภูเก็ต วันอังคารที่ 9 ธันวาคม 2568 เวลา 08.30 น. – 13.00 น. ณ Sound Gallery House

circle
ผลที่เกิดขึ้นจริงผลผลิต (Output) / ผลลัพธ์ (Outcome) / ผลสรุปที่สำคัญของกิจกรรม

วาระที่ 1 แจ้งเพื่อทราบ 1.1 ชี้แจงวัตถุประสงค์การประชุมและนำเสนอรายละเอียดโครงการยกระดับและขับเคลื่อนนโยบายสาธารณะเพื่อส่งเสริมการมีกิจกรรมทางกายที่เพียงพอ และลดภาวะเนือยนิ่ง ดร.เพ็ญ สุขมาก ได้นำเรียนแก่ที่ประชุมถึงวัตถุประสงค์การดำเนินโครงการดังนี้ 1) เพื่อผลักดันข้อเสนอเชิงนโยบายระดับชาติว่าด้วยการปรับสภาพแวดล้อมให้เอื้อต่อกิจกรรมทางกายในชีวิตประจำวัน
2) การผลักดันนโยบายการส่งเสริมกิจกรรมทางกายและลดภาวะเนือยนิ่ง ผ่านการมีส่วนร่วมของภาคเอกชนจังหวัดภูเก็ต 1.2 ข้อมูลเกี่ยวกับความหมายกิจกรรมทางกาย ความสำคัญกิจกรรมทางกาย สถานการณ์ภาวะโรค NCDs และโรคอื่นๆ 5 อันดับแรกอันเป็นสาเหตุการตายและปัญหาสุขภาพประชาชนในเขตสุขภาพที่ 11    แนวทางและกระบวนการดำเนินโครงการ ผลลัพธ์เชิงเศรษฐกิจ และตัวอย่างโครงการที่ดำเนินการแล้ว 1.2.1 ความหมายกิจกรรมทางกาย (Physical Activities) และความสำคัญของกิจกรรมทางกายต่อการเสริมสร้างสุขภาวะที่ดี (ระบุตามภาพด้านล่าง) 1.2.2 สถานการณ์ภาวะอัตราการเกิด และผู้ป่วยโรค NCDs และโรคอื่นๆ 5 อันดับต้น ที่เป็นสาเหตุการตายและปัญหาสุขภาพและคร่าชีวิตประชาชนในเขตสุขภาพที่ 11 (ประกอบด้วย 7 จังหวัดในภาคใต้ตอนบน ได้แก่ ชุมพร, นครศรีธรรมราช, สุราษฎร์ธานี, กระบี่, พังงา, ภูเก็ต, และระนอง 1.2.3 สถานการณ์การมีกิจกรรมทางกาย PA โดยเปรียบเทียบระหว่างกลุ่มอายุโดยภาพรวม 1.2.4 ผลกระทบเชิงบวกต่อสภาพเศรษฐกิจอันเนื่องมาจากกิจกรรมทางกาย 1.2.5 แนวทางการพัฒนาโครงการส่งเสริมกิจกรรมทางกายและสร้างสุขภาวะที่ดีแก่ประชาชน
1.2.6 ตัวอย่าง รูปแบบ องค์ความรู้ ต้นทุน การดำเนินโครงการที่ได้ดำเนินงานที่ผ่านมา อาทิ พัฒนารูปแบบการส่งเสริมกิจกรรมทางกาย (PA) ลดภาวะเนือยนิ่งที่สที่อดคล้องกับบริบทพหุวัฒนธรรมในพื้นที่นําร่องจังหวัดชายแดนภาคใต้ และแบบสถาปัตยกรรมใน 13 องค์การปกครองส่วนท้องถิ่นในพื้นที่นำร่อง 13 จังหวัด เป็นต้น
1.2.7 ข้อมูลรายละเอียดฉบับเต็ม ระบุตามไฟล์เอกสารแนบด้านล่าง https://drive.google.com/file/d/1y3x8mPyTuqhMRW5A8W40nXS_cOI2SW0W/view?usp=sharing 1.3 ข้อมูลเกี่ยวกับการสร้างความร่วมมือเพื่อลดโรค NCDs และส่งเสริมสุขภาพในเครือข่ายภาคเอกชน โดยสำนักงานคณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติ คุณนันทิยา  ลิ่วลักษณ์ ได้ให้ข้อมูลแก่ที่ประชุมถึงสถานการณ์ความรุนแรงของโรคไม่ติดต่อในประเทศไทย ผลกระทบ ต่อภาวะเศรษฐกิจของประเทศไทย อีกทั้งมีการเสนอแนวทางการแก้ไขปัญหาเชิงนโยบายในการแกไขปัญหาโดยใช้หลักเศรษฐศาสตร์พฤติกรรม โดยกำหนดแนวทางการดำเนินงานโดยการสร้างความร่วมมือระหว่างภาคส่วน Health & Non-Health Sector ในการส่วนสร้างนิเวศน์แวดล้อมเพื่อให้คนไทยทุกช่วงวัยสามารถลดความเสี่ยง NCDs โดยมุ่งเป้าการปรับเปลี่ยนพฤติกรรม และการสร้างสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการออกกำลังกายเพิ่มมากยิ่งขึ้น (NCDs Ecosystem) ประกอบด้วยรายละเอียด ดังนี้ 1.3.1 ข้อมูลสถานการณ์ปัจจุบันโรคไม่ติดต่อของคนไทย คนไทยเสียชีวิตจากกลุ่มโรคไม่ติดต่อ (NCDs) ได้แก่ โรคหัวใจและหลอดเลือด โรคมะเร็ง โรคเบาวาน และโรคทางเดินหายใจ สูงถึง ร้อยละ 81 หรือเป็นจำนวนประมาณ 400,000 คนต่อปี ซึ่งสร้างผลกระทบทางเศรษฐกิจสูงถึงประมาณ 1.66 ล้านบาท ในส่วนของค่ารักษาพยาบาลและไม่สามารถปฏิบัติหน้าที่งานได้เต็มศักยภาพ รายละเอียด ตามภาพด้านล่าง
1.3.2 ในปี พ.ศ. 2568 สถิติพบว่ามีคนไทยจำนวน 25 ล้านคน มีปัจจัยเสี่ยงสุขภาพ จากกิจกรรมทางกายไม่เพียงพอ ระบุตามภาพด้านล่างนี้ 1.3.3 ผลกระทบจากโรค NCDs ต่อภาวะเศรษฐกิจของประเทศไทยสร้างความสูญเสียสูงถึง 1.6 ล้าล้านบาท หรือคิดเป็นประมาณ 9.7% ของ GDP ประเทศไทย ทั้งนี้เกิดจากการสูญเสียในส่วนค่ารักษาพยาบาลและการสูญเสียจากการขาดงานและการทำงานไม่เต็มประสิทธิภาพ ดังแสดงแผนภาพด้านล่างนี้ 1.3.4 อ้างอิงจากสถานการณ์โรคไม่ติดต่อในประเทศไทย และผลกระทบทางเศรษฐกิจของประเทศ จึงมีการกำหนดแนวทางการแก้ไขปัญหา โดยนำเสนอการออกนโยบายทางการคลังโดยใช้เศรษฐศาสตร์พฤติกรรม สู้ NCDs ดังระบุในภาพด้านล่าง • โดยมุ่งเน้นการสร้างความร่วมมือระหว่างภาคส่วน Health & Non-Health Sector ในการส่วนสร้างนิเวศน์แวดล้อมเพื่อให้คนไทยทุกช่วงวัยสามารถลดความเสี่ยง NCDs โดยมุ่งเป้าการปรับเปลี่ยนพฤติกรรม และการสร้างสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการออกกำลังกายเพิ่มมากยิ่งขึ้น (NCDs Ecosystem) • มุ่งเน้นการทำงานร่วมกับภาคีเครือข่ายที่เกี่ยวข้อง (Smart NCDs Network) โดยส่งเสริมสนับสนุนระบบและกลไกหนุนเสริมการให้ความรู้ด้านการดูแลสุขภาพแก่ประชาชนเพิ่มมากขึ้น (NCDs Health Literacy)
• สนับสนุนกลไกขับเคลื่อนระดับพื้นที่โดยเครือข่ายสมัชชาสุขภาพระดับจังหวัดร่วมมือกับภาคีเครือข่ายรัฐและเอกชน ตลอดจนมีกระบวนการติดตามและประเมินผลภายหลังดำเนินโครงการ 1.3.5 กรอบการพัฒนาระบบนิเวศ (Ecosystem) เพื่อสานพลังสร้างสภาวะแวดล้อมสุขภาวะและสังคมเพื่อลดโรคไม่ติดต่อ โดยใช้ 3 ยุทธศาสตร์สำคัญ 5 มาตรการหลัก และ 5 ระบบและกลไก ดังระบุตามแผนภาพด้านล่างนี้ 1.3.6 3 กลไกสร้างแรงจูงใจ โดยใช้กลไกเศรษฐศาสตร์พฤติกรรม เพื่อโน้มนาวจูงใจ กระตุ้น ชี้นำ และให้ตัดสินใจทำพฤติกรรมที่ดีกว่า และสร้างกลไกการสร้างแรงจูงใจจากการได้รับประโยชน์ทางภาษี ตลอดถึงการให้เครดิตทางสังคม ให้รางวัลยกย่อง และการสะสมคะแนนกรณีมีพฤติกรรมบริโภคเครื่องดื่มอ่อนหวาน ไปใช้กับชุมชน แผนภาพโดยละเอียดตามข้อมูลด้านล่าง 1.3.7 ตัวอย่างบริษัทเอกชน J.H.Industry ที่ได้มีการจัดทำโครงการสร้างสภาวะแวดล้อม Well-Being Workplace เพื่อส่งเสริมต่อสุขภาวะที่ดีแก่บุคลากร โดยเริ่มต้นจากการตรวจสุขภาพพบภาวะเสี่ยงการเกิดโรค NCDs จึงนำมาสู่การสร้างกิจกรรม ให้ความรู้ในการดูแลสุขภาพลด NCDs กระตุ้นการปรับเปลี่ยนพฤติกรรม ประกอบด้วยกระบวนการดังนี้ 1) สำรวจสุขภาพพนักงานช่วงเริ่มต้นโครงการและช่วงท้ายภายหลังปรับเปลี่ยนพฤติกรรม 2) การสร้างแรงบันดาลใจแก่พนักงานในการใส่ใจรักสุขภาพ 3) การวัดระดับการพัฒนาเปลี่ยนแปลงด้านร่างกาย 4) การกำหนดวิถีแผนการบริหารองค์กรเพื่อสุขภาพวะที่ดีอย่างเป็นระบบ 5) จัดทำกลยุทธแผนงานอย่างเป็นรูปธรรมเพื่อการปรับใช้ โดยการจัดทำกิจกรรมภายในองค์กรโดยใช้หลักการเศรษฐศาสตร์ พฤติกรรม อาทิ คูปองแต้มความดี / Moral Credit แข่งขันลดน้ำหนัก / Inactivity and Environment - Doing no exercise
/ Creating a Healthier Community / กิจกรรม Carb Counting ในระยะเวลา 7 เดือน พบว่าภายหลังเข้าร่วมโครงการ พนักงานกว่า 77% สามารถปรับเปลี่ยนพฤติกรรมและวัดผลการเปลี่ยนแปลงทางสุขภาพได้อย่างเป็นรูปธรรม ช่วยให้เกิดประโยชน์เชิงบวกทั้งทางด้านการลดค้าใช้จ่ายในการรักษาพยาบาล ลดอัตราการลาป่วยของพนักงาน ลดการสูบบุหรี่ และการดื่มสุราในพนักงานด้วย
1.3.8 ตัวอย่างโครงการสร้าง Healthier Community โดยการจัดให้มีการตรวจสอบปัจจัยที่ส่งผลให้เกิดความเสี่ยงต่อสุขภาพในสิ่งแวดล้อมที่อยู่อาศัย อาทิ ร้านค้าทั่วไปมักขายสินค้าที่กระตุ้นการบริโภคน้ำตาลสูง และประชากรโดยส่วนใหญ่มีพฤติกรรมไม่ขยับเคลื่อนไหวร่างกาย ดังนั้นการแก้ไขปัญหาคือการออกแบบนโยบายเชิงสนับสนุนกระตุ้นให้เกิดการตระหนักรู้และปรับเปลี่ยนพฤติกรรม เช่นการจัดพื้นที่ออกกำลังกายที่เข้าถึงง่ายใกล้แหล่งที่อยู่อาศัย การกำหนดพื้นที่ส่งเสริมการขายสินค้าเครื่องดื่มที่มีระดับน้ำตาลน้อยกว่าปกติ เป็นต้นห ระบุรายละเอียดตามภาพด้านล่าง ดังนี้ 1.3.9 ข้อมูลรายละเอียดฉบับเต็ม ระบุตามไฟล์เอกสารแนบด้านล่าง https://drive.google.com/file/d/1W8beUw07aWHfpm6TH5IVmXgiq9VU1hDQ/view?usp=sharing

วาระที่ 2 เรื่องพิจารณา 2.1 ระดมความเห็นในแผนการบูรณาการความร่วมมือเพื่อลดโรค NCDs และส่งเสริมสุขภาพ เสนอแนะโดยตัวแทนผู้นำภาคเอกชน จังหวัดภูเก็ต และแผนการบูรณาการประเด็นสุขภาพอื่นๆ
อ้างอิงจากข้อมูลสถานการณ์โรค NCDs ในประเทศไทยและจังหวัดภูเก็ต ที่มีความรุนแรงเพิ่มจำนวนผู้ป่วยมากยิ่งขึ้น อันส่งผลกระทบทางเศรษฐกิจที่เกิดจากการมีสุขภาวะที่ไม่ดีของประชาชนจากพฤติกรรมเนือยนิ่ง แต่อย่างไรก็ดี ด้วยการตระหนักถึงปัญหาที่เกิดขึ้น หน่วยงานสำนักงานนโยบายสาธารณะมหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตหาดใหญ่ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตภูเก็ต และสำนักงานคณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติ  จึงมีการจัดทำการประชุมระดมสมองเพื่อสร้างความร่วมมือรัฐและเอกชนที่จะแก้ไขปัญหาดังกล่าวอย่างจริงจัง โดยมีการเสนอแนะแนวทางกระบวนการแก้ไขปัญหา และการขับเคลื่อนงานกลไก โดยผู้เข้าร่วมประชุมดังตัวอย่างโครงการในพื้นที่อื่นๆ ทั่วประเทศ อ้างอิงจากข้อที่ 1
ทั้งนี้ ในการประชุมครั้งนี้เพื่อมุ่งเป้าการการบูรณาการความร่วมมือในประเด็นสำคัญๆ ที่จะช่วยส่งเสริมการสร้างสุขภาวะที่ดีแก่ประชาชน เพื่อลดอัตราการเกิดโรค NCDs เชิงป้องกันแก่ประชาชนโดยรวมในจังหวัดภูเก็ต ดร.เพ็ญ สุขมาก จึงเชิญชวนภาคธุรกิจเอกชนเสนอแนะแนวทางการพัฒนาที่สอดรับกับบริบทภูมิสังคม และกิจกรรมเมืองที่ตรงต่อความต้องการของคนในพื้นที่จังหวัดภูเก็ต การดำเนินการควรให้ความสำคัญมุ่งประเด็นไปในส่วนใดบ้าง ในที่ประชุมแต่ละภาคส่วนได้ให้ความเห็นเสนอแนะดังนี้
2.1.1 การให้ความรู้เรื่องการดูแลรักษาสุขภาพแก่ประชาชน (Health Literacy): • การพัฒนา Health Literacy ตั้งแต่ในระดับโรงเรียนไปและประชาชนทุกช่วงวัยทำความเข้าใจเกี่ยวกับ Longevity ว่าไม่ใช่สิ่งหรูหรา แต่เป็นสิ่งที่ทุกคนสามารถเข้าถึงได้ • การสร้างความตระหนักรู้ เรื่องความรุนแรงของโรคที่อาจจะเกิดขึ้นในอนาคตอันใกล้
• การพัฒนาโปรแกรมสุขภาพในโรงเรียน เช่น การให้ความรู้เรื่องสุขภาพและการออกกำลังกายในโรงเรียน • การส่งเสริมความรู้ความเข้าใจ ตระหนักรู้ในการดูแลรักษาสุขภาพป้องกันความเสี่ยงเกิดโรค (Health Literacy: NCDs Risk Management) และการปรับพฤติกรรมการกิน การออกกำลังกาย การคลายความเครียดผ่อนคลาย และการนอนอย่างมีคุณภาพ ผ่านการอบรม เวิร์คช็อป เริ่มจากสิ่งง่ายๆ รอบตัวแก่ประชาชน • การจัดกิจกรรมเวิร์คช็อปฝึกอบรม การปรุงอาหารเมนูดั้งเดิมภูเก็ตและมีสุขภาพดีได้ด้วยเค็มน้อยอร่อยได้ การส่งเสริมน้ำอ่อนหวาน นำสู่การปรับใช้ในชีวิตประจำวันจะช่วยให้เกิดการลดภาวะการก่อโรค NCDs ในเด็กนักเรียน ผู้ปกครองวัยคนทำงาน และผู้สูงอายุ • สถาบันการศึกษาในพื้นที่ ได้แก่ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ ควรเป็นต้นแบบในการตระหนักรู้การดูแลสุขภาพและลงมือปฏิบัติให้เห็นทั้งเชิงนโยบายและการนำสู่การปฏิบัติอันส่งผลกระทบเชิงบวก ที่สร้างให้เกิดการเปลี่ยนแปลงต่อสุขภาวะที่ดีของบุคลากรมหาวิทยาลัยทั้งในเชิงปริมาณและคุณภาพ
• การสอนหลักสูตรการทำอาหารเป็นยา โดยอ้างอิงเมนูที่เป็น Phuket Signature Gastronomy Menu เช่น โอวเอ๊ว โอวต้าว หมูฮ้อง แต่ปรับสูตรให้เป็นอาหารเป็นยา 2.1.2  การบูรณาการข้อมูด้านสุขภาพแบบองค์รวมของจังหวัดภูเก็ต: • การบูรณาการข้อมูลสุขภาพของประชาชนในพื้นที่จังหวัดภูเก็ต การส่งเสริมการใช้ Digital Tools ในการรวบรวมข้อมูลสุขภาพและมีการบูรณาการร่วมมือประสานข้อมูลภาครัฐและเอกชน การใช้ข้อมูลสุขภาพจริง (Anonymous Data) เพื่อทำการ Forecast Trend และการใช้ Key Indicator ในการคาดการณ์แนวโน้มสุขภาพในอนาคต • การใช้ข้อมูลสุขภาพเพื่อคาดการณ์แนวโน้ม โดยจัดทำเป็น Dashboard กลางในการขับเคลื่อนการพัฒนาสุขภาวะของประชากรในเมืองภูเก็ต เพื่อกำหนดนโยบายสุขภาพของประชากรในจังหวัดภูเก็ต โดยอยู่บนพื้นฐานของข้อมูลด้วยความรวดเร็วและแม่นยำยิ่งขึ้น 2.1.3 การพัฒนาเมือง Phuket Longevity Model และหรือ Wellness Sandbox: • การสอนหลักสูตรการทำอาหารเป็นยา โดยอ้างอิงเมนูที่เป็น Phuket Signature Gastronomy Menu เช่น โอวเอ๊ว โอวต้าว หมูฮ้อง แต่ปรับสูตรให้เป็นอาหารเป็นยา • การพัฒนาภูเก็ตเป็นต้นแบบแนวทางการพัฒนาสุขภาวะที่ดีส่งเสริมประชากรมีอายุยืนยาว • การสร้าง Wellness Sandbox Well-Being สำหรับการทดสอบนวัตกรรมและการพัฒนากิจกรรมที่ส่งเสริมสุขภาพในเมือง • การกำหนดเมนูสุขภาพเป็นทางเลือกในร้านอาหารในแหล่งชุมชน ให้อาหารสุขภาพสามารถเข้าถึงได้ง่ายและมีราคาสมเหตุสมผล • การเน้นการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน เพื่อส่งเสริมการออกกำลังกายโดยมีการพัฒนาพื้นที่ส่วนกลางเพิ่มเส้นทางเดินเท้าที่เหมาะสม Walkable City และขยายเส้นทางระบบขนส่งสาธารณะร่วมด้วย เพื่อให้คนสามารถเดินทางโดยการเดินและต่อจุดเดินทางได้โดยสะดวกลดการใช้รถยนต์ส่วนตัว • จังหวัดภูเก็ตได้รับโอกาสเป็นเจ้าภาพในการจัดงานประชุมสัมนา (Phuket Wellness Global Summit 2026) ซึ่งเป็นโอกาสในการนำเสนอโมเดลการพัฒนาเมืองและส่งเสริมสุขภาวะที่ดีของประชาชนสู่ข้อเสนอระดับโลก • การเชิญชวนตัวแทน สถาบันนโยบายสาธารณะ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ และสำนักงานคณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติ เข้าร่วมการประชุมระดมสมอง Phuket Foresight รอบที่ 2 ในวันที่ 15-16 ธันวาคม 2568 เพื่อร่วมกันออกแบบกำหนดยุทธศาสตร์ การขับเคลื่อนเสาหลักในหัวข้อ Longevity โดยการร่วมให้ข้อเสนอแนะเกี่ยวกับนโยบายสุขภาพ กลยุทธกระบวนการพัฒนา กิจกรรม
            และการสื่อสารประสานความร่วมมือกับหน่วยงานองค์การปกครองส่วนท้องถิ่น และภาคีเครือข่าย อื่นๆ ที่เกี่ยวข้องทั้งระดับประเทศและระดับภูมิภาค • สำนักงานคณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติจะยกภูเก็ตเป็น Model เรื่องการสร้างเสริมสุขภาวะที่ดีแก่ประชาชนอย่างจริงจัง และหน่วยงานจะรับหน้าที่ประสานส่วนกลาง ให้ทุกหน่วยงานมาหนุนเสริมด้าน Health Policy Function ในพื้นที่ภูเก็ต 2.1.4 การปรับเปลี่ยนสิ่งแวดล้อมหรือจัดกิจกรรมส่งเสริมสุขภาพในชุมชน บริษัท หน่วยงาน: • การส่งเสริมกิจกรรม Running Club, Active Route, และกิจกรรมการออกกำลังกาย ในชุมชนเพื่อสร้างความตระหนักและกระตุ้นให้ประชาชนมีการเคลื่อนไหวมากขึ้น • การใช้กิจกรรมร่วมกับ ดนตรี และการพัฒนาการสร้างปัจจัยสภาพแวดล้อมที่เอื้ออำนวยต่อการผ่อนคลายความเครียดและออกกำลังกาย • การให้รางวัลโดยพิจารณาจากผลการประเมินผลด้านสุขภาพ อาทิ การใช้โปรแกรม Biggest Loser และ โบนัสตาม BMI เพื่อสร้างแรงจูงใจในการดูแลสุขภาพ และโครงการที่สนับสนุนการ ลดน้ำหนัก และ สุขภาพดี เช่น การจัดกิจกรรมในโรงแรมและร้านค้าต่างๆ • การร่วมมือกับหน่วยงานองค์กรขนาดใหญ่ซึ่งอยู่ในพื้นที่จังหวัดภูเก็ต ที่มีความพร้อมด้านงบประมาณและบุคลากร และให้ความสำคัญต่อการพัฒนาคุณภาพชีวิตบุคลากร และสามารถร่วมสร้างกิจกรรมในพื้นที่ที่สามารถกระตุ้นให้เกิดการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมได้
2.1.5 การส่งเสริมการมีส่วนร่วมจากภาคธุรกิจเอกชน โดยให้ Incentive หรือผลประโยชน์ทางภาษี: • การสร้างแรงจูงใจให้กับเจ้าของธุรกิจและประชาชนผ่าน Reward/Intensive แทนการบังคับใช้กฎหมายเพื่อให้เกิดการมีส่วนร่วมในโครงการ • การให้ผลประโยชน์ทางภาษีแก้บริษัทหรือหน่วยงาน (Tax Incentive) ที่มีแผนการพัฒนาสุขภาวะแก่บุคลากร หรือกรณี Unhealthy Food Ingredients กรณีจะให้ภูเก็ตเป็น Role Model
• เสนอเงินรางวัลเพื่อการเข้ารับบริการตรวจสุขภาพ กรณีเป็นบุคคลสุขภาพดี จำนวน 10,000 บาทต่อปี 2.1.6 การสนับสนุนกระบวนการ กลไกหนุนเสริม งบสนับสนุน จากภาครัฐและองค์กรต่างๆ : • สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) และสำนักงานคณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติ (สช.) สนับสนุนแนวทางการขับเคลื่อนเชิงนโยบาย กระบวนการกลไกการดำเนินกิจกรรมการส่งเสริมสุขภาพช่วยลดความเสี่ยงการเกิดโรค NCDs และภาวะเนือยนิ่งแก่คนทุกช่วงวัยภายในจังหวัดภูเก็ต • สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) และองค์การบริหารปกครองส่วนท้องถิ่น สนับสนุนงบประมาณในการออกแบบปรับปรุงภูมิทัศน์เพื่อสร้างปัจจัยกระตุ้นการออกกำลังกาย และการสนับสนุนส่งเสริมกระบวนการดำเนินโครงการการให้ความรู้ กระบวนการติดอาวุธทางปัญญาด้านสุขภาพในมิติต่างๆ ทั้งการเลือกรับประทานอาหาร การปรุงอาหาร การออกกำลังกาย การดูแลรักสุขภาพแก่ภาคประชาสังคม อาทิ โครงการ Longevity 1 ใน 7 เสาหลักการพัฒนาเมือง Phuket Foresight 2030
• การส่งเสริมการกำหนดนโยบายสาธารณะเพื่อสุขภาพ (Healthy Public Policy) นโยบายในภาคส่วน เศรษฐกิจ สังคม สิ่งแวดล้อม การศึกษา ที่กำหนดขึ้นโดยคำนึงถึงผลกระทบต่อสุขภาพของประชาชนเป็นสำคัญ และนำร่องพื้นที่ภูเก็ตเป็นโมเดลการพัฒนานโยบายสุขภาพเชิงพื้นที่ โดยร่วมมือกับหน่วยงานรัฐและท้องถิ่นเพื่อให้โครงการประสบความสำเร็จเพื่อให้เกิดความยั่งยืน

อ้างอิงข้อเสนอแนะจากภาคเอกชนข้างต้น ดร.เพ็ญ สุขมาก จึงได้กล่าวสรุปแก่ที่ประชุม ถึงแนวทางการพัฒนาขับเคลื่อนนโยบายสาธารณะเพื่อส่งเสริมการมีกิจกรรมทางกายที่เพียงพอและลดภาวะเนือยนิ่ง” เพื่อการสร้างความร่วมมือลดโรค NCDs และส่งเสริมสุขภาพ ร่วมกับเครือข่ายภาคเอกชน จังหวัดภูเก็ต โดยสถาบันนโยบายสาธารณะ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ มีความสอดคล้องกับเป้าหมายของผู้ประกอบการภาคเอกชนจังหวัดภูเก็ต ที่มีความประสงค์ต้องการพัฒนาจังหวัดภูเก็ต หนึ่งในมิติสำคัญจากทั้งหมด 7 มิติ กล่าวคือ ด้านการส่งเสริมสุขภาพตามแนวคิดการมี "อายุยืนยาวอย่างมีคุณภาพ" (Longevity) ที่จะมีการประชุมระดมความคิดความเห็นใน Phuket Foresight 2030 รอบที่ 2 ซึ่ง สถาบันนโยบายสาธารณะ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ และ สำนักงานคณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติ แสดงถึงความพร้อมในการสนับสนุนงบประมาณโดยหน่วยงาน สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) สำหรับ Non-Health Sector ตลอดถึงการสนับนุนการดำเนินกิจกรรมนโยบายสาธารณะเพื่อสุขภาพ (Healthy Public Policy: HPP) ได้แก่ กระบวนดำเนินการสมัชชาสุขภาพ กระบวนการพัฒนานโยบายสาธารณะเพื่อสุขภาพแบบมีส่วนร่วม ที่ให้ประชาชนและหน่วยงานรัฐได้ร่วมแลกเปลี่ยนความรู้และหาทางออกร่วมกัน เพื่อนำไปสู่ข้อเสนอแนะเชิงนโยบายที่ปฏิบัติได้จริง และ เครื่องมือเชิงนโยบายกลไกกลางในการเชื่อมโยงทุกภาคส่วนของสังคม (รัฐ เอกชน ประชาชน) ให้มาร่วมกันกำหนดทิศทางและยุทธศาสตร์ด้านสุขภาพ เพื่อพัฒนานโยบายสาธารณะที่ครอบคลุมมิติสุขภาพรอบด้าน ทั้งร่างกาย จิตใจ สังคม และปัญญา ผ่านกระบวนการหลักคือ ธรรมนูญสุขภาพแห่งชาติ, สมัชชาสุขภาพ, การประเมินผลกระทบด้านสุขภาพ สิทธิหน้าที่ด้านสุขภาพ และคณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติ กระทั่งเป็นข้อเสนอเชิงนโยบายแก่รัฐบาลกลาง โดยมุ่งเป้าการสร้างความร่วมมือแก่กลุ่มเป้าหมายเพื่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในระยะสั้นและระยะยาว ดังนี้ 1) กลุ่มโรงเรียนรัฐและเอกชน การสร้างความรู้เข้าใจ Health Literacy และการจัดทำกระบวนการเรียนร่วมเล่น Active Learning สร้างความรอบรู้ผ่านการปฏิบัติการ  ปรับเมนูอาหารสู่โหมดสุขภาพเพิ่มมากขึ้น 2) กลุ่มผู้อาศัยในจังหวัดภูเก็ต ให้ประชากรภูเก็ตและผู้อยู่อาศัยในจังหวัดภูเก็ตปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการดูแลร่างกายเชิงป้องกัน ตลอดถึงการสื่อสารเชิงนโยบายกับหน่วยงานส่วนราชการที่เกี่ยวข้องในการพัฒนากลยุทธการพัฒนาเมืองภูเก็ตที่ช่วยส่งเสริมคุณภาพชีวิตที่ดีแก่ประชาชนจังหวัดภูเก็ตอย่างยั่งยืนห 3) กลุ่มผู้ประกอบการธุรกิจเอกชน และองค์กรหน่วยงานขนาดใหญ่ของรัฐ / รัฐวิสาหกิจ และกลุ่มนักส่งเสริมกิจกรรม การส่งเสริมการจัดทำ Wellness Sandbox Well-Being หรือการจัดกิจกรรมสุขภาพขับเคลื่อนเมืองสุขภาพ อาทิ การเดินเมือง การเดินวิ่งเทรล หรือกิจกรรมอื่นๆ ที่ส่งเสริมสุขภาวะที่ดี
นอกเหนือจากนี้ ในที่ประชุมได้สะท้อนถึงปัจจัยที่สำคัญที่ช่วยสร้างให้เกิดผลสำเร็จ (Key Success Factors) ในการดำเนินโครงการให้เกิดความยั่งยืนนั้น คือ 1) การมีฐานข้อมูลสุขภาพของประชากรจังหวัดภูเก็ต  2) การนำเทคโนโลยีดิจิทัลเข้ามาบูรณาการการทำงานทำให้การดูแลป้องกันรักษาสุขภาพเกิดความแม่นยำและรวดเร็ว 3) การกระจายอำนาจสู่ส่วนงานปกครองท้องถิ่น ทั้งอำนาจการบริหารและงบประมาณ เพื่อลดอุปสรรคปัญหาการบริหารจัดการเชิงพื้นที่โดยคนพื้นที่อย่างเหมาะสม