สถาบันนโยบายสาธารณะ (สนส. ม.อ.)

directions_run

โครงการยกระดับและขับเคลื่อนนโยบายสาธารณะเพื่อส่งเสริมการมีกิจกรรมทางกายที่เพียงพอและลดภาวะเนือยนิ่ง

แบบการติดตามประเมินผลการดำเนินกิจกรรมของโครงการ (Process Evaluation)

กิจกรรมระยะเวลาเป้าหมาย/วิธีการผลการดำเนินงานปัญหา/อุปสรรค/แนวทางแก้ไข
ตามแผนปฏิบัติจริงตามแผนปฏิบัติจริงตามแผนปฏิบัติจริง
1. ติดตาม ประเมินผลการขับเคลื่อนมติสมัชชาสุขภาพแห่งชาติ ว่าด้วยการส่งเสริมให้คนไทยทุกช่วงวัยมีกิจกรรมทางกายเพิ่มขึ้น และนำผลการประเมินมาใช้ในการยกระดับขยายผลเชิงระบบและนโยบาย 8 ส.ค. 2568

 

 

 

 

 

2. เพื่อบูรณาการความร่วมมือในการพัฒนานโยบายสาธารณะการส่งเสริมกิจกรรมทางกาย ลดภาวะเนือยนิ่งในระดับจังหวัด 8 ส.ค. 2568

 

 

 

 

 

3. ผลักดันข้อเสนอเชิงนโยบายระดับชาติว่าด้วยการปรับสภาพแวดล้อมให้เอื้อต่อกิจกรรมทางกายในชีวิตประจำวัน และการผลักดันนโยบายการส่งเสริมกิจกรรมทางกายและลดภาวะเนือยนิ่งผ่านการมีส่วนร่วมของ สมาคมสันนิบาตเทศบาลจังหวัด และ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นโดยใช้ชุมชนท้องถิ 8 ส.ค. 2568

 

 

 

 

 

4. พัฒนารูปแบบการส่งเสริมกิจกรรมทางกาย (PA) ลดภาวะเนือยนิ่ง ที่สอดคล้องกับบริบทพหุวัฒนธรรมในพื้นที่นำร่องจังหวัดชายแดนภาคใต้ 8 ส.ค. 2568

 

 

 

 

 

5. ระบบและกลไกสนับสนุนการขับเคลื่อนเชิงนโยบาย ด้าน PA ระบบฐานข้อมูลติดตามข้อมูลสุขภาพตำบล (เช่นกลไกการสื่อสาร กลไกพี่เลี้ยง กลไกวิชาการ การพัฒนาศักยภาพ การพัฒนาข้อเสนอเชิงนโยบาย) 8 ส.ค. 2568

 

 

 

 

 

เวทีสมัชชาสุขภาพ จังหวัดยะลา 23 ก.ค. 2568 23 ก.ค. 2568

 

โครงการ PA เข้าร่วมเวทีสมัชชาสุขภาพ จังหวัดยะลา “สานพลังสร้างยะลาเมืองแห่งความสุข ลดโรค ลดภัย สู่ยั่งยืน”
“สานพลังลดโรค ลดภัย สู่ยะลาเมืองแห่งความสุขที่ยั่งยืน”
วันที่ 23 กรกฎาคม 2568 ณ มูลนิธิศูนย์กลางอิสลามเพื่อการพัฒนายะลา จ.ยะลา

 

  1. เกิดข้อเสนอการมีกิจกรรมทางกาย และลดภาวะเนือยนิ่งของจังหวัดยะลา ที่นำมาสื่อสารและร่วมประกาศเจตนารมณ์ ในการขับเคลื่อนกิจกรรมทางกาย ลดภาวะเนือยนิ่ง โดยกไกสมัชชาจังหวัดยะลา เมื่อคราวการจัดงานสมัชชาจังหวัดยะลา วันที่ 23 กรกฎาคม 2568 โดยมีการประกาศเจตนารมณ์สานพลัง รายละเอียดตามเอกสารแนบ และมีหน่วยงานมาร่วมจำนวน 17 องค์กร ประกอบด้วย 1) สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) 2) สำนักงานสุขภาพแห่งชาติ 3) องค์การบริหารส่วนจังหวัดยะลา 4) โรงพยาบาลยะลา 5) สำนักงานสาธารณสุขจังหวัดยะลา 6) ศูนย์อนามัยที่ 12 จังหวัดยะลา 7) เทศบาลนครยะลา 8) สำนักงานเกษตรและสกรณ์ จังหวัดยะลา 9) สำนักงานเกษตร จังหวัดยะลา 10) สมัชชาสุขภาพจังหวัดยะลา 11) สำนักงานสภาเกษตรกรจังหวัดยะลา 12) ขบวนองค์กรชุมชนจังหวัดยะลา (พอช) 13) Node Flage ship จังหวัดยะลา 14) สำนักงานพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์จังหวัดยะลา 15) กรมการพัฒนาชุมชน จังหวัดยะลา 16) กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย จังหวัดยะลา 17) สถาบันนโยบายสาธารณะ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์

ทางสถาบันนโยบายสาธารณะได้การประกาศเจตนารมณ์สานพลังขับเคลื่อนดังนี้
1) บูรณาการความร่วมมือกับภาคีเครือข่ายทุกภาคส่วนในจังหวัดยะลา ในการพัฒนาข้อเสนอนโยบายเพื่อการส่งเสริมกิจกรรมทางกาย ลดภาวะเนือยนิ่ง และส่งเสริมการบริโภคอาหารเพื่อสุขภาวะพื้นที่จังหวัดยะลา
2) พัฒนา Road map แนวทางการขับเคลื่อนข้อเสนอนโยบาย ด้านการส่งเสริมกิจกรมทางกาย ลดภาวะเนือยนิ่งและการบริโภคอาหารเพื่อสุขภาวะ ในบ้าน ชุมชน สถานศึกษา หน่วยงาน องค์กร และสถานประกอบการ ที่สอดคล้องกับบริบทพหุวัฒนธรรม เพื่อเพิ่มการมีกิจกรรมทางกาย ลดภาวะเนือยนิ่ง และส่งเสริมการบริโภคอาหารเพื่อสุขภาวะของประชาชนทุกช่วงวัย
3) ร่วมกันพัฒนาระบบและกลไกสนับสนุนการขับเคลื่อนเชิงนโยบาย ในการส่งเสริมกิจกรรมทางกาย ลดภาวะเนือยนิ่ง และส่งเสริมการบริโภคอาหารเพื่อสุขภาวะเช่น ระบบฐานข้อมูลสถานการณ์และผลลัพธ์ ข้อมูลสุขภาพตำบล ระบบการพัฒนาศักยภาพ ระบบการจัดการความรู้ และกลไกการสื่อสาร เพื่อการเปลี่ยนแปลงทั้งระดับนโยบายและการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรม 4) การพัฒนาทักษะและขีดความสามารถของหน่วยงาน ภาคีเครือข่าย และใช้กลไกการสื่อสารเพื่อสร้างความรอบรู้แก่ประชาชน สร้างความตระหนัก และเปลี่ยนแปลงพฤติกรรม ในการเพิ่มกิจกรรมทางกาย ลดภาวะเนือยนิ่ง และส่งเสริมการบริโภคอาหารเพื่อสุขภาวะ 5) สนับสนุนและบูรณาการความร่วมมือกลไกวิชาการ สถาบันการศึกษาในพื้นที่จังหวัดยะลา ในการหนุนเสริมการทำงานทั้งด้านการพัฒนาระบบข้อมูลพื้นฐาน การติดตามประเมินผลเพื่อการเรียนรู้และพัฒนา การจัดการความรู้ เพื่อสนับสนุนการส่งเสริมกิจกรรมทางกาย ลดภาวะเนือยนิ่งและการบริโภคอาหารเพื่อสุขภาวะ

  1. การดำเนินงานระยะต่อไป สถาบันนโยบายสาธารณะ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ โดยการสนับสนุนของสำนัก 5 สสส. จะจัดทำ Roadmap และแผนการขับเคลื่อนโดยบูรณาการกับประเด็นการส่งเสริมการบริโภคอาหารเพื่อสุขภาวะ และสร้างความร่วมมือระหว่างภาครัฐ ท้องถิ่น ภาคประชาสังคม เอกชนร่วมกัน

 

ประชุม NCDs Ecosystem ณ ริชมอนด์ 29 ส.ค. 2568 29 ส.ค. 2568

 

การประชุมเวทีสรุปบทเรียน 8 จังหวัดนำร่อง ขับเคลื่อน NCDs Ecosystem การสานพลังสร้างสภาวะแวดล้อมเพื่อลกโรคไม่ติดต่อฯ ในวันที่ 29 – 30 สิงหาคม 2568  ณ โรงแรมแกรนด์ ริชมอนด์ สไตลิช คอนเวนชั่น นนทบุรี

 

การประชุมได้ถอดบทเรียนการขับเคลื่อน NCDs Ecosystem ผ่านหลักการ 3:5:5 สานพลัง 3 ภาคส่วนในพื้นที่ โดย สรุปและแลกเปลี่ยนบทเรียนการสรางมาตรการในการสร้างสภาวะแวดล้อมที่เอื้อต่อการลดโรคไม่ติดต่อ  สรุปและแลกเปลี่ยนบทบาท non-health sector ต่อการสร้างสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการลดโรคไม่ติดต่อ และ กำหนดแนวทางการนำมาตรการ เป็นนโยบายจังหวัด จากการประชุมทางสถาบันได้สานงานต่อเรื่องส่งเสริมกิจกรรมทางกายและลดพฤติกรรมนำร่องใน 4 จังหวัดได้แก่ น่าน กาญจนบุรี สุราษฏร์ธานี และยะลา และร่วมกันวางแผนดำเนินงานขับเคลื่อน

 

ประชุมกรอบการดำเนินงาน NCD ecosystem ที่ สช. 12 ก.ย. 2568 12 ก.ย. 2568

 

การประชุมคณะกรรมการพัฒนานโยบายสาธารณะว่าด้วยการสานพลังสร้างสภาวะแวดล้อมทางกายภาพและสังคมเพื่อลดโรคไม่ติดต่อ 1/2568

 

วันที่ 12 กันยายน 2568 ประชุมกรอบการดำเนินงาน NCD ecosystem ที่ สช. การประชุมคณะกรรมการพัฒนานโยบายสาธารณะว่าด้วยการสานพลังสร้างสภาวะแวดล้อมทางกายภาพและสังคมเพื่อลดโรคไม่ติดต่อ 1/2568 วันศุกร์ ที่ 12 กันยายน 2568 ณ ห้องประชุมสานใจ 1/2 ชั้น 6 อาคารสุขภาพแห่งชาติ ภายในกระทรวงสาธารณสุข จ.นนทบุรี โดย ดร.เพ็ญ สุขมาก ผู้อำนวยการสถาบันนโยบายสาธารณะ มอ.สงขลานครินทร์ ได้นำเสนอแนวทางการบูรณาการทำงานเพื่อลดโรคไม่ติดต่อโดยการปรับสภาวะแวดล้อมสรรสร้างเพื่อพื้นที่สาธารณะ 4 ภาค

 

ประชุมคณะทำงานวางแผนการดำเนินงานโครงการ PA 19 ก.ย. 2568 19 ก.ย. 2568

 

วันที่ 19 กันยายน 2568 ประชุมคณะทำงานวางแผนการดำเนินงานโครงการ PA

 

ดร.เพ็ญ สุขมาก ผอ.สถาบันนโยบายสาธารณะ ม.อ. นายญัตติพงศ์ แก้วทอง น.ส.ฐิติชญา หนูสอน และ น.ส.มนชนก แก้วชูเชิด คณะทำงานโครงการ สนส.ประชุม วางแผนการขับเคลื่อน NCDs โดยมีกิจกรรม ดังนี้ 1. ประชุมร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง สสส.สช.สปสช. เพื่อร่วมกำหนดเป้าหมายในการพัฒนานโยบายสาธารณะในการส่งเสริมกิจกรรมทางกายและลดภาวะเนือยนิ่ง ของจังหวัดเป้าหมาย NCDs Ecosystem  จำนวน 4 จังหวัด คือจังหวัดน่าน  กาญจนบุรี ยะลา และสุราษฎร์ธานี 2. คณะทำงานจัดทำร่างแผนการดำเนินงาน 3. คณะทำงานชี้แจง NCDs  Ecosystem และกรอบแนวทางการดำเนินงาน และสร้างเครื่องมือและข Ecosystem และกรอบแนวทางการดำเนินงาน และสร้างเครื่องมือและขั้นตอนการ  4. ประชุมทำความร่วมมือกับจังหวัดเป้าหมาย NCDs Ecosystem เพื่อพัฒนาและออกแบบนโยบายสาธารณะ 5. พัฒนาศักยภาพคณะทำงาน แกนนำจังหวัดในการพัฒนาเครื่องมือการเก็บรวบรวมข้อมูล วิเคราะห์ข้อมูลสถานการณ์ 6. คณะทำงานระดับจังหวัดเก็บรวบรวมข้อมูลตามเครื่องมือและวิเคราะห์ข้อมูลสการณ์ปัญหากิจกรรมทางกาย ขนาด/ความรุนแรง / ปัจจัยส่งเสริมสาเหตุปัจจัยเอื้อ 7. จัดประชุมกลุ่ม ภาคีที่เกี่ยวข้อง เช่นกลไกสมัชชาจังหวัด ตัวแทนผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย ในระดับจังหวัดเพื่อจัดแผนการพัฒนาและขับเคลื่อนนโยบายสาธารณะ 8. สนับสนุนการปฏิบัติการตามกิจกรรมสำคัญในการเพิ่มกิจกรรมทางกายและลดภาวะเนือยนิ่ง  9. ประเมินผลการขับเคลื่อนข้อเสนอนโยบายตามกิจกรรมริเริ่มสำคัญของจังหวัดนำร่อง  10. โครงการประเมินผลการขับเคลื่อนข้อเสนอนโยบายตามแผน และถอดบทเรียน

 

ประชุมชี้แจงโครงการร่วมกับทีมคณะทำงาน NCDs ทั้ง 4 จังหวัด 23 ก.ย. 2568 23 ก.ย. 2568

 

ประชุมชี้แจงโครงการร่วมกับทีมคณะทำงาน NCDs ทั้ง 4 จังหวัด

 

ดร.เพ็ญ สุขมาก ผอ.สถาบันนโยบายสาธารณะ ม.อ. นายญัตติพงศ์ แก้วทอง น.ส.ฐิติชญา หนูสอน และ น.ส.มนชนก แก้วชูเชิด คณะทำงานโครงการ สนส.ประชุมชี้แจงคณะทำงาน จ.น่าน กาญจนบุรี สุราษฎร์ธานี ยะลา แลกเปลี่ยนแผนกิจกรรมการดำเนินงานในพื้นที่ โดยทางคณะทำงานโครงการได้กำหนดวัน MOU ทำแผนและโครงการในลำดับต่อไป

 

การวางแผนกิจกรรมขับเคลื่อนการส่งเสริมกิจกรรมทางกาย: งาน MOU, SEAPAC2025 และอื่นๆ 29 ก.ย. 2568 29 ก.ย. 2568

 

การวางแผนกิจกรรมขับเคลื่อนการส่งเสริมกิจกรรมทางกาย: งาน MOU, SEAPAC2025 และอื่นๆ

 

สรุปประเด็นสำคัญจากการประชุม: การวางแผนกิจกรรมขับเคลื่อนการส่งเสริมกิจกรรมทางกาย
วันที่ 29 กันยายน 2568 ณ สถาบันนโยบายสาธารณะ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์

ดร.เพ็ญ สุขมาก ผอ.สถาบันนโยบายสาธารณะ ม.อ. นายญัตติพงศ์ แก้วทอง น.ส.ฐิติชญา หนูสอน และ น.ส.มนชนก แก้วชูเชิด
คณะทำงานโครงการได้วางแผนงานกิจกรรม 5 แผนตาม ได้แก่
1. แผนงานกิจกรรมประชุมเชิงปฏิบัติติการแบบมีส่วนร่วมในงาน “งานสัมมนาวิชาการด้านกิจกรรมทางกายในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ 2025 South-East Asia Physical Activity Conference 2025 (SEAPAC 2025)” โดย สนส.ม.อ.มีประเด็นเตรียม 2 ส่วนได้แก่ 1) จัด Workshop การทำแผนงานส่งเสริมกิจกรรมทางกายผ่านโปรแกรมออนไลน์ 2) การพัฒนาบทความวิชาการ โดยส่งบทคัดย่อเข้าร่วมงานภายในวันที่ 3 ตุลาคม 2568
- บทความวิชาการประกอบด้วย 1) การวิเคราะห์ผลกระทบในภาพรวมและข้อเสนอเชิงนโยบายโดยใช้กรอบการประเมินผลกระทบด้านสุขภาพ (HIA) และ 2) การสังเคราะห์โมเดลการขับเคลื่อน PA ในระดับ อปท. จำนวน 6 รูปแบบ ที่ได้จากการดำเนินงานในพื้นที่ 30-40 แห่ง โดยใช้ระเบียบวิธีวิจัยเชิงปฏิบัติการ (Action Research) และข้อมูลเปรียบเทียบก่อน-หลัง (Pre-post Test) เพื่อแสดงให้เห็นถึงการเพิ่มขึ้นของ PA 2. แผนงานกิจกรรม MOU ลด NCDs ลดเนือยนิ่ง เพิ่ม PA โดย สนส.มอ.จะมีการออกแบบนโยบายสาธารณะร่วมกับภาคีในวันที่ 10 ต.ค.นี้ และจัดเวที MOU ในช่วงเดือนพฤศจิกายน ซึ่งความร่วมมือขับเคลื่อนนโยบายสาธารณะมีหน่วยงานกว่า 28 องค์กรในจังหวัดยะลา
3. แผนงานกิจกรรมประเมิน HIA มติสมัชชาสุขภาพแห่งชาติ นัดหมายทีมประเมินฯ เพื่อหารือแนวทางการประเมินมติสมัชชา 4. แผนงานกิจกรรม PA ภูเก็ต สานต่องาน 4 สวนส่งเสริมกิจกรรมทางกาย และติดตามและขับเคลื่อนโครงการที่จังหวัดภูเก็ต 5. การจัดการข้อมูลต่างๆ การย่อเอกสารเสนอโครงการ (Concept Proposal) ความยาว 1 หน้าเพื่อเสนอต่อสภากาชาดไทย 6. การจัดการประสานงานต่างๆ
--------------------------------------------------------------------------------

  1. แผนงานกิจกรรมประชุมเชิงปฏิบัติติการแบบมีส่วนร่วมในงาน “งานสัมมนาวิชาการด้านกิจกรรมทางกายในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ 2025 South-East Asia Physical Activity Conference 2025 (SEAPAC 2025)”
    โดย สนส.ม.อ.มีประเด็นเตรียม 2 ส่วนได้แก่ 1) จัด Workshop การทำแผนงานส่งเสริมกิจกรรมทางกายผ่านโปรแกรมออนไลน์ 2) การพัฒนาบทความวิชาการ โดยส่งบทคัดย่อเข้าร่วมงานภายในวันที่ 3 ตุลาคม 2568

- บทความวิชาการประกอบด้วย 1) การวิเคราะห์ผลกระทบในภาพรวมและข้อเสนอเชิงนโยบายโดยใช้กรอบการประเมินผลกระทบด้านสุขภาพ (HIA) และ 2) การสังเคราะห์โมเดลการขับเคลื่อน PA ในระดับ อปท. จำนวน 6 รูปแบบ ที่ได้จากการดำเนินงานในพื้นที่ 30-40 แห่ง โดยใช้ระเบียบวิธีวิจัยเชิงปฏิบัติการ (Action Research) และข้อมูลเปรียบเทียบก่อน-หลัง (Pre-post Test) เพื่อแสดงให้เห็นถึงการเพิ่มขึ้นของ PA

  1. การจัดทำบทความวิชาการ จัดทำรายงานสังเคราะห์ผลการดำเนินงานโครงการส่งเสริมกิจกรรมทางกาย (PA) โดยให้แบ่งเนื้อหาการนำเสนอออกเป็น 2 ส่วนหลักที่เชื่อมโยงกัน 1.1 ผลกระทบและข้อเสนอเชิงนโยบาย
    ส่วนแรกของรายงานจะต้องนำเสนอผลการขับเคลื่อนในภาพรวม โดยมีแนวทางดังนี้: • ชื่อเรื่อง: "นโยบายสาธารณะในการส่งเสริมกิจกรรมทางกายในระดับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น" • กรอบการวิเคราะห์: ใช้กรอบการประเมินผลกระทบด้านสุขภาพ (Health Impact Assessment - HIA) เป็นเครื่องมือหลักในการวิเคราะห์และนำเสนอผล • เนื้อหา: o วิเคราะห์ผลกระทบ (Impact) ที่เกิดขึ้นจากการดำเนินโครงการ ทั้งในเชิงบวกและลบ o สรุปผลลัพธ์ที่วัดผลได้ เช่น การมีกิจกรรมทางกาย (PA) ของประชาชนเพิ่มขึ้น o จัดทำข้อเสนอแนะเชิงนโยบาย (Policy Recommendations) สำหรับการพัฒนานโยบายสาธารณะในภาพรวม 1.2 การสังเคราะห์โมเดลการส่งเสริมกิจกรรมทางกาย
    ส่วนที่สองของรายงานจะเน้นการนำเสนอโมเดลการทำงานที่เกิดขึ้นจากโครงการ โดยมีรายละเอียดดังนี้: • ชื่อเรื่อง: "โมเดลการส่งเสริมกิจกรรมทางกาย (PA) ในระดับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.)" • ระเบียบวิธี: นำเสนอในรูปแบบการวิจัยเชิงปฏิบัติการ (Action Research) ซึ่งมีกระบวนการแบบ Plan-Do-Check-Act (PDCA) • เนื้อหา: o สังเคราะห์โมเดลการทำงานที่เกิดขึ้นในพื้นที่ต่างๆ ออกมาเป็น 6 รูปแบบหลัก o อธิบายกระบวนการของแต่ละโมเดล ตั้งแต่การวิเคราะห์สถานการณ์ PA ในช่วงเริ่มต้น (Pre-test), การพัฒนาแผนงานและโครงการ, การนำไปปฏิบัติ (Implementation), จนถึงการวัดผลการเปลี่ยนแปลงของ PA หลังการดำเนินงาน (Post-test) o ใช้ข้อมูลเชิงปริมาณจากการสำรวจในพื้นที่ 30-40 แห่ง เพื่อยืนยันว่าโมเดลดังกล่าวสามารถเพิ่มระดับกิจกรรมทางกายของประชาชนได้จริง โดยเปรียบเทียบข้อมูลก่อนและหลังการดำเนินโครงการ
  2. การวางแผนจัดอบรมเชิงปฏิบัติการ (Workshop Planning) มีการมอบหมายให้เตรียมการจัดอบรมเชิงปฏิบัติการ (Workshop) เรื่องการทำแผนส่งเสริมกิจกรรมทางกาย (PA) ในระดับท้องถิ่น โดยมีรายละเอียดที่ต้องจัดทำดังนี้ 2.1 วัตถุประสงค์และกลุ่มเป้าหมาย • วัตถุประสงค์:
  3. เพื่อให้ผู้เข้าร่วมอบรมมีความเข้าใจในแนวคิดและกระบวนการจัดทำแผนงาน/โครงการส่งเสริม PA และลดภาวะเนือยนิ่ง (Sedentary Behavior) ในระดับกองทุนตำบลและท้องถิ่น
  4. เพื่อให้ผู้เข้าร่วมสามารถใช้งานแพลตฟอร์มออนไลน์ในการจัดทำแผนได้อย่างมีประสิทธิภาพ • กลุ่มเป้าหมาย: o กลุ่มเป้าหมายเฉพาะ: คัดเลือกแกนนำหรือพี่เลี้ยงจากจังหวัดที่ยังไม่เคยเข้ารับการอบรม หรือจังหวัดที่เป็นพื้นที่ขับเคลื่อนสำคัญ เช่น กาญจนบุรี, น่าน, อุบล เป็นต้น โดยเชิญจังหวัดละ 1 คน (ประมาณ 7 จังหวัด) 2.2 โครงสร้างและกำหนดการ (ระยะเวลา 1 ชั่วโมง) • การบรรยายให้ความรู้ o แนะนำภาพรวมและวิธีการใช้งานแพลตฟอร์มออนไลน์สำหรับทำแผน และทำความเข้าใจภาพรวมของแผนในกองทุนตำบล (บรรยายโดย อาจารย์พงค์เทพ) o อธิบายแนวทางและคู่มือการจัดทำแผนงานโครงการ PA และลดพฤติกรรมเนือยนิ่ง (บรรยายโดย อาจารย์เพ็ญ) • การอบรมเชิงปฏิบัติการ (Workshop) o ผู้เข้าร่วมลงมือปฏิบัติการจัดทำแผนผ่านระบบออนไลน์ โดยมีทีมวิทยากรและพี่เลี้ยงคอยให้คำแนะนำและช่วยเหลือ 2.3 ทีมงานและผู้รับผิดชอบ • วิทยากรหลัก: อาจารย์พงค์เทพ, อาจารย์เพ็ญ • วิทยากร/พี่เลี้ยงภาคปฏิบัติ: คุณเปิ้ล , คุณสมนึก และทีมงาน 3-4 คน

  5. แผนงานกิจกรรม MOU ลด NCDs ลดเนือยนิ่ง เพิ่ม PA
    โดย สนส.มอ.จะมีการออกแบบนโยบายสาธารณะร่วมกับภาคีในวันที่ 10 ต.ค.นี้ และจัดเวที MOU ในช่วงเดือนพฤศจิกายน ซึ่งความร่วมมือขับเคลื่อนนโยบายสาธารณะมีหน่วยงานกว่า 28 องค์กรในจังหวัดยะลา
    การจัดประชุมที่จังหวัดยะลา • วันที่: 10 ตุลาคม • วัตถุประสงค์: ประชุมหารือเพื่อขับเคลื่อนการสร้างสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อสุขภาพและลดปัจจัยเสี่ยงโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง (NCDs) ครอบคลุมทั้งด้านกิจกรรมทางกาย, อาหาร และอื่นๆ • ผู้เข้าร่วมที่คาดการณ์: ประมาณ 200-300 คน ประกอบด้วย o ผู้บริหารระดับสูง เช่น ผู้ว่าราชการจังหวัด, เลขาธิการคณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติ (สช.)
    o ภาคีเครือข่ายจากหน่วยงานต่างๆ (ประมาณ 28 หน่วยงาน หน่วยงานละ 5-10 คน) o ตัวแทนภาคประชาสังคม และเครือข่ายภาคประชาชน

  6. แผนงานกิจกรรมประเมิน HIA มติสมัชชาสุขภาพแห่งชาติ
    นัดหมายทีมประเมินฯ เพื่อหารือแนวทางการประเมินมติสมัชชา

  7. แผนงานกิจกรรม PA ภูเก็ต สานต่องาน 4 สวนส่งเสริมกิจกรรมทางกาย และติดตามและขับเคลื่อนโครงการที่จังหวัดภูเก็ต การขับเคลื่อนโครงการที่จังหวัดภูเก็ต • ต้องมีการนัดหมายเพื่อหารือกับทีมงานในพื้นที่ ได้แก่ อบจ.ภูเก็ต, นายแพทย์บัญชา
    • เป้าหมายคือการออกแบบกิจกรรมเพื่อใช้ประโยชน์จากสวนสาธารณะ 4 แห่ง

  8. การจัดการข้อมูลต่างๆ การย่อเอกสารเสนอโครงการ (Concept Proposal)
    ความยาว 10 หน้าเพื่อเสนอต่อสภากาชาดไทย จัดทำ Concept Proposal: มอบหมายให้ "เอ็กซ์" สรุปภาพรวมโครงการทั้งหมด (ไม่ใช่เฉพาะส่วน NCD) ให้เหลือ ไม่เกิน 10 หน้า เพื่อให้อาจารย์อัจฉรานำไปเสนอต่อสภากาชาดไทย เนื้อหาประกอบด้วย: o ที่มาและความสำคัญ o ผลการดำเนินงานในเฟสที่ผ่านมา o แผนการดำเนินงานในเฟสต่อไป (วัตถุประสงค์, ผลลัพธ์, เครือข่ายความร่วมมือ)

  9. การจัดการประสานงานต่างๆ
    ประสาน • ผู้เข้าร่วมประชุม • การเดินทาง/ที่พัก • สถานที่ประชุม • หนังสือเชิญ • เอกสารประกอบการประชุม

สรุปและกำหนดการส่งมอบงาน ภารกิจ กำหนดส่ง / วันที่ 1. จัดทำร่างรายงานผลบทคัดย่อการวิจัย (2 ส่วน) นำเสนอความคืบหน้าใน วันศุกร์ที่ 3 ต.ค.68 2. จัดทำเอกสารเสนอโครงการ Workshop (วัตถุประสงค์, กำหนดการ) นำเสนอความคืบหน้าใน วันศุกร์ที่ 3 ต.ค.68 3. ประสานงานนัดหมายนายก อบจ. ยะลา ดำเนินการโดยเร็วที่สุด (ประชุมวันที่ 10 ต.ค.) 4. จัดทำหนังสือเชิญ MOU ประชุมที่ยะลา หลังจากได้วัน-เวลาที่แน่นอน 5. สรุป Concept Proposal (10 หน้า) เพื่อส่งให้อาจารย์อัจฉรา ส่งร่างเพื่อตรวจสอบก่อน วันศุกร์ที่ 3 ต.ค.68 6. นัดหมายประชุมทีมประเมิน HIA เรื่องการประเมินมติสมัชชา ดำเนินการนัดหมาย 7. นัดหมายทีมภูเก็ตเพื่อหารือการออกแบบกิจกรรมในสวนสาธารณะ ดำเนินการนัดหมาย 8. เตรียมการสำหรับ Workshop กับทีมพี่เลี้ยง วันที่ 5-7 พฤศจิกายน 9. ลงทะเบียนเข้าร่วมงาน PA South East Asia งานจัดขึ้นวันที่ 5-7 พฤศจิกายน

 

ประชุมคณะทำงานวางแผนการดำเนินงานโครงการ PA 3 ต.ค. 2568 3 ต.ค. 2568

 

ประชุมคณะทำงานวางแผนการดำเนินงานโครงการ PA

 

วันที่ 3 ตุลาคม 2568 ประชุมคณะทำงานวางแผนการดำเนินงานโครงการ PA
คณะทำงานโครงการวางแผนการดำเนินงานและงบประมาณ โดยกิจกรรมมีดังนี้
- วันที่ 4 ต.ค.68 ประชุม zoom กับ ทีม สช.
- วันที่ 10 ต.ค.68 ประชุมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับ NCDs และ PA เนือยนิ่ง ร่วมพัฒนาข้อเสนอนโยบายร่วมกัน
- วันที่ 5-7 พ.ย.68 ประชุม  SEAPA ณ กรุงเทพพมหานคร
- กำหนดวันนัดหมาย MOU ในจังหวัดนำร่อง NCDs

 

การประชุมวางแผนงานขับเคลื่อนลด NCDs เพิ่ม PA ลดเนือยนิ่ง ร่วมกับ สช. ผ่านระบบ zoom 4 ต.ค. 2568 4 ต.ค. 2568

 

การประชุมวางแผนงานขับเคลื่อนลด NCDs เพิ่ม PA ลดเนือยนิ่ง ร่วมกับ สช. ผ่านระบบ zoom

 

  1. ได้แผนงานขับเคลื่อนลด NCDs 4 จังหวัดนำร่อง ได้แก่ น่าน กาญจนบุรี สุราษฎร์ธานี และยะลา
  2. ได้แผนงานประเมินมติสมัชชา PA ผ่านกระบวนการ HIA
  3. ได้แผนงานขับเคลื่อนการปรับสภาพแวดล้อมให้เอื้อต่อกิจกรรมทางกายและลด NCds ผ่านสมาคมของท้องถิ่น ได้แก่ อบจ. เทศบาล และ อบต.

 

ประชุมความร่วมมือหน่วยงาน MOU จ.ยะลา 10 ต.ค. 2568 10 ต.ค. 2568

 

การประชุมทำความร่วมมือเพื่อพัฒนาและออกแบบนโยบายสาธารณะ ร่วมกับกลไกการพัฒนานโยบายสาธารณะจังหวัดยะลา วันที่ 10 ตุลาคม 2568 เวลา 08.30 – 13.00 น. ณ ห้องประชุมระเบียงฟ้า ชั้น 2 อาคารศรีฟ้า 2 (สสจ.ยะลา)  สำนักงานสาธารณสุขจังหวัดยะลา ตำบลสะเตง อำเภอเมืองยะลา จังหวัดยะลา

 

การประชุมทำความร่วมมือเพื่อพัฒนาและออกแบบนโยบายสาธารณะ ร่วมกับกลไกการพัฒนานโยบายสาธารณะจังหวัดยะลา วันที่ 10 ตุลาคม 2568 เวลา 08.30 – 13.00 น. ณ ห้องประชุมระเบียงฟ้า
ชั้น 2 อาคารศรีฟ้า 2 (สสจ.ยะลา) สำนักงานสาธารณสุขจังหวัดยะลา ตำบลสะเตง อำเภอเมืองยะลา จังหวัดยะลา

วัตถุประสงค์ เพื่อบูรณาการความร่วมมือในการพัฒนานโยบายสาธารณะการส่งเสริมกิจกรรมทางกาย ลดภาวะ เนือยนิ่งในจังหวัดยะลา เวลา กิจกรรม 08.30 – 09.00 น. ลงทะเบียนผู้เข้าร่วมประชุม 09.00 – 09.15 น. กล่าวต้อนรับ
โดย นายแพทย์สาธารณสุขจังหวัดยะลา 09.15 – 09.30 น. กล่าวเปิดงานประชุม
โดย รองนายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดยะลา 09.30 – 10.00 น. ชี้แจงวัตถุประสงค์การประชุมและนำเสนอรายละเอียดโครงการยกระดับและขับเคลื่อนนโยบายสาธารณะเพื่อส่งเสริมการมีกิจกรรมทางกายที่เพียงพอ และลดภาวะเนือยนิ่ง โดย ดร.เพ็ญ สุขมาก
ผู้อำนวยการสถาบันนโยบายสาธารณะ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ 10.00 – 10.30 น. การบูรณาการความร่วมมือพัฒนาและออกแบบนโยบายสาธารณะ ร่วมกับกลไกการพัฒนานโยบายสาธารณะจังหวัดยะลา โดย นายสมเกียรติ พิทักษ์กมลพร ผู้อำนวยการสำนักพัฒนาและขับเคลื่อนนโยบายสาธารณะระดับชาติ สำนักงานคณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติ 10.30 – 10.45 น. พักรับประทานอาหารว่าง 10.45 – 12.15 น. การประชุมระดมความคิดเห็นเพื่อบูรณาการนโยบายสาธารณะการส่งเสริมกิจกรรมทางกาย ลดภาวะเนือยนิ่ง จังหวัดยะลา 12.15 – 12.45 น. นำเสนอผลการระดมความคิดเห็น
12.45 – 13.00 น. สรุปการประชุมและปิดการประชุม 13.00 น. รับประทานอาหารกลางวันร่วมกัน

กลุ่มเป้าหมาย
1. องค์การบริหารส่วนจังหวัดยะลา 2. สำนักงานคณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติ (สช.)
3. สำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) 4. โรงพยาบาลยะลา
5. สำนักงานสาธารณสุขจังหวัดยะลา 6. ศูนย์อนามัยที่ 12 จังหวัดยะลา
7. เทศบาลนครยะลา
8. สำนักงานเกษตรและสกรณ์ จังหวัดยะลา
9. สำนักงานเกษตร จังหวัดยะลา
10. สำนักงานสภาเกษตรกรจังหวัดยะลา 11. สำนักงานพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์จังหวัดยะลา
12. กรมการพัฒนาชุมชน จังหวัดยะลา
13. กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย จังหวัดยะลา
14. ขบวนองค์กรชุมชนจังหวัดยะลา (พอช)
15. Node Flage ship จังหวัดยะลา 16. ผู้อำนวยการวิทยาลัยการสาธารณสุขสิรินธรจังหวัดยะลา 17. ผู้อำนวยการวิทยาลัยพยาบาลบรมราชชนนียะลา
18. อธิการบดีมหาวิทยาลัยราชภัฎยะลา
19. มหาวิทยาลัยการกีฬาแห่งชาติ จังหวัดยะลา 20. หัวหน้าสำนักงานจังหวัด 21. เลขาธิการ ศอบต. 22. สภาเด็กและเยาวชน 23. สำนักงานศึกษาธิการภาค 7
24. กลไกสมัชชาสุขภาพจังหวัดยะลา
25. กลไกคณะกรรมการเขตสุขภาพเพื่อประชาชน (กขป.) 26. กลไกบูรณาการจังหวัดของสำนักพัฒนาภาคีสัมพันธ์และวิเทศสัมพันธ์ สสส.
27. กลไกแผนร่วมทุนของสำนัก 6 สสส. 28. สถาบันนโยบายสาธารณะ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์
รายละเอียด ดังนี้
1. สถานการณ์และต้นทุนศักยภาพของจังหวัดยะลา มีต้นทุนทรัพยากรที่เอื้อต่อการขับเคลื่อนนโยบายส่งเสริมกิจกรรมทางกาย ได้แก่
- ทุนทรัพยากรพื้นที่ โดยมีพื้นที่สาธารณะ สวนสาธารณะ และพื้นที่สาธารณะของชุมชนที่สามารถพัฒนาเป็นพื้นที่กิจกรรมทางกาย
- ทุนกลไก ได้แก่ กลไกภาคประชาสังคม กลไกสมัชชาสุขภาพ และเครือข่ายท้องถิ่นหลายระดับ - ทุนสนับสนุนกิจกรรม ได้แก่ มีกองทุนสุขภาพตำบล ระบบแผนร่วมทุน และการถ่ายโอนภารกิจ รพ.สต. สู่ท้องถิ่น - ทุนสถาบันการศึกษาและวิชาการ ได้แก่ มหาวิทยาลัยการกีฬา วิทยาลัยการสาธารณสุข และมหาวิทยาลัยในพื้นที่ ซึ่งสามารถสนับสนุนองค์ความรู้ งานวิจัย และการออกแบบนโยบายเชิงพื้นที่ได้ 2. แนวคิดเชิงนโยบาย กิจกรรมทางกายไม่ใช่แค่ออกกำลังกาย “กิจกรรมทางกาย” ครอบคลุมการเคลื่อนไหวในชีวิตประจำวัน การเดิน การทำงาน การเรียน การทำเกษตร และนันทนาการ การแก้ปัญหาภาวะเนือยนิ่งต้องมองเชิงระบบ และการเปลี่ยนพฤติกรรมต้องอาศัย สภาพแวดล้อมที่เอื้อควบคู่กับ แรงจูงใจ มาตรการเชิงนโยบาย และการสื่อสารสร้างค่านิยม 3. กลุ่มเป้าหมายเชิงนโยบาย ที่ประชุมเห็นควรกำหนดการขับเคลื่อนตามช่วงวัยและกลุ่มเปราะบาง ได้แก่ เด็กและเยาวชน วัยทำงาน ผู้สูงอายุ กลุ่มเปราะบางและผู้มีโรคเรื้อรัง โดยแต่ละกลุ่มควรมีรูปแบบกิจกรรมทางกายและการออกแบบสภาพแวดล้อมที่เหมาะสมกับบริบทชีวิตจริง 4. บทเรียนและตัวอย่างแนวปฏิบัติที่สำคัญ 1) การออกแบบเมืองและชุมชน เช่น สวนสาธารณะ ถนนคนเดิน ตลาดสุขภาพ พื้นที่เรียนรู้ สามารถกระตุ้นกิจกรรมทางกายและเศรษฐกิจชุมชนควบคู่กัน 2) ส่งเสริมกิจกรรมทางกายกับเด็กและเยาวชน ช่วยพัฒนาสุขภาพ สติปัญญา และพฤติกรรมสุขภาพในระยะยาว 3) การใช้กิจกรรมทางวัฒนธรรม ประเพณี และพหุวัฒนธรรม เป็นเครื่องมือส่งเสริม PA ที่สอดคล้องกับวิถีชีวิตของ คนยะลา 4) กลไกองค์กรและสถานประกอบการ เช่น Active Workplace, Active Meeting และมาตรการจูงใจทางเศรษฐศาสตร์ สามารถช่วยลดภาวะเนือยนิ่งในวัยทำงานได้ 5. ผลจากการระดมความคิดเห็น ที่ประชุมได้ข้อเสนอร่วมกันในประเด็นสำคัญ ดังนี้ 1) ผู้นำองค์กรและผู้บริหารต้องเป็น “ต้นแบบ” การมีกิจกรรมทางกาย 2) การขับเคลื่อนควรเชื่อมโยงนโยบายระดับจังหวัด ท้องถิ่น และกองทุนสุขภาพตำบล - สถานศึกษา ชุมชน และสถานประกอบการ ควรเป็นฐานหลักในการสร้างพฤติกรรมสุขภาพ - การส่งเสริม PA ต้องควบคู่กับอาหารสุขภาพ สิ่งแวดล้อมที่ดี และสุขภาพจิต - ควรใช้เครื่องมือสะสมคะแนน แพลตฟอร์มดิจิทัล และกิจกรรมต่อเนื่อง เพื่อสร้างแรงจูงใจและการเปลี่ยนพฤติกรรมระยะยาว

  1. แนวทางการขับเคลื่อนหลังการประชุม 1) ผลักดันประเด็นกิจกรรมทางกายและลดภาวะเนือยนิ่งเข้าสู่นโยบายสาธารณะระดับจังหวัด 2) บูรณาการการทำงานร่วมกับ สสส., สช., กรมอนามัย และหน่วยงานท้องถิ่น 3) พัฒนาต้นแบบพื้นที่และกิจกรรม PA ที่สอดคล้องกับบริบทพหุวัฒนธรรมของยะลา 4) เตรียมเวที Kickoff และการขับเคลื่อนอย่างต่อเนื่องในระยะ 3–5 ปี 5) มุ่งสู่เป้าหมาย “ยะลาเมืองสุขภาพ” ที่ประชาชนทุกกลุ่มวัยสามารถมีกิจกรรมทางกายอย่างเหมาะสมและยั่งยืน

 

ประชุมเตรียมงาน Workshop งาน SEAPAC 2025 17 ต.ค. 2568 17 ต.ค. 2568

 

ประชุมเตรียมงาน Workshop งาน SEAPAC 2025

 

ประชุมเตรียมงาน Workshop งาน SEAPAC 2025 วันที่ 17 ตุลาคม 2568 สถาบันนโยบายสาธารณะ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ (PSU PPI) นำโดย ดร.เพ็ญ สุขมาก ผู้อำนวยการสถาบันนโยบายสาธารณะ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ ร่วมประชุมเตรียมความพร้อมกับทีมศูนย์พัฒนาองค์ความรู้ด้านกิจกรรมทางกายประเทศไทย (TPAK)

การประชุมครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อเตรียมการจัด Workshop เรื่อง “การพัฒนาและขับเคลื่อนแผนงานการส่งเสริมกิจกรรมทางกายในระดับท้องถิ่น” ซึ่งเป็นหนึ่งในกิจกรรมสำคัญของเวทีประชุมระดับนานาชาติ SOUTH-EAST ASIA PHYSICAL ACTIVITY CONFERENCE 2025 (SEAPAC 2025) ที่จะจัดขึ้นในวันที่ 6 พฤศจิกายน 2568 ณ โรงแรมเซ็นทารา แกรนด์ แอท เซ็นทรัลเวิลด์ กรุงเทพมหานคร

การประชุมในครั้งนี้เป็นการหารือแนวทางการดำเนินกิจกรรม เวทีแลกเปลี่ยนเรียนรู้ และกระบวนการ Workshop เพื่อร่วมกันขับเคลื่อนนโยบายสาธารณะด้านกิจกรรมทางกายในระดับพื้นที่ โดยมุ่งสร้างการเปลี่ยนแปลงที่ยั่งยืนผ่านความร่วมมือระหว่างภาคนโยบาย วิชาการ และท้องถิ่น

 

ร่วมออกแบบหลักสูตรและจะจัดหลักสูตร “การออกแบบเพื่อสร้างสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการเพิ่มกิจกรรมทางกายและลดพฤติกรรมเนือยนิ่ง สำหรับเครือข่ายสถาปนิกและองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น” 18 ต.ค. 2568 18 ต.ค. 2568

 

ร่วมออกแบบหลักสูตรและจะจัดหลักสูตร  “การออกแบบเพื่อสร้างสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการเพิ่มกิจกรรมทางกายและลดพฤติกรรมเนือยนิ่ง สำหรับเครือข่ายสถาปนิกและองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น”

 

วันที่ 18 ตุลาคม 2568 สถาบันนโยบายสาธารณะ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ ร่วมกับคณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ ม.อ. วิทยาเขตตรัง และศูนย์ออกแบบสภาพแวดล้อมเพื่อทุกคน ม.มหาสารคาม ร่วมออกแบบหลักสูตรและจะจัดหลักสูตร  “การออกแบบเพื่อสร้างสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการเพิ่มกิจกรรมทางกายและลดพฤติกรรมเนือยนิ่ง สำหรับเครือข่ายสถาปนิกและองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น” หลักสูตรนี้มุ่งพัฒนาความเข้าใจด้านการออกแบบพื้นที่สุขภาวะเชิงชุมชน ผ่านการเรียนรู้ทั้งออนไลน์ ภาคสนาม และการลงพื้นที่จริง โดยผู้เรียนจะได้รับคำแนะนำจากทีมผู้เชี่ยวชาญ ได้แก่ - ดร.เพ็ญ สุขมาก ผู้อำนวยการสถาบันนโยบายสาธารณะ ม.อ. - อาจารย์ภวัต รอดเข็ม รองคณบดีฝ่ายบริหาร คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ ม.อ. วิทยาเขตตรัง - ผศ.อัศนัย เล่งอี้ อาจารย์คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ ม.อ. - อาจารย์ชุนันท์ วามะขัน ศูนย์ออกแบบสภาพแวดล้อมเพื่อทุกคน ม.มหาสารคาม (MSU UDC) และผู้เชี่ยวชาญหลากหลายศาสตร์ที่นำไปสู่การปรับสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อสุขภาวะองค์รวมของชุมชนต่อไป
เพื่อร่วมกันขับเคลื่อนแนวทางการออกแบบพื้นที่ที่ส่งเสริมการเคลื่อนไหวและสุขภาวะของคนทุกวัยในชุมชน

 

การประชุมเพื่อหารือแนวทางการประเมินผลกระทบของการขับเคลื่อนมติสมัชชาสุขภาพ แห่งชาติว่าด้วยการเพิ่มกิจกรรมทางกาย 20 ต.ค. 2568 20 ต.ค. 2568

 

การประชุมเพื่อหารือแนวทางการประเมินผลกระทบของการขับเคลื่อนมติสมัชชาสุขภาพ แห่งชาติว่าด้วยการเพิ่มกิจกรรมทางกาย กิจกรรมภายใต้โครงการยกระดับและขับเคลื่อนนโยบายสาธารณะเพื่อส่งเสริมการมีกิจกรรม ทางกายที่เพียงพอและลดภาวะเนือยนิ่ง วันที่ 20 ตุลาคม 2568 เวลา 13.00-16.00 น. ผู้เข้าร่วมประชุม ดร.เพ็ญ สุขมาก ผู้อำนวยการสถาบันนโยบายสาธารณะ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ (สนส.ม.อ.) รศ.ดร.พัชนา ใจดี คณะสาธารณสุขศาสตร์ มหาวิทยาลัยบูรพา ดร.สัญชัย สูติพันธ์วิหาร คณะสิ่งแวดล้อมและทรัพยากรศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล นายญัตติพงศ์ แก้วทอง สนส.ม.อ. น.ส.ฐิติชญา หนูสอน สนส.ม.อ. น.ส.มนชนก แก้วชูเชิด สนส.ม.อ.

 

คณะทำงานได้หารือแลกเปลี่ยนการประเมินผลของการขับเคลื่อนมติสมัชชาสุขภาพ แห่งชาติว่าด้วยการเพิ่มกิจกรรมทางกาย 9 มติ
หลักการสำคัญของการประเมิน 1. ประเมินเพื่อการเรียนรู้และพัฒนา มุ่งสร้างการเรียนรู้จากการดำเนินงาน เพื่อนำผลการประเมินมาปรับปรุงกระบวนการทำงานให้มีประสิทธิภาพและสอดคล้องกับเป้าหมายของโครงการมากขึ้น 2. ประเมินเพื่อเสริมพลังอำนาจและใช้ประโยชน์เชิงนโยบาย การประเมินไม่เพียงมุ่งตรวจสอบผลลัพธ์ แต่เน้นการเสริมพลังให้แก่หน่วยงานและภาคีผู้ดำเนินงาน เพื่อใช้ข้อมูลประเมินเป็นเครื่องมือในการปรับปรุงมติ แนวทาง หรือกลไกการขับเคลื่อนในระดับพื้นที่และระดับประเทศ 3. สะท้อนผลการติดตามและประเมินต่อผู้รับผิดชอบและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ทีมประเมินทำหน้าที่ถ่ายทอดผลการติดตามและประเมินต่อ สช. กลไกสมัชชา หน่วยงานภาครัฐ และภาคีด้านนโยบาย เพื่อเชื่อมโยงกับการปรับข้อเสนอและการกำหนดนโยบายในระยะต่อไป 4. เน้นการประเมินแบบมีส่วนร่วม ให้ความสำคัญกับการมีส่วนร่วมของผู้มีส่วนเกี่ยวข้องทุกระดับ เพื่อร่วมกันค้นหาผลลัพธ์ คุณค่า และผลกระทบเชิงบวก–เชิงลบจากการขับเคลื่อนมติสมัชชาสุขภาพแห่งชาติว่าด้วยกิจกรรมทางกาย (PA) ที่ผ่านมา 5. นำข้อเสนอจากการประเมินสู่การปรับ Roadmap การขับเคลื่อน ผลการประเมินจะถูกใช้เป็นข้อมูลหลักในการปรับปรุง Roadmap เพื่อยกระดับข้อเสนอสมัชชาสุขภาพว่าด้วยการส่งเสริมกิจกรรมทางกาย (PA) ให้เชื่อมโยงและเสริมพลังกับระบบ NCDs Ecosystem อย่างเป็นรูปธรรมและยั่งยืน

ผลผลิตและผลลัพธ์ของโครงการ 1. มติสมัชชาสุขภาพแห่งชาติว่าด้วย “การส่งเสริมให้คนไทยทุกช่วงวัยมีกิจกรรมทางกายเพิ่มขึ้น” ได้รับการยกระดับและขับเคลื่อนอย่างเป็นรูปธรรม โดยหน่วยงานหลักและภาคีที่เกี่ยวข้องในทุกมิติของมติ 2. เกิดแผนงาน โครงการ และกิจกรรมของหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อสนับสนุนการยกระดับและขับเคลื่อนมติสมัชชาสุขภาพแห่งชาติว่าด้วยการส่งเสริมกิจกรรมทางกาย ทั้ง 9 มติหลัก ให้เกิดผลในเชิงระบบและพื้นที่ 3. เกิดผลกระทบเชิงนโยบายและสุขภาวะ จากการขับเคลื่อนมติสมัชชาสุขภาพแห่งชาติ ส่งผลให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในระดับนโยบาย การบริหารจัดการ และการมีส่วนร่วมของภาคีเครือข่ายในประเด็นกิจกรรมทางกาย 4. ประชาชนในกลุ่มเป้าหมายมีระดับกิจกรรมทางกายเพิ่มขึ้น โดยเฉพาะกลุ่มประชากรที่เกี่ยวข้องกับการดำเนินนโยบายและโครงการตามมติสมัชชาสุขภาพแห่งชาติ ซึ่งสะท้อนถึงการพัฒนาความรอบรู้ ค่านิยมเชิงบวก และพฤติกรรมการมีกิจกรรมทางกายที่ยั่งยืนมากขึ้น

 

ทีม PA ประชุมเตรียมงานกับสมัชชาสุขภาพยะลา เตรียมงาน MOU NCDs 22 ต.ค. 2568 22 ต.ค. 2568

 

ทีมขับเคลื่อนกิจกรรมทางกาย (PA) ได้ประชุมหารือร่วมกับเครือข่ายสมัชชาสุขภาพจังหวัดยะลา

 

สรุปผลการประชุมหารือเตรียมงาน MOU NCDs จังหวัดยะลา ทีมขับเคลื่อนกิจกรรมทางกาย (PA) ได้ประชุมหารือร่วมกับเครือข่ายสมัชชาสุขภาพจังหวัดยะลา เพื่อเตรียมความพร้อมในการจัดทำ บันทึกข้อตกลงความร่วมมือ (MOU) การขับเคลื่อนการลดโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง (NCDs) ในระดับพื้นที่ โดยมีการแลกเปลี่ยนข้อมูลสถานการณ์สุขภาพของจังหวัดยะลา และหารือแนวทางการบูรณาการการทำงานของหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในการส่งเสริมกิจกรรมทางกาย ลดภาวะเนือยนิ่ง และสร้างสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อสุขภาพ ที่ประชุมเห็นร่วมกันให้ใช้ กลไกสมัชชาสุขภาพจังหวัดยะลา เป็นพื้นที่กลางในการประสานความร่วมมือระหว่างหน่วยงานภาครัฐ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ภาควิชาการ และภาคประชาสังคม เพื่อร่วมกันกำหนดแนวทางการขับเคลื่อนนโยบายและมาตรการลดปัจจัยเสี่ยง NCDs โดยเฉพาะการผลักดันประเด็นการมีกิจกรรมทางกาย (Physical Activity) ให้เป็นส่วนหนึ่งของนโยบายและแผนพัฒนาของจังหวัดและท้องถิ่น นอกจากนี้ ที่ประชุมได้หารือการกำหนด บทบาทหน่วยงานภาคีในการร่วมลงนาม MOU การเตรียมข้อมูลเชิงวิชาการและสถานการณ์สุขภาพประกอบการจัดทำข้อเสนอเชิงนโยบาย รวมถึงแนวทางการจัดกิจกรรมและมาตรการขับเคลื่อนในพื้นที่ เช่น การพัฒนาพื้นที่สุขภาวะ การรณรงค์ส่งเสริมกิจกรรมทางกายในชุมชน และการสร้างความตระหนักในการลดปัจจัยเสี่ยงต่อ NCDs ผลจากการประชุมครั้งนี้ทำให้เกิด ความเข้าใจร่วมและแนวทางการดำเนินงานที่ชัดเจน ในการเตรียมจัดทำ MOU การขับเคลื่อน NCDs ของจังหวัดยะลา พร้อมทั้งกำหนดกรอบการดำเนินงานและการประสานงานระหว่างหน่วยงาน เพื่อผลักดันมาตรการด้านสุขภาพสู่การปฏิบัติในพื้นที่อย่างเป็นรูปธรรมต่อไป

 

ประชุมชี้แจงการประชุมพัฒนาศักยภาพภาคีเครือข่ายNCDs 4 จังหวัด ประชุมเตรียม MOU ยะลา กับ สช.และ สสส. 29 ต.ค. 2568 29 ต.ค. 2568

 

ประชุมชี้แจงการประชุมพัฒนาศักยภาพภาคีเครือข่ายNCDs 4 จังหวัด ประชุมเตรียม MOU ยะลา กับ สช.และ สสส.

 

สรุปผลการประชุมเตรียมการพัฒนาศักยภาพภาคีเครือข่าย NCDs และการจัดทำ MOU จังหวัดยะลา วันที่ 29 ตุลาคม 2568 ทีมงานโครงการส่งเสริมกิจกรรมทางกาย (PA) ได้ประชุมร่วมกับสำนักงานคณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติ (สช.) และสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) เพื่อชี้แจงแนวทางการจัด การประชุมพัฒนาศักยภาพภาคีเครือข่าย NCDs ใน 4 จังหวัด และเตรียมความพร้อมในการจัดทำ บันทึกข้อตกลงความร่วมมือ (MOU) การขับเคลื่อนการลดโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง (NCDs) จังหวัดยะลา ที่ประชุมได้ร่วมกันกำหนดกรอบและเนื้อหาการจัดประชุมเชิงปฏิบัติการ เรื่อง “เสริมศักยภาพทีมจังหวัดในการพัฒนาและใช้เครื่องมือวิเคราะห์ข้อมูลสถานการณ์สุขภาพเพื่อการลด NCDs” ซึ่งกำหนดจัดขึ้นระหว่างวันที่ 14–15 พฤศจิกายน 2568 ณ สถาบันนโยบายสาธารณะ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ โดยมีเป้าหมายเพื่อพัฒนาศักยภาพทีมจังหวัดในการใช้ข้อมูลสถานการณ์สุขภาพ การวิเคราะห์ปัจจัยเสี่ยง และการออกแบบมาตรการลด NCDs ในระดับพื้นที่ การประชุมเชิงปฏิบัติการดังกล่าวจะประกอบด้วยการแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ด้านการส่งเสริมกิจกรรมทางกาย การลดพฤติกรรมเนือยนิ่ง และการจัดการอาหารเพื่อสุขภาวะ รวมถึงการนำเสนอข้อมูลสถานการณ์สุขภาพระดับพื้นที่ และกิจกรรม Workshop เพื่อวิเคราะห์เครือข่ายระดับจังหวัด (Mapping เครือข่าย คน งาน และช่องว่างการดำเนินงาน) เพื่อออกแบบกลไกความร่วมมือในการขับเคลื่อนงาน NCDs ในแต่ละจังหวัด นอกจากนี้ ยังมีการจัดกิจกรรมแนะนำ เครื่องมือการเก็บข้อมูลสถานการณ์สุขภาพเพื่อการลด NCDs และการฝึกปฏิบัติการใช้ระบบเก็บข้อมูล เพื่อสนับสนุนการติดตามประเมินผลและการวิเคราะห์ข้อมูลในระดับพื้นที่ ผลจากการประชุมครั้งนี้ทำให้เกิด ความชัดเจนในการจัดกระบวนการพัฒนาศักยภาพภาคีเครือข่าย NCDs ระดับจังหวัด การเตรียมข้อมูลสถานการณ์สุขภาพ และแนวทางการประสานความร่วมมือระหว่างหน่วยงาน เพื่อสนับสนุนการขับเคลื่อนนโยบายลด NCDs และการจัดทำ MOU จังหวัดยะลาให้สามารถดำเนินงานได้อย่างเป็นรูปธรรมในระยะต่อไป

 

WS การทำแผน PA กับพี่เลี้ยง และร่วมงาน SEAPAC 2025 ณ เซ็นทาราแกรนด์ บางกอก 5 พ.ย. 2568 5 พ.ย. 2568

 

กำหนดการ 5 – 7 พฤศจิกายน 2568 สถาบันนโยบายสาธารณะ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์กับพี่เลี้ยง 4 จังหวัด NCDs Ecosystem  หัวข้อ: ประชุมกับพี่เลี้ยง วันที่ 5 พฤศจิกายน 2568
ภายใต้การจัดการสัมมนาด้านกิจกรรมทางกาย SOUTH-EAST ASIA PHYSICAL ACTIVITY CONFERENCE 2025 (SEAPAC 2025) ณ โรงแรมเซ็นทารา แกรนด์ บางกอก คอนเวนชัน เซ็นเตอร์ แอท เซ็นทรัลเวิลด์ กรุงเทพมหานคร

เวลา     กิจกรรม
14.00 – 14.15 น.     ชี้แจงแผนการขับเคลื่อนภาพรมของโครงการ 14.15 – 15.00 น.     จังหวัดนำเสนอแผนจังหวัดขับเคลื่อน
15.00 – 15.30 น.     นำเสนอร่างเครื่องมือในการเก็บข้อมูล PA และเนือยนิ่ง
15.30 – 16.20 น. การวางแผนการเก็บรวบรวม จำนวนกลุ่มตัวอย่าง เป้าหมาย setting
16.20-16.30 น. สรุปประชุม

หัวข้อ: การพัฒนาและขับเคลื่อนแผนงานโครงการส่งเสริมกิจกรรมทางกายในระดับท้องถิ่น วันที่ 6 พฤศจิกายน 2568
เวลา     กิจกรรม
08.30 – 08.45 น. ลงทะเบียน 08.45 – 09.00 น. ชมวิดีโอต้นแบบของการส่งเสริมกิจกรรมทางกาย
09.00 – 09.30 น. แนวคิดหลักการสำคัญในการทำแผนกิจกรรมทางกายระดับท้องถิ่น     ผศ.ดร.พงค์เทพ สุธีรวุฒิ รองอธิการบดีฝ่ายบริหารและยุทธศาสตร์
    มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ 09.30 – 09.45 น. คู่มือแนวทางในการทำแผนกิจกรรมทางกายในระดับท้องถิ่น ดร.เพ็ญ สุขมาก ผู้อำนวยการนโยบายสาธารณะ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์
09.45 – 10.00 น. รูปธรรมความสำเร็จในกรณีศึกษาการจัดทำโครงการส่งเสริมกิจกรรมทางกายในท้องถิ่น
ภก.สมชาย ละอองพันธุ์ สำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) เขต 12

หัวข้อ: ประชุมกับพี่เลี้ยง
วันที่ 7 พฤศจิกายน 2568 (11.00-12.00 น.) เวลา     กิจกรรม
11.00-12.00 น. AAR ถอดบทเรียน การเข้าร่วมกิจกรรม

 

สรุปผลการจัดประชุมเชิงปฏิบัติการ (Workshop) การจัดทำแผนกิจกรรมทางกาย (PA) ระหว่างวันที่ 5 – 7 พฤศจิกายน 2568 ภายใต้การจัดการสัมมนา SOUTH-EAST ASIA PHYSICAL ACTIVITY CONFERENCE 2025 (SEAPAC 2025) ณ โรงแรมเซ็นทารา แกรนด์ บางกอก คอนเวนชัน เซ็นเตอร์ แอท เซ็นทรัลเวิลด์ กรุงเทพมหานคร การประชุมเชิงปฏิบัติการครั้งนี้จัดขึ้นโดยสถาบันนโยบายสาธารณะ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ ร่วมกับพี่เลี้ยงโครงการจาก 4 จังหวัดในระบบ NCDs Ecosystem เพื่อพัฒนาศักยภาพทีมจังหวัดในการจัดทำแผนงานและโครงการส่งเสริมกิจกรรมทางกายในระดับท้องถิ่น ผลจากการประชุม ทำให้ทีมจังหวัดและพี่เลี้ยงได้ร่วมกัน ทบทวนกรอบการขับเคลื่อนโครงการและนำเสนอแผนการดำเนินงานระดับจังหวัด พร้อมทั้งหารือแนวทางการพัฒนาเครื่องมือในการเก็บข้อมูลสถานการณ์การมีกิจกรรมทางกายและภาวะเนือยนิ่ง รวมถึงการกำหนดเป้าหมายกลุ่มตัวอย่างและ setting ในการเก็บข้อมูล เพื่อสนับสนุนการวิเคราะห์สถานการณ์สุขภาพในพื้นที่ นอกจากนี้ ได้มีการเสริมองค์ความรู้เกี่ยวกับ แนวคิดและหลักการสำคัญในการจัดทำแผนกิจกรรมทางกายระดับท้องถิ่น รวมถึงแนวทางการพัฒนาโครงการจากกรณีศึกษาความสำเร็จของพื้นที่ และการใช้คู่มือการจัดทำแผนเพื่อสนับสนุนการออกแบบโครงการในระดับท้องถิ่นให้สามารถนำไปปฏิบัติได้จริง ในช่วงท้ายของการประชุม ได้มีการดำเนินกิจกรรม AAR (After Action Review) เพื่อถอดบทเรียนจากการเข้าร่วมการประชุม SEAPAC 2025 และการประชุมเชิงปฏิบัติการร่วมกับพี่เลี้ยง ซึ่งช่วยให้ทีมจังหวัดได้แลกเปลี่ยนประสบการณ์ แนวทางการพัฒนาแผนงาน และข้อเสนอเพื่อปรับปรุงการดำเนินงานในระยะต่อไป การดำเนินกิจกรรมครั้งนี้ส่งผลให้ทีมจังหวัดมีความพร้อมในการพัฒนา แผนงานและโครงการส่งเสริมกิจกรรมทางกายในระดับท้องถิ่น และสามารถนำองค์ความรู้ที่ได้รับไปใช้ในการขับเคลื่อนการลดโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง (NCDs) และส่งเสริมการมีกิจกรรมทางกายในพื้นที่อย่างเป็นรูปธรรมต่อไป

 

ประชุมกับทีม HIA PA 7 พ.ย. 2568 7 พ.ย. 2568

 

ทีมงานได้ประชุมร่วมกับทีมประเมินผลกระทบด้านสุขภาพ (Health Impact Assessment: HIA) เพื่อกำหนดแนวทางการติดตามและประเมินผลการดำเนินงานด้านการส่งเสริมกิจกรรมทางกาย (PA) ภายใต้การขับเคลื่อนโครงการ NCDs Ecosystem ในพื้นที่นำร่อง

 

ทีมงานได้ประชุมร่วมกับทีมประเมินผลกระทบด้านสุขภาพ (Health Impact Assessment: HIA) เพื่อกำหนดแนวทางการติดตามและประเมินผลการดำเนินงานด้านการส่งเสริมกิจกรรมทางกาย (PA) ภายใต้การขับเคลื่อนโครงการ NCDs Ecosystem ในพื้นที่นำร่อง ที่ประชุมได้ทบทวนการใช้เครื่องมือ HIA เพื่อวิเคราะห์ผลกระทบด้านสุขภาพจากมาตรการหรือกิจกรรมส่งเสริมกิจกรรมทางกาย พร้อมทั้งกำหนด กรอบการประเมินผลเบื้องต้น โดยเน้นการประเมิน 3 ประเด็นหลัก ได้แก่ 1. การผลักดันนโยบายและมาตรการที่สนับสนุนการมีกิจกรรมทางกาย 2. การพัฒนาสภาพแวดล้อมและกลไกการทำงานของเครือข่ายในพื้นที่ 3. การเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมการมีกิจกรรมทางกายและการลดภาวะเนือยนิ่งของประชาชน นอกจากนี้ ที่ประชุมได้หารือแนวทางการใช้ข้อมูลสถานการณ์กิจกรรมทางกายและภาวะเนือยนิ่งในพื้นที่ เพื่อสนับสนุนการวิเคราะห์ผลกระทบด้านสุขภาพ และใช้เป็นข้อมูลประกอบการพัฒนานโยบายและมาตรการลดโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง (NCDs) ในระดับพื้นที่ต่อไป

 

ลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ (MOU) ลด NCDs จ.ยะลา 12 พ.ย. 2568 12 พ.ย. 2568

 

กำหนดการจัดเวที KickOff
“การบูรณาการความร่วมมือในการพัฒนานโยบายสาธารณะในการสร้างสภาพแวดล้อมที่เอื้อ
เพื่อลดโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง (NCDs) จ.ยะลา” วันพฤหัสบดีที่ 13 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568  เวลา 08.30-16.00 น ณ ห้องประชุมชั้น 2 ศูนย์อำนวยการบริหารจังหวัดชายแดนภาคใต้ (ศอ.บต.)
อำเภอเมืองยะลา จังหวัดยะลา 08:30 - 09:00 น. ลงทะเบียน 09:00 - 09:10 น.  ชมวิดิโอรูปธรรมความสำเร็จในการขับเคลื่อนกิจกรรมทางกายในพื้นที่
09.10-09.20  น กิจกรรมแสดงความอาลัย "สมเด็จพระบรมราชชนนีพันปีหลวง"
ชมการสาธิต การขยับ ลดเนือยนิ่ง โดยผู้สูงอายุ
09:20- 09:30 น. กล่าวต้อนรับ โดย  ผู้ว่าราชการจังหวัดยะลา
09:30 - 09:40 น. กล่าวรายงาน โดย  ผศ.ดร.พงค์เทพ สุธีรวุฒิ     ผู้แทนกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.)     และรองอธิการบดีฝ่ายบริหารและยุทธศาสตร์     มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์
09:40 - 09:50 น. กล่าวเปิดงาน โดย นพ.สุเทพ เพชรมาก เลขาธิการคณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติ 09:50 - 10:20 น. พิธีลงนามความร่วมมือและประกาศเจตนารมณ์ “การบูรณาการความร่วมมือในการพัฒนานโยบายสาธารณะลดโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง (NCDs) จ.ยะลา” ประกาศเจตนารมณ์ โดย นายรอซีดี เลิศอริยะพงษ์สกุล ประธานสมัชชาสุขภาพจังหวัดยะลา 10:20 - 10:50 น. ปาฐกถาเรื่อง “บทบาท สสส.การสนับสนุนเชิงพื้นที่เพื่อเสริมสร้างสุขภาวะของประชาชน”
    โดย ผศ.ดร.พงค์เทพ สุธีรวุฒิ     ผู้แทนกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.)     และรองอธิการบดีฝ่ายบริหารและยุทธศาสตร์     มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์
10:50 - 11:20 น. ปาฐกถา เรื่อง “การพัฒนานโยบายสาธารณะแบบมีส่วนร่วมเพื่อสร้างสภาวะ แวดล้อมที่เอื้อต่อการลดโรคไม่ติดต่อ (NCDs)”
โดย นพ.สุเทพ เพชรมาก เลขาธิการคณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติ 11.20-12.30 น  เสวนา “แนวทางการบูรณาการความร่วมมือเพื่อพัฒนานโยบายสาธารณะด้านการส่งเสริมกิจกรรมทางกาย ลดภาวะเนือยนิ่ง และสร้างสภาพแวดล้อมที่เอื้อในการลด NCDs จ.ยะลา” ผู้ร่วมเสวนาผู้แทนประกอบด้วยผู้แทนจากหน่วยงาน   - องค์การบริหารส่วนจังหวัดยะลา - สำนักสร้างเสริมวิถีชีวิตสุขภาวะ (สน.5) (สสส.) - ผู้อำนวยการสำนักนโยบายสาธารณะภาคใต้  (สช.) - สำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ เขต 12 สงขลา (สปสช.เขต 12) - สำนักงานสาธารณสุขจังหวัดยะลา
ดำเนินรายการ โดย ดร.ซอฟียะห์  นิมะ  สถาบันนโยบายสาธารณะ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์
12:30 –13:30 น. พักรับประทานอาหารกลางวัน 13.30-15.00 น ระดมความเห็นเพื่อออกแบบแนวทางการบูณาการกลไกความร่วมมือ เพื่อขับเคลื่อนงาน NCDs จังหวัดยะลา • โครงสร้างการดำเนินงาน (กลไกหนุนเสริม การขับเคลื่อน และการติดตามประเมินผล) • ประเด็นจุดเน้น มาตรการสำคัญในการขับเคลื่อน
• Roadmap/แผนการดำเนินงานของจังหวัด โดย  ดร.เพ็ญ  สุขมาก ผู้อำนวยการสถาบันนโยบายสาธารณะ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ นายรอซีดี เลิศอริยะพงษ์สกุล ประธานสมัชชาสุขภาพจังหวัดยะลา
15.00-15.30 น สรุปและปิดการประชุม

หมายเหตุ กิจกรรมครั้งนี้ส่งเสริมการประชุมแบบ Healthy Meeting
กำหนดการ แถลงข่าว เวลา 11:20 – 12:00 น.                   ผู้ร่วมแถลงข่าวประกอบด้วย
• ผู้ว่าราชการจังหวัดยะลา • เลขาธิการคณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติ • นายก อบจ.ยะลา • รองอธิการฝ่ายบริหารและยุทธศาสตร์ ม.อ. • เลขาธิการ ศอ.บต. • ผู้อำนวยการศูนย์อนามัยที่ 12 ยะลา
• นายแพทย์สาธารณสุขจังหวัด

รายนามองค์กรร่วมลงนาม MOU 1. องค์การบริหารส่วนจังหวัดยะลา
2. สำนักงานคณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติ (สช.)
3. สำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) เขต 12 4. เลขาธิการศูนย์อำนวยการบริหารจังหวัดชายแดนภาคใต้ (ศอ.บต.)
5. โรงพยาบาลยะลา
6. สำนักงานสาธารณสุขจังหวัดยะลา
7. ศูนย์อนามัยที่ 12 จังหวัดยะลา
8. เทศบาลนครยะลา 9. สำนักงานเกษตรและสกรณ์ จังหวัดยะลา
10. สำนักงานเกษตร จังหวัดยะลา
11. สำนักงานสภาเกษตรกรจังหวัดยะลา 12. สำนักงานพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์จังหวัดยะลา
13. สำนักงานพัฒนาชุมชน จังหวัดยะลา 14. สำนักงานป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย จังหวัดยะลา 15. วิทยาลัยการสาธารณสุขสิรินธรจังหวัดยะลา 16. วิทยาลัยพยาบาลบรมราชชนนียะลา
17. มหาวิทยาลัยราชภัฏยะลา
18. มหาวิทยาลัยการกีฬาแห่งชาติ จังหวัดยะลา
19. สำนักงานจังหวัดยะลา
20. นายอำเภอรามัน
21. ผู้อำนวยการโรงพยาบาลรามัน
22. สภาเด็กและเยาวชน
23. สำนักงานศึกษาธิการภาค 7 24. สำนักงานสาธารณสุขอำเภอรามัน 25. เทศบาลตำบลโกตาบารู 26. เทศบาลเมืองรามัน 27. องค์การบริหารส่วนตำบลบาโงย 28. องค์การบริหารส่วนตำบลหน้าถ้ำ 29. องค์การบริหารส่วนตำบลบือมัง 30. เทศบาลเมืองสะเตงนอก
31. สมัชชาสุขภาพจังหวัดยะลา
32. กลไกคณะกรรมการเขตสุขภาพเพื่อประชาชน (กขป.) 33. สภาองค์กรชุมชนจังหวัดยะลา (พอช)
34. คณะกรรมการพัฒนาคุณภาพชีวิตระดับอำเภอ (พชอ.) เมือง
35. Node Flagship จังหวัดยะลา 36. มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ 37. ศูนย์พัฒนาการเมืองภาคพลเมืองจังหวัดยะลา 38. สมาคมจันทร์เสี้ยวการแพทย์และสาธารณสุข
39. มูลนิธิเพื่อการแพทย์และสาธารณสุข

 

การบูรณาการความร่วมมือในการพัฒนานโยบายสาธารณะในการสร้างสภาพแวดล้อมที่เอื้อ
เพื่อลดโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง (NCDs) จ.ยะลา
ภายใต้โครงการ “ยกระดับและขับเคลื่อนนโยบายสาธารณะเพื่อส่งเสริมการมีกิจกรรมทางกายที่เพียงพอและลดภาวะเนือยนิ่ง”
วันพฤหัสบดีที่ 13 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568
สถานที่ ห้องประชุมชั้น 2 ศูนย์อำนวยการบริหารจังหวัดชายแดนภาคใต้ (ศอ.บต.) อำเภอเมืองยะลา จังหวัดยะลา 1. หน่วยงานรับผิดชอบ • หน่วยงานหลัก: สถาบันนโยบายสาธารณะ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์
• หน่วยงานสนับสนุนหลัก: สำนัก 5 สำนักสร้างเสริมวิถีชีวิตสุขภาวะ สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) • หน่วยงานร่วมสนับสนุน: สำนักงานคณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติ (สช.) สำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) • ภาคีระดับจังหวัด: องค์การบริหารส่วนจังหวัดยะลา สมัชชาสุขภาพจังหวัดยะลา
และภาคีเครือข่ายในจังหวัดยะลา รวมจำนวน 39 องค์กร
2. ที่มาและความสำคัญ ด้วยสถาบันนโยบายสาธารณะ ได้รับการสนับสนุนจากแผนส่งเสริมกิจกรรมทางกาย สำนักสร้างเสริมวิถีสุขภาวะ (สำนัก 5) สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) ให้ดำเนินงาน โครงการ “ยกระดับและขับเคลื่อนนโยบายสาธารณะเพื่อส่งเสริมการมีกิจกรรมทางกายที่เพียงพอและลดภาวะเนือยนิ่ง” ระยะเวลาดำเนินงาน ระหว่างวันที่ 1 กันยายน 2568 - 30 กรกฎาคม 2569
วัตถุประสงค์โครงการ 1. เพื่อติดตามประเมินผลกระทบจากการขับเคลื่อนมติสมัชชาสุขภาพแห่งชาติ ว่าด้วยการส่งเสริมให้คนไทยทุกช่วงวัยมีกิจกรรมทางกายเพิ่มขึ้น และนำผลการประเมินมาใช้ในการยกระดับขยายผลเชิงระบบและนโยบาย 2. เพื่อบูรณาการความร่วมมือในการพัฒนานโยบายสาธารณะการส่งเสริมกิจกรรมทางกาย ลดภาวะเนือยนิ่งในระดับจังหวัด 3. เพื่อผลักดันข้อเสนอเชิงนโยบายระดับชาติว่าด้วยการปรับสภาพแวดล้อมให้เอื้อต่อกิจกรรมทางกายในชีวิตประจำวัน และการผลักดันนโยบายการส่งเสริมกิจกรรมทางกายและลดภาวะเนือยนิ่งผ่านการมีส่วนร่วมของ สมาคมสันนิบาตเทศบาลจังหวัด และ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นโดยใช้ชุมชนท้องถิ่นเป็นฐานในพื้นที่เป้าหมายสู่การปฏิบัติ (ต่อยอด) 4. เพื่อพัฒนารูปแบบการส่งเสริมกิจกรรมทางกาย ลดภาวะเนือยนิ่ง ที่สอดคล้องกับบริบทพหุวัฒนธรรมในพื้นที่นำร่องจังหวัดชายแดนภาคใต้
5. พัฒนาระบบและกลไกสนับสนุนการขับเคลื่อนเชิงนโยบายในการส่งเสริมกิจกรรมทางกาย ระบบฐานข้อมูลติดตามข้อมูลสุขภาพตำบล ระบบการพัฒนาศักยภาพ ระบบการจัดการความรู้ และกลไกการสื่อสาร

กิจกรรม kickoff ครั้งนี้ เป็นส่วนหนึ่งของวัตถุประสงค์ข้อ 2 เรื่องเพื่อบูรณาการความร่วมมือในการพัฒนานโยบายสาธารณะการส่งเสริมกิจกรรมทางกายลดภาวะเนือยนิ่งในระดับจังหวัดนำร่อง 4 จังหวัด (น่าน กาญจนบุรี สุราษฎร์ธานี ยะลา) โดยมีกิจกรรมที่สำคัญ ดังต่อไปนี้
1) พัฒนาความร่วมมือและแผนนโยบายสาธารณะขับเคลื่อนการส่งเสริมกิจกรรมทางกายกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องระดับประเทศ โดยโครงการประชุมร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง สสส.สช.สปสช. เพื่อร่วมกำหนดเป้าหมายในการพัฒนานโยบายสาธารณะในการส่งเสริมกิจกรรมทางกายและลดภาวะเนือยนิ่ง ของจังหวัดเป้าหมาย NCDs Ecosystem  จำนวน 4 จังหวัด คือจังหวัดน่าน  กาญจนบุรี ยะลา และสุราษฎร์ธานี 2) พัฒนาความร่วมมือและแผนนโยบายสาธารณะขับเคลื่อนกิจกรรมทางกายกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องระดับจังหวัด โดยโครงการประชุมทำความร่วมมือกับจังหวัดเป้าหมาย NCDs Ecosystem เพื่อพัฒนาและออกแบบนโยบายสาธารณะ ร่วมกับกลไกการพัฒนานโยบายสาธารณะระดับจังหวัด เช่นกลไกสมัชชาจังหวัด กลไกบูรณาการจังหวัดของสำนัก สภส.สสส. กลไกแผนร่วมทุนของสำนัก 6 สสส. และองค์การบริหารส่วนจังหวัด (อบจ.) เพื่อพัฒนาและขับเคลื่อนข้อเสนอนโยบายสาธารณะในการส่งเสริมกิจกรรมทางกายและลดภาวะเนือยนิ่งในจังหวัดนำร่อง 3) พัฒนาศักยภาพคณะทำงานแกนนำจังหวัด ในการพัฒนาเครื่องมือการเก็บรวบรวมข้อมูล วิเคราะห์ข้อมูลสถานการณ์ ระดับความรอบรู้ ค่านิยมเชิงบวก พฤติกรรมการมีกิจกรรมทางกาย พฤติกรรมเนือยนิ่ง รวมทั้งปัจจัยที่เกี่ยวข้องในการมีกิจกรรมทางกายและภาวะเนือยนิ่งระดับจังหวัด 4) คณะทำงานระดับจังหวัดเก็บรวบรวมข้อมูลตามเครื่องมือและวิเคราะห์ข้อมูลสถานการณ์ระดับความรอบรู้ ค่านิยมเชิงบวก พฤติกรรมการมีกิจกรรมทางกาย พฤติกรรมเนือยนิ่ง รวมทั้งปัจจัยที่เกี่ยวข้องในการมีกิจกรรมทางกายและภาวะเนือยนิ่งระดับจังหวัด ปัญหากิจกรรมทางกาย ขนาด/ความรุนแรง / ปัจจัยส่งเสริมสาเหตุปัจจัยเอื้อ เพื่อเป็นข้อมูลในการจัดทำแผนการพัฒนาและขับเคลื่อนกิจกรรมทางกาย ลดภาวะเนือยนิ่งของจังหวัดเดป้าหมาย
5) พัฒนาแผนและข้อเสนอโครงการ โดยจัดประชุมกลุ่ม ภาคีที่เกี่ยวข้อง เช่น กลไกสมัชชาจังหวัด ตัวแทนผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย ในระดับจังหวัดเพื่อจัดแผนการพัฒนาและขับเคลื่อนนโยบายสาธารณะ เพื่อเพิ่มการมีกิจกรรมทางกายและลดภาวะเนือยนิ่ง จำนวน 120 คน (กิจกรรมนี้อย่างน้อย 3 ครั้ง ครั้งที่ 1 ทำแผน ครั้งที่ 2 รับฟังความเห็น ครั้งที่ 3 ทำแผนงานโครงการเพื่อขับเคลื่อน) ประชุมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องระดับจังหวัดเพื่อผลักดันแผนเป็นแผนปฏิบัติการของหน่วยงาน
6) ปฏิบัติการสนับสนุนกิจกรรมตามแผนและโครงการในการเพิ่มกิจกรรมทางกายและลดภาวะเนือยนิ่งในพื้นที่นำร่อง จำนวน 4 จังหวัด จากนั้นจังหวัดเป้าหมายดำเนินการตามแผนการขับเคลื่อนและสร้างปฏิบัติการตามแผนในพื้นที่เป้าหมายที่กำหนด อย่างน้อยจังหวัดละ 3 โครงการ 7) คณะทำงานระดับจังหวัดเก็บรวบรวมข้อมูลผลลัพธ์การดำเนินงานตามแผน ประกอบด้วย ระดับความรอบรู้ ค่านิยมเชิงบวก พฤติกรรมการมีกิจกรรมทางกาย พฤติกรรมเนือยนิ่ง
8) ประเมินผลการขับเคลื่อนข้อเสนอนโยบายตามแผน และถอดบทเรียน สังเคราะห์ชุดความรู้และรูปแบบการดำเนินงานพัฒนาและขับเคลื่อนนโยบายสาธารณะว่าด้วยการส่งเสริมกิจกรรมทางกายและลดภาวะเนือยนิ่ง
ผลผลิตและผลลัพธ์ของวัตถุประสงค์ เพื่อบูรณาการความร่วมมือในการพัฒนานโยบายสาธารณะการส่งเสริมกิจกรรมทางกาย ลดภาวะเนือยนิ่งในระดับจังหวัด 1. ร้อยละ 80 ของกลุ่มเป้าหมายมีระดับความรู้ ความเข้าใจเกี่ยวกับกิจกรรมทางกายเพิ่มขึ้น
2. ร้อยละ 75 ของประชาชนกลุ่มเป้าหมายมีค่านิยมเชิงบวกด้านความกระฉับกระเฉงและการมีกิจกรรมทางกาย
3. ร้อยละ 75 ของประชาชนในพื้นที่เป้าหมายมีกิจกรรมทางกายเพิ่มขึ้น
4. ร้อยละ 25 ของประชาชนในพื้นที่มีภาวะเนือยนิ่งลดลง
5. พื้นที่ต้นแบบในการดำเนินงาน PA ในการเสริมสร้างความรอบรู้ด้าน PA และ SB จำนวน 4 จังหวัด 6. เกิดแผนบูรณาการความร่วมมือในการพัฒนานโยบายสาธารณะการส่งเสริมกิจกรรมทางกายลดภาวะเนือยนิ่งในระดับจังหวัด 7. เกิดข้อเสนอโครงการส่งเสริมกิจกรรมทางกายลดภาวะเนือยนิ่งในระดับจังหวัด อย่างน้อยจังหวัดละ 10 โครงการ 8. เกิดกิจกรรมนำร่องโครงการส่งเสริมกิจกรรมทางกายลดภาวะเนือยนิ่งในระดับจังหวัด อย่างน้อยจังหวัดละ 3 โครงการ 9. กลุ่มเป้าหมายที่จะได้ผลประโยชน์จากโครงการประกอบด้วย วัยเด็ก วัยเรียน วัยทำงาน วัยผู้สูงอายุ และพื้นที่ดำเนินการ Setting โรงเรียน สถานที่ทำงานน และชุมชน
การดำเนินงานในครั้งนี้มีความจำเป็นต้องบูรณาการความร่วมมือจากภาคีที่เกี่ยวข้องให้ครอบคลุมทุกกลุ่มวัย เนื่องจากการส่งเสริมกิจกรรมทางกายและการลดภาวะเนือยนิ่งเป็นประเด็นที่มีความซับซ้อนและเชื่อมโยงกับหลายมิติ ทั้งด้านสาธารณสุข การศึกษา เศรษฐกิจ สังคม สิ่งแวดล้อม และนโยบาย การขับเคลื่อนให้เกิดผลอย่างเป็นรูปธรรมจึงต้องอาศัยความร่วมมือของหน่วยงานภาครัฐ ภาควิชาการ ภาคท้องถิ่น ภาคประชาชน และภาคเอกชนในระดับจังหวัด โดยโครงการได้ดำเนินการวิเคราะห์และระบุหน่วยงานที่มีบทบาทสำคัญในการร่วมดำเนินงานจำนวน 36 หน่วยงาน ครอบคลุมตั้งแต่หน่วยงานนโยบายระดับจังหวัด หน่วยงานปฏิบัติในพื้นที่ ซึ่งทุกภาคีมีบทบาทสำคัญในการร่วมกำหนดทิศทาง พัฒนาแผนปฏิบัติ และสร้างระบบติดตามผลที่ต่อเนื่อง เพื่อให้การบูรณาการความร่วมมือในการพัฒนานโยบายสาธารณะในการสร้างสภาพแวดล้อมที่เอื้อเพื่อลดโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง (NCDs) จ.ยะลา สามารถบรรลุเป้าหมายได้อย่างยั่งยืน ดังนั้น จึงจัดเวที Kickoff ในวันที่ 13 พฤศจิกายน 2568 เพื่อบูรณาการความร่วมมือทุกภาคส่วนในจังหวัดยะลา ขับเคลื่อนนโยบายลด NCDs และให้ได้ผลลัพธ์ตามเป้าหมาย โดยร่วมกำหนดเป้าหมายและตัวชี้วัด พัฒนาเครื่องมือและแผนเก็บข้อมูล ออกแบบมาตรการและโครงการของจังหวัด นำร่องสู่ Roadmap และร่วมลงนามความร่วมมือ (MOU) เพื่อขยายผลสู่แผนปฏิบัติของหน่วยงานท้องถิ่น และติดตามประเมินผลอย่างเป็นระบบ เพื่อยกระดับข้อเสนอเชิงนโยบายระดับจังหวัดอย่างยั่งยืนต่อไป

 

พัฒนาศักยภาพเครือข่ายการขับเคลื่อนลด NCDs เพิ่ม PA ลดเนือยนิ่ง/ IHPP สถานการณ์พฤติกรรมสุขภาพและสภาวะแวดล้อมทางกายภาพและสังคมระดับพื้นที่ 14 พ.ย. 2568 14 พ.ย. 2568

 

พัฒนาศักยภาพเครือข่ายการขับเคลื่อนลด NCDs เพิ่ม PA ลดเนือยนิ่ง
IHPP ZOOM1 สถานการณ์พฤติกรรมสุขภาพและสภาวะแวดล้อมทางกายภาพและสังคมระดับพื้นที่

 

สรุปผลการประชุมเชิงปฏิบัติการ “เสริมศักยภาพทีมจังหวัดในการพัฒนาและใช้เครื่องมือวิเคราะห์ข้อมูลสถานการณ์สุขภาพเพื่อการลดโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง (NCDs)” วันที่ 14–15 พฤศจิกายน 2568 ณ สถาบันนโยบายสาธารณะ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ การประชุมเชิงปฏิบัติการครั้งนี้มีผู้เข้าร่วมจากเครือข่าย NCDs Ecosystem จำนวน 4 จังหวัด ได้แก่ น่าน กาญจนบุรี สุราษฎร์ธานี และยะลา รวมทั้งสิ้น 35 คน ประกอบด้วยหน่วยงานสาธารณสุข องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น สถาบันการศึกษา และภาคีภาคประชาสังคม เพื่อพัฒนาศักยภาพทีมจังหวัดในการวิเคราะห์ข้อมูลสถานการณ์สุขภาพและออกแบบมาตรการลดโรคไม่ติดต่อเรื้อรังในระดับพื้นที่ ผลจากการประชุม ผู้เข้าร่วมได้รับองค์ความรู้เกี่ยวกับ การส่งเสริมกิจกรรมทางกาย การลดพฤติกรรมเนือยนิ่ง และอาหารเพื่อสุขภาวะ รวมทั้งแนวคิดการสร้างสภาพแวดล้อมสุขภาวะตามกรอบ 3:5:5 และตัวอย่างรูปธรรมความสำเร็จจากพื้นที่ต่าง ๆ นอกจากนี้ยังได้รับข้อมูลสถานการณ์พฤติกรรมสุขภาพและสภาวะแวดล้อมระดับพื้นที่ เพื่อนำไปใช้ในการวิเคราะห์ปัญหาและกำหนดมาตรการที่เหมาะสมกับบริบทของจังหวัด ในช่วง Workshop ทีมจังหวัดได้ร่วมกันทำ Mapping เครือข่ายระดับจังหวัด เพื่อวิเคราะห์กลไกการทำงาน นโยบาย และระบบติดตามประเมินผล รวมถึงการกำหนดประเด็นจุดเน้นและมาตรการสำคัญในการขับเคลื่อนงาน NCDs ของแต่ละจังหวัด นอกจากนี้ ผู้เข้าร่วมยังได้รับการฝึกปฏิบัติ การใช้เครื่องมือและโปรแกรมเก็บข้อมูลสถานการณ์สุขภาพ เช่น ข้อมูลกิจกรรมทางกายและอาหารสุขภาวะ เพื่อให้ทีมจังหวัดสามารถนำเครื่องมือไปใช้ในการเก็บข้อมูล วิเคราะห์สถานการณ์ และสนับสนุนการออกแบบนโยบายหรือมาตรการลด NCDs บนฐานข้อมูลจริง จากการดำเนินกิจกรรมครั้งนี้ ทำให้เกิด ทีมทำงานระดับจังหวัดที่มีความพร้อมในการเก็บข้อมูล วิเคราะห์สถานการณ์ และออกแบบมาตรการลด NCDs รวมทั้งได้แนวทางในการพัฒนาแผนงาน โครงการ และระบบติดตามประเมินผลในระดับพื้นที่ ซึ่งสามารถนำไปใช้เป็น Roadmap การขับเคลื่อนนโยบายสาธารณะด้านการส่งเสริมสุขภาพและการลดโรคไม่ติดต่อเรื้อรังในระดับจังหวัด

 

ประชุมแผนงาน PA ภูเก็ต 9 ธ.ค. 2568 9 ธ.ค. 2568

 

แผนการดำเนินงานกิจกรรมการปรับสภาพแวดล้อมให้เอื้อต่อกิจกรรมทางกายในชีวิตประจำวัน
ผลักดันนโยบายสาธารณะ โดยใช้ชุมชนท้องถิ่นเป็นฐานภายใต้โครงการ  “ยกระดับและขับเคลื่อนนโยบายสาธารณะเพื่อส่งเสริมการมีกิจกรรมทางกายที่เพียงพอและลดภาวะเนือยนิ่ง” เพื่อการสร้างความร่วมมือลดโรค NCDs และส่งเสริมสุขภาพ ร่วมกับเครือข่ายภาคเอกชน จังหวัดภูเก็ต วันอังคารที่ 9 ธันวาคม 2568 เวลา 08.30 น. – 13.00 น. ณ Sound Gallery House

 

วาระที่ 1 แจ้งเพื่อทราบ 1.1 ชี้แจงวัตถุประสงค์การประชุมและนำเสนอรายละเอียดโครงการยกระดับและขับเคลื่อนนโยบายสาธารณะเพื่อส่งเสริมการมีกิจกรรมทางกายที่เพียงพอ และลดภาวะเนือยนิ่ง ดร.เพ็ญ สุขมาก ได้นำเรียนแก่ที่ประชุมถึงวัตถุประสงค์การดำเนินโครงการดังนี้ 1) เพื่อผลักดันข้อเสนอเชิงนโยบายระดับชาติว่าด้วยการปรับสภาพแวดล้อมให้เอื้อต่อกิจกรรมทางกายในชีวิตประจำวัน
2) การผลักดันนโยบายการส่งเสริมกิจกรรมทางกายและลดภาวะเนือยนิ่ง ผ่านการมีส่วนร่วมของภาคเอกชนจังหวัดภูเก็ต 1.2 ข้อมูลเกี่ยวกับความหมายกิจกรรมทางกาย ความสำคัญกิจกรรมทางกาย สถานการณ์ภาวะโรค NCDs และโรคอื่นๆ 5 อันดับแรกอันเป็นสาเหตุการตายและปัญหาสุขภาพประชาชนในเขตสุขภาพที่ 11    แนวทางและกระบวนการดำเนินโครงการ ผลลัพธ์เชิงเศรษฐกิจ และตัวอย่างโครงการที่ดำเนินการแล้ว 1.2.1 ความหมายกิจกรรมทางกาย (Physical Activities) และความสำคัญของกิจกรรมทางกายต่อการเสริมสร้างสุขภาวะที่ดี (ระบุตามภาพด้านล่าง) 1.2.2 สถานการณ์ภาวะอัตราการเกิด และผู้ป่วยโรค NCDs และโรคอื่นๆ 5 อันดับต้น ที่เป็นสาเหตุการตายและปัญหาสุขภาพและคร่าชีวิตประชาชนในเขตสุขภาพที่ 11 (ประกอบด้วย 7 จังหวัดในภาคใต้ตอนบน ได้แก่ ชุมพร, นครศรีธรรมราช, สุราษฎร์ธานี, กระบี่, พังงา, ภูเก็ต, และระนอง 1.2.3 สถานการณ์การมีกิจกรรมทางกาย PA โดยเปรียบเทียบระหว่างกลุ่มอายุโดยภาพรวม 1.2.4 ผลกระทบเชิงบวกต่อสภาพเศรษฐกิจอันเนื่องมาจากกิจกรรมทางกาย 1.2.5 แนวทางการพัฒนาโครงการส่งเสริมกิจกรรมทางกายและสร้างสุขภาวะที่ดีแก่ประชาชน
1.2.6 ตัวอย่าง รูปแบบ องค์ความรู้ ต้นทุน การดำเนินโครงการที่ได้ดำเนินงานที่ผ่านมา อาทิ พัฒนารูปแบบการส่งเสริมกิจกรรมทางกาย (PA) ลดภาวะเนือยนิ่งที่สที่อดคล้องกับบริบทพหุวัฒนธรรมในพื้นที่นําร่องจังหวัดชายแดนภาคใต้ และแบบสถาปัตยกรรมใน 13 องค์การปกครองส่วนท้องถิ่นในพื้นที่นำร่อง 13 จังหวัด เป็นต้น
1.2.7 ข้อมูลรายละเอียดฉบับเต็ม ระบุตามไฟล์เอกสารแนบด้านล่าง https://drive.google.com/file/d/1y3x8mPyTuqhMRW5A8W40nXS_cOI2SW0W/view?usp=sharing 1.3 ข้อมูลเกี่ยวกับการสร้างความร่วมมือเพื่อลดโรค NCDs และส่งเสริมสุขภาพในเครือข่ายภาคเอกชน โดยสำนักงานคณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติ คุณนันทิยา  ลิ่วลักษณ์ ได้ให้ข้อมูลแก่ที่ประชุมถึงสถานการณ์ความรุนแรงของโรคไม่ติดต่อในประเทศไทย ผลกระทบ ต่อภาวะเศรษฐกิจของประเทศไทย อีกทั้งมีการเสนอแนวทางการแก้ไขปัญหาเชิงนโยบายในการแกไขปัญหาโดยใช้หลักเศรษฐศาสตร์พฤติกรรม โดยกำหนดแนวทางการดำเนินงานโดยการสร้างความร่วมมือระหว่างภาคส่วน Health & Non-Health Sector ในการส่วนสร้างนิเวศน์แวดล้อมเพื่อให้คนไทยทุกช่วงวัยสามารถลดความเสี่ยง NCDs โดยมุ่งเป้าการปรับเปลี่ยนพฤติกรรม และการสร้างสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการออกกำลังกายเพิ่มมากยิ่งขึ้น (NCDs Ecosystem) ประกอบด้วยรายละเอียด ดังนี้ 1.3.1 ข้อมูลสถานการณ์ปัจจุบันโรคไม่ติดต่อของคนไทย คนไทยเสียชีวิตจากกลุ่มโรคไม่ติดต่อ (NCDs) ได้แก่ โรคหัวใจและหลอดเลือด โรคมะเร็ง โรคเบาวาน และโรคทางเดินหายใจ สูงถึง ร้อยละ 81 หรือเป็นจำนวนประมาณ 400,000 คนต่อปี ซึ่งสร้างผลกระทบทางเศรษฐกิจสูงถึงประมาณ 1.66 ล้านบาท ในส่วนของค่ารักษาพยาบาลและไม่สามารถปฏิบัติหน้าที่งานได้เต็มศักยภาพ รายละเอียด ตามภาพด้านล่าง
1.3.2 ในปี พ.ศ. 2568 สถิติพบว่ามีคนไทยจำนวน 25 ล้านคน มีปัจจัยเสี่ยงสุขภาพ จากกิจกรรมทางกายไม่เพียงพอ ระบุตามภาพด้านล่างนี้ 1.3.3 ผลกระทบจากโรค NCDs ต่อภาวะเศรษฐกิจของประเทศไทยสร้างความสูญเสียสูงถึง 1.6 ล้าล้านบาท หรือคิดเป็นประมาณ 9.7% ของ GDP ประเทศไทย ทั้งนี้เกิดจากการสูญเสียในส่วนค่ารักษาพยาบาลและการสูญเสียจากการขาดงานและการทำงานไม่เต็มประสิทธิภาพ ดังแสดงแผนภาพด้านล่างนี้ 1.3.4 อ้างอิงจากสถานการณ์โรคไม่ติดต่อในประเทศไทย และผลกระทบทางเศรษฐกิจของประเทศ จึงมีการกำหนดแนวทางการแก้ไขปัญหา โดยนำเสนอการออกนโยบายทางการคลังโดยใช้เศรษฐศาสตร์พฤติกรรม สู้ NCDs ดังระบุในภาพด้านล่าง • โดยมุ่งเน้นการสร้างความร่วมมือระหว่างภาคส่วน Health & Non-Health Sector ในการส่วนสร้างนิเวศน์แวดล้อมเพื่อให้คนไทยทุกช่วงวัยสามารถลดความเสี่ยง NCDs โดยมุ่งเป้าการปรับเปลี่ยนพฤติกรรม และการสร้างสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการออกกำลังกายเพิ่มมากยิ่งขึ้น (NCDs Ecosystem) • มุ่งเน้นการทำงานร่วมกับภาคีเครือข่ายที่เกี่ยวข้อง (Smart NCDs Network) โดยส่งเสริมสนับสนุนระบบและกลไกหนุนเสริมการให้ความรู้ด้านการดูแลสุขภาพแก่ประชาชนเพิ่มมากขึ้น (NCDs Health Literacy)
• สนับสนุนกลไกขับเคลื่อนระดับพื้นที่โดยเครือข่ายสมัชชาสุขภาพระดับจังหวัดร่วมมือกับภาคีเครือข่ายรัฐและเอกชน ตลอดจนมีกระบวนการติดตามและประเมินผลภายหลังดำเนินโครงการ 1.3.5 กรอบการพัฒนาระบบนิเวศ (Ecosystem) เพื่อสานพลังสร้างสภาวะแวดล้อมสุขภาวะและสังคมเพื่อลดโรคไม่ติดต่อ โดยใช้ 3 ยุทธศาสตร์สำคัญ 5 มาตรการหลัก และ 5 ระบบและกลไก ดังระบุตามแผนภาพด้านล่างนี้ 1.3.6 3 กลไกสร้างแรงจูงใจ โดยใช้กลไกเศรษฐศาสตร์พฤติกรรม เพื่อโน้มนาวจูงใจ กระตุ้น ชี้นำ และให้ตัดสินใจทำพฤติกรรมที่ดีกว่า และสร้างกลไกการสร้างแรงจูงใจจากการได้รับประโยชน์ทางภาษี ตลอดถึงการให้เครดิตทางสังคม ให้รางวัลยกย่อง และการสะสมคะแนนกรณีมีพฤติกรรมบริโภคเครื่องดื่มอ่อนหวาน ไปใช้กับชุมชน แผนภาพโดยละเอียดตามข้อมูลด้านล่าง 1.3.7 ตัวอย่างบริษัทเอกชน J.H.Industry ที่ได้มีการจัดทำโครงการสร้างสภาวะแวดล้อม Well-Being Workplace เพื่อส่งเสริมต่อสุขภาวะที่ดีแก่บุคลากร โดยเริ่มต้นจากการตรวจสุขภาพพบภาวะเสี่ยงการเกิดโรค NCDs จึงนำมาสู่การสร้างกิจกรรม ให้ความรู้ในการดูแลสุขภาพลด NCDs กระตุ้นการปรับเปลี่ยนพฤติกรรม ประกอบด้วยกระบวนการดังนี้ 1) สำรวจสุขภาพพนักงานช่วงเริ่มต้นโครงการและช่วงท้ายภายหลังปรับเปลี่ยนพฤติกรรม 2) การสร้างแรงบันดาลใจแก่พนักงานในการใส่ใจรักสุขภาพ 3) การวัดระดับการพัฒนาเปลี่ยนแปลงด้านร่างกาย 4) การกำหนดวิถีแผนการบริหารองค์กรเพื่อสุขภาพวะที่ดีอย่างเป็นระบบ 5) จัดทำกลยุทธแผนงานอย่างเป็นรูปธรรมเพื่อการปรับใช้ โดยการจัดทำกิจกรรมภายในองค์กรโดยใช้หลักการเศรษฐศาสตร์ พฤติกรรม อาทิ คูปองแต้มความดี / Moral Credit แข่งขันลดน้ำหนัก / Inactivity and Environment - Doing no exercise
/ Creating a Healthier Community / กิจกรรม Carb Counting ในระยะเวลา 7 เดือน พบว่าภายหลังเข้าร่วมโครงการ พนักงานกว่า 77% สามารถปรับเปลี่ยนพฤติกรรมและวัดผลการเปลี่ยนแปลงทางสุขภาพได้อย่างเป็นรูปธรรม ช่วยให้เกิดประโยชน์เชิงบวกทั้งทางด้านการลดค้าใช้จ่ายในการรักษาพยาบาล ลดอัตราการลาป่วยของพนักงาน ลดการสูบบุหรี่ และการดื่มสุราในพนักงานด้วย
1.3.8 ตัวอย่างโครงการสร้าง Healthier Community โดยการจัดให้มีการตรวจสอบปัจจัยที่ส่งผลให้เกิดความเสี่ยงต่อสุขภาพในสิ่งแวดล้อมที่อยู่อาศัย อาทิ ร้านค้าทั่วไปมักขายสินค้าที่กระตุ้นการบริโภคน้ำตาลสูง และประชากรโดยส่วนใหญ่มีพฤติกรรมไม่ขยับเคลื่อนไหวร่างกาย ดังนั้นการแก้ไขปัญหาคือการออกแบบนโยบายเชิงสนับสนุนกระตุ้นให้เกิดการตระหนักรู้และปรับเปลี่ยนพฤติกรรม เช่นการจัดพื้นที่ออกกำลังกายที่เข้าถึงง่ายใกล้แหล่งที่อยู่อาศัย การกำหนดพื้นที่ส่งเสริมการขายสินค้าเครื่องดื่มที่มีระดับน้ำตาลน้อยกว่าปกติ เป็นต้นห ระบุรายละเอียดตามภาพด้านล่าง ดังนี้ 1.3.9 ข้อมูลรายละเอียดฉบับเต็ม ระบุตามไฟล์เอกสารแนบด้านล่าง https://drive.google.com/file/d/1W8beUw07aWHfpm6TH5IVmXgiq9VU1hDQ/view?usp=sharing

วาระที่ 2 เรื่องพิจารณา 2.1 ระดมความเห็นในแผนการบูรณาการความร่วมมือเพื่อลดโรค NCDs และส่งเสริมสุขภาพ เสนอแนะโดยตัวแทนผู้นำภาคเอกชน จังหวัดภูเก็ต และแผนการบูรณาการประเด็นสุขภาพอื่นๆ
อ้างอิงจากข้อมูลสถานการณ์โรค NCDs ในประเทศไทยและจังหวัดภูเก็ต ที่มีความรุนแรงเพิ่มจำนวนผู้ป่วยมากยิ่งขึ้น อันส่งผลกระทบทางเศรษฐกิจที่เกิดจากการมีสุขภาวะที่ไม่ดีของประชาชนจากพฤติกรรมเนือยนิ่ง แต่อย่างไรก็ดี ด้วยการตระหนักถึงปัญหาที่เกิดขึ้น หน่วยงานสำนักงานนโยบายสาธารณะมหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตหาดใหญ่ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตภูเก็ต และสำนักงานคณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติ  จึงมีการจัดทำการประชุมระดมสมองเพื่อสร้างความร่วมมือรัฐและเอกชนที่จะแก้ไขปัญหาดังกล่าวอย่างจริงจัง โดยมีการเสนอแนะแนวทางกระบวนการแก้ไขปัญหา และการขับเคลื่อนงานกลไก โดยผู้เข้าร่วมประชุมดังตัวอย่างโครงการในพื้นที่อื่นๆ ทั่วประเทศ อ้างอิงจากข้อที่ 1
ทั้งนี้ ในการประชุมครั้งนี้เพื่อมุ่งเป้าการการบูรณาการความร่วมมือในประเด็นสำคัญๆ ที่จะช่วยส่งเสริมการสร้างสุขภาวะที่ดีแก่ประชาชน เพื่อลดอัตราการเกิดโรค NCDs เชิงป้องกันแก่ประชาชนโดยรวมในจังหวัดภูเก็ต ดร.เพ็ญ สุขมาก จึงเชิญชวนภาคธุรกิจเอกชนเสนอแนะแนวทางการพัฒนาที่สอดรับกับบริบทภูมิสังคม และกิจกรรมเมืองที่ตรงต่อความต้องการของคนในพื้นที่จังหวัดภูเก็ต การดำเนินการควรให้ความสำคัญมุ่งประเด็นไปในส่วนใดบ้าง ในที่ประชุมแต่ละภาคส่วนได้ให้ความเห็นเสนอแนะดังนี้
2.1.1 การให้ความรู้เรื่องการดูแลรักษาสุขภาพแก่ประชาชน (Health Literacy): • การพัฒนา Health Literacy ตั้งแต่ในระดับโรงเรียนไปและประชาชนทุกช่วงวัยทำความเข้าใจเกี่ยวกับ Longevity ว่าไม่ใช่สิ่งหรูหรา แต่เป็นสิ่งที่ทุกคนสามารถเข้าถึงได้ • การสร้างความตระหนักรู้ เรื่องความรุนแรงของโรคที่อาจจะเกิดขึ้นในอนาคตอันใกล้
• การพัฒนาโปรแกรมสุขภาพในโรงเรียน เช่น การให้ความรู้เรื่องสุขภาพและการออกกำลังกายในโรงเรียน • การส่งเสริมความรู้ความเข้าใจ ตระหนักรู้ในการดูแลรักษาสุขภาพป้องกันความเสี่ยงเกิดโรค (Health Literacy: NCDs Risk Management) และการปรับพฤติกรรมการกิน การออกกำลังกาย การคลายความเครียดผ่อนคลาย และการนอนอย่างมีคุณภาพ ผ่านการอบรม เวิร์คช็อป เริ่มจากสิ่งง่ายๆ รอบตัวแก่ประชาชน • การจัดกิจกรรมเวิร์คช็อปฝึกอบรม การปรุงอาหารเมนูดั้งเดิมภูเก็ตและมีสุขภาพดีได้ด้วยเค็มน้อยอร่อยได้ การส่งเสริมน้ำอ่อนหวาน นำสู่การปรับใช้ในชีวิตประจำวันจะช่วยให้เกิดการลดภาวะการก่อโรค NCDs ในเด็กนักเรียน ผู้ปกครองวัยคนทำงาน และผู้สูงอายุ • สถาบันการศึกษาในพื้นที่ ได้แก่ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ ควรเป็นต้นแบบในการตระหนักรู้การดูแลสุขภาพและลงมือปฏิบัติให้เห็นทั้งเชิงนโยบายและการนำสู่การปฏิบัติอันส่งผลกระทบเชิงบวก ที่สร้างให้เกิดการเปลี่ยนแปลงต่อสุขภาวะที่ดีของบุคลากรมหาวิทยาลัยทั้งในเชิงปริมาณและคุณภาพ
• การสอนหลักสูตรการทำอาหารเป็นยา โดยอ้างอิงเมนูที่เป็น Phuket Signature Gastronomy Menu เช่น โอวเอ๊ว โอวต้าว หมูฮ้อง แต่ปรับสูตรให้เป็นอาหารเป็นยา 2.1.2  การบูรณาการข้อมูด้านสุขภาพแบบองค์รวมของจังหวัดภูเก็ต: • การบูรณาการข้อมูลสุขภาพของประชาชนในพื้นที่จังหวัดภูเก็ต การส่งเสริมการใช้ Digital Tools ในการรวบรวมข้อมูลสุขภาพและมีการบูรณาการร่วมมือประสานข้อมูลภาครัฐและเอกชน การใช้ข้อมูลสุขภาพจริง (Anonymous Data) เพื่อทำการ Forecast Trend และการใช้ Key Indicator ในการคาดการณ์แนวโน้มสุขภาพในอนาคต • การใช้ข้อมูลสุขภาพเพื่อคาดการณ์แนวโน้ม โดยจัดทำเป็น Dashboard กลางในการขับเคลื่อนการพัฒนาสุขภาวะของประชากรในเมืองภูเก็ต เพื่อกำหนดนโยบายสุขภาพของประชากรในจังหวัดภูเก็ต โดยอยู่บนพื้นฐานของข้อมูลด้วยความรวดเร็วและแม่นยำยิ่งขึ้น 2.1.3 การพัฒนาเมือง Phuket Longevity Model และหรือ Wellness Sandbox: • การสอนหลักสูตรการทำอาหารเป็นยา โดยอ้างอิงเมนูที่เป็น Phuket Signature Gastronomy Menu เช่น โอวเอ๊ว โอวต้าว หมูฮ้อง แต่ปรับสูตรให้เป็นอาหารเป็นยา • การพัฒนาภูเก็ตเป็นต้นแบบแนวทางการพัฒนาสุขภาวะที่ดีส่งเสริมประชากรมีอายุยืนยาว • การสร้าง Wellness Sandbox Well-Being สำหรับการทดสอบนวัตกรรมและการพัฒนากิจกรรมที่ส่งเสริมสุขภาพในเมือง • การกำหนดเมนูสุขภาพเป็นทางเลือกในร้านอาหารในแหล่งชุมชน ให้อาหารสุขภาพสามารถเข้าถึงได้ง่ายและมีราคาสมเหตุสมผล • การเน้นการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน เพื่อส่งเสริมการออกกำลังกายโดยมีการพัฒนาพื้นที่ส่วนกลางเพิ่มเส้นทางเดินเท้าที่เหมาะสม Walkable City และขยายเส้นทางระบบขนส่งสาธารณะร่วมด้วย เพื่อให้คนสามารถเดินทางโดยการเดินและต่อจุดเดินทางได้โดยสะดวกลดการใช้รถยนต์ส่วนตัว • จังหวัดภูเก็ตได้รับโอกาสเป็นเจ้าภาพในการจัดงานประชุมสัมนา (Phuket Wellness Global Summit 2026) ซึ่งเป็นโอกาสในการนำเสนอโมเดลการพัฒนาเมืองและส่งเสริมสุขภาวะที่ดีของประชาชนสู่ข้อเสนอระดับโลก • การเชิญชวนตัวแทน สถาบันนโยบายสาธารณะ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ และสำนักงานคณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติ เข้าร่วมการประชุมระดมสมอง Phuket Foresight รอบที่ 2 ในวันที่ 15-16 ธันวาคม 2568 เพื่อร่วมกันออกแบบกำหนดยุทธศาสตร์ การขับเคลื่อนเสาหลักในหัวข้อ Longevity โดยการร่วมให้ข้อเสนอแนะเกี่ยวกับนโยบายสุขภาพ กลยุทธกระบวนการพัฒนา กิจกรรม
            และการสื่อสารประสานความร่วมมือกับหน่วยงานองค์การปกครองส่วนท้องถิ่น และภาคีเครือข่าย อื่นๆ ที่เกี่ยวข้องทั้งระดับประเทศและระดับภูมิภาค • สำนักงานคณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติจะยกภูเก็ตเป็น Model เรื่องการสร้างเสริมสุขภาวะที่ดีแก่ประชาชนอย่างจริงจัง และหน่วยงานจะรับหน้าที่ประสานส่วนกลาง ให้ทุกหน่วยงานมาหนุนเสริมด้าน Health Policy Function ในพื้นที่ภูเก็ต 2.1.4 การปรับเปลี่ยนสิ่งแวดล้อมหรือจัดกิจกรรมส่งเสริมสุขภาพในชุมชน บริษัท หน่วยงาน: • การส่งเสริมกิจกรรม Running Club, Active Route, และกิจกรรมการออกกำลังกาย ในชุมชนเพื่อสร้างความตระหนักและกระตุ้นให้ประชาชนมีการเคลื่อนไหวมากขึ้น • การใช้กิจกรรมร่วมกับ ดนตรี และการพัฒนาการสร้างปัจจัยสภาพแวดล้อมที่เอื้ออำนวยต่อการผ่อนคลายความเครียดและออกกำลังกาย • การให้รางวัลโดยพิจารณาจากผลการประเมินผลด้านสุขภาพ อาทิ การใช้โปรแกรม Biggest Loser และ โบนัสตาม BMI เพื่อสร้างแรงจูงใจในการดูแลสุขภาพ และโครงการที่สนับสนุนการ ลดน้ำหนัก และ สุขภาพดี เช่น การจัดกิจกรรมในโรงแรมและร้านค้าต่างๆ • การร่วมมือกับหน่วยงานองค์กรขนาดใหญ่ซึ่งอยู่ในพื้นที่จังหวัดภูเก็ต ที่มีความพร้อมด้านงบประมาณและบุคลากร และให้ความสำคัญต่อการพัฒนาคุณภาพชีวิตบุคลากร และสามารถร่วมสร้างกิจกรรมในพื้นที่ที่สามารถกระตุ้นให้เกิดการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมได้
2.1.5 การส่งเสริมการมีส่วนร่วมจากภาคธุรกิจเอกชน โดยให้ Incentive หรือผลประโยชน์ทางภาษี: • การสร้างแรงจูงใจให้กับเจ้าของธุรกิจและประชาชนผ่าน Reward/Intensive แทนการบังคับใช้กฎหมายเพื่อให้เกิดการมีส่วนร่วมในโครงการ • การให้ผลประโยชน์ทางภาษีแก้บริษัทหรือหน่วยงาน (Tax Incentive) ที่มีแผนการพัฒนาสุขภาวะแก่บุคลากร หรือกรณี Unhealthy Food Ingredients กรณีจะให้ภูเก็ตเป็น Role Model
• เสนอเงินรางวัลเพื่อการเข้ารับบริการตรวจสุขภาพ กรณีเป็นบุคคลสุขภาพดี จำนวน 10,000 บาทต่อปี 2.1.6 การสนับสนุนกระบวนการ กลไกหนุนเสริม งบสนับสนุน จากภาครัฐและองค์กรต่างๆ : • สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) และสำนักงานคณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติ (สช.) สนับสนุนแนวทางการขับเคลื่อนเชิงนโยบาย กระบวนการกลไกการดำเนินกิจกรรมการส่งเสริมสุขภาพช่วยลดความเสี่ยงการเกิดโรค NCDs และภาวะเนือยนิ่งแก่คนทุกช่วงวัยภายในจังหวัดภูเก็ต • สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) และองค์การบริหารปกครองส่วนท้องถิ่น สนับสนุนงบประมาณในการออกแบบปรับปรุงภูมิทัศน์เพื่อสร้างปัจจัยกระตุ้นการออกกำลังกาย และการสนับสนุนส่งเสริมกระบวนการดำเนินโครงการการให้ความรู้ กระบวนการติดอาวุธทางปัญญาด้านสุขภาพในมิติต่างๆ ทั้งการเลือกรับประทานอาหาร การปรุงอาหาร การออกกำลังกาย การดูแลรักสุขภาพแก่ภาคประชาสังคม อาทิ โครงการ Longevity 1 ใน 7 เสาหลักการพัฒนาเมือง Phuket Foresight 2030
• การส่งเสริมการกำหนดนโยบายสาธารณะเพื่อสุขภาพ (Healthy Public Policy) นโยบายในภาคส่วน เศรษฐกิจ สังคม สิ่งแวดล้อม การศึกษา ที่กำหนดขึ้นโดยคำนึงถึงผลกระทบต่อสุขภาพของประชาชนเป็นสำคัญ และนำร่องพื้นที่ภูเก็ตเป็นโมเดลการพัฒนานโยบายสุขภาพเชิงพื้นที่ โดยร่วมมือกับหน่วยงานรัฐและท้องถิ่นเพื่อให้โครงการประสบความสำเร็จเพื่อให้เกิดความยั่งยืน

อ้างอิงข้อเสนอแนะจากภาคเอกชนข้างต้น ดร.เพ็ญ สุขมาก จึงได้กล่าวสรุปแก่ที่ประชุม ถึงแนวทางการพัฒนาขับเคลื่อนนโยบายสาธารณะเพื่อส่งเสริมการมีกิจกรรมทางกายที่เพียงพอและลดภาวะเนือยนิ่ง” เพื่อการสร้างความร่วมมือลดโรค NCDs และส่งเสริมสุขภาพ ร่วมกับเครือข่ายภาคเอกชน จังหวัดภูเก็ต โดยสถาบันนโยบายสาธารณะ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ มีความสอดคล้องกับเป้าหมายของผู้ประกอบการภาคเอกชนจังหวัดภูเก็ต ที่มีความประสงค์ต้องการพัฒนาจังหวัดภูเก็ต หนึ่งในมิติสำคัญจากทั้งหมด 7 มิติ กล่าวคือ ด้านการส่งเสริมสุขภาพตามแนวคิดการมี "อายุยืนยาวอย่างมีคุณภาพ" (Longevity) ที่จะมีการประชุมระดมความคิดความเห็นใน Phuket Foresight 2030 รอบที่ 2 ซึ่ง สถาบันนโยบายสาธารณะ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ และ สำนักงานคณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติ แสดงถึงความพร้อมในการสนับสนุนงบประมาณโดยหน่วยงาน สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) สำหรับ Non-Health Sector ตลอดถึงการสนับนุนการดำเนินกิจกรรมนโยบายสาธารณะเพื่อสุขภาพ (Healthy Public Policy: HPP) ได้แก่ กระบวนดำเนินการสมัชชาสุขภาพ กระบวนการพัฒนานโยบายสาธารณะเพื่อสุขภาพแบบมีส่วนร่วม ที่ให้ประชาชนและหน่วยงานรัฐได้ร่วมแลกเปลี่ยนความรู้และหาทางออกร่วมกัน เพื่อนำไปสู่ข้อเสนอแนะเชิงนโยบายที่ปฏิบัติได้จริง และ เครื่องมือเชิงนโยบายกลไกกลางในการเชื่อมโยงทุกภาคส่วนของสังคม (รัฐ เอกชน ประชาชน) ให้มาร่วมกันกำหนดทิศทางและยุทธศาสตร์ด้านสุขภาพ เพื่อพัฒนานโยบายสาธารณะที่ครอบคลุมมิติสุขภาพรอบด้าน ทั้งร่างกาย จิตใจ สังคม และปัญญา ผ่านกระบวนการหลักคือ ธรรมนูญสุขภาพแห่งชาติ, สมัชชาสุขภาพ, การประเมินผลกระทบด้านสุขภาพ สิทธิหน้าที่ด้านสุขภาพ และคณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติ กระทั่งเป็นข้อเสนอเชิงนโยบายแก่รัฐบาลกลาง โดยมุ่งเป้าการสร้างความร่วมมือแก่กลุ่มเป้าหมายเพื่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในระยะสั้นและระยะยาว ดังนี้ 1) กลุ่มโรงเรียนรัฐและเอกชน การสร้างความรู้เข้าใจ Health Literacy และการจัดทำกระบวนการเรียนร่วมเล่น Active Learning สร้างความรอบรู้ผ่านการปฏิบัติการ  ปรับเมนูอาหารสู่โหมดสุขภาพเพิ่มมากขึ้น 2) กลุ่มผู้อาศัยในจังหวัดภูเก็ต ให้ประชากรภูเก็ตและผู้อยู่อาศัยในจังหวัดภูเก็ตปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการดูแลร่างกายเชิงป้องกัน ตลอดถึงการสื่อสารเชิงนโยบายกับหน่วยงานส่วนราชการที่เกี่ยวข้องในการพัฒนากลยุทธการพัฒนาเมืองภูเก็ตที่ช่วยส่งเสริมคุณภาพชีวิตที่ดีแก่ประชาชนจังหวัดภูเก็ตอย่างยั่งยืนห 3) กลุ่มผู้ประกอบการธุรกิจเอกชน และองค์กรหน่วยงานขนาดใหญ่ของรัฐ / รัฐวิสาหกิจ และกลุ่มนักส่งเสริมกิจกรรม การส่งเสริมการจัดทำ Wellness Sandbox Well-Being หรือการจัดกิจกรรมสุขภาพขับเคลื่อนเมืองสุขภาพ อาทิ การเดินเมือง การเดินวิ่งเทรล หรือกิจกรรมอื่นๆ ที่ส่งเสริมสุขภาวะที่ดี
นอกเหนือจากนี้ ในที่ประชุมได้สะท้อนถึงปัจจัยที่สำคัญที่ช่วยสร้างให้เกิดผลสำเร็จ (Key Success Factors) ในการดำเนินโครงการให้เกิดความยั่งยืนนั้น คือ 1) การมีฐานข้อมูลสุขภาพของประชากรจังหวัดภูเก็ต  2) การนำเทคโนโลยีดิจิทัลเข้ามาบูรณาการการทำงานทำให้การดูแลป้องกันรักษาสุขภาพเกิดความแม่นยำและรวดเร็ว 3) การกระจายอำนาจสู่ส่วนงานปกครองท้องถิ่น ทั้งอำนาจการบริหารและงบประมาณ เพื่อลดอุปสรรคปัญหาการบริหารจัดการเชิงพื้นที่โดยคนพื้นที่อย่างเหมาะสม

 

ประชุมเตรียมงานกับทีมกาญจนบุรี คุยกิจกรรม PA และเวที MOU 11 ธ.ค. 2568 11 ธ.ค. 2568

 

ประชุมกับทีมกาญจนบุรี คุยกิจกรรม PA และเวที MOU

 

วันที่ 11 ธันวาคม 2568 การประชุมครั้งนี้จัดขึ้นเพื่อหารือร่วมกับทีมงานจังหวัดกาญจนบุรีเกี่ยวกับแนวทางการขับเคลื่อน กิจกรรมทางกาย (Physical Activity: PA) ในระดับพื้นที่ โดยเน้นการส่งเสริมการมีกิจกรรมทางกายในชีวิตประจำวันของประชาชน และการสร้างสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการเคลื่อนไหวเพื่อลดความเสี่ยงของโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง (NCDs) ที่ประชุมได้แลกเปลี่ยนแนวทางการจัดกิจกรรมส่งเสริมกิจกรรมทางกายในพื้นที่ รวมถึงการเตรียมความพร้อมสำหรับการจัด เวทีความร่วมมือ (MOU) ระหว่างหน่วยงานและภาคีเครือข่ายในพื้นที่ เพื่อร่วมกันขับเคลื่อนการดำเนินงานด้านการส่งเสริมกิจกรรมทางกายอย่างเป็นระบบ ทั้งนี้ ได้มีการกำหนดแนวทางการประสานงานกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อเตรียมจัดเวทีความร่วมมือและผลักดันการดำเนินงานในระดับพื้นที่ต่อไป

 

ประชุม PA พหุวัฒนธรรม 12 ธ.ค. 2568 12 ธ.ค. 2568

 

ประชุมกิจกรรมทางกายในบริบทพหุวัฒนธรรม (PA พหุวัฒนธรรม)

 

ประชุมกิจกรรมทางกายในบริบทพหุวัฒนธรรม (PA พหุวัฒนธรรม) วันที่ 12 ธันวาคม 2568 การประชุมครั้งนี้จัดขึ้นเพื่อหารือแนวทางการส่งเสริม กิจกรรมทางกาย (Physical Activity: PA) ในบริบทของพื้นที่พหุวัฒนธรรม โดยเน้นการออกแบบกิจกรรมที่สอดคล้องกับวิถีชีวิต วัฒนธรรม และความหลากหลายของชุมชน เพื่อให้ประชาชนสามารถเข้าถึงและมีส่วนร่วมในกิจกรรมทางกายได้อย่างเหมาะสม ที่ประชุมได้แลกเปลี่ยนแนวคิดและตัวอย่างกิจกรรมที่สามารถนำมาปรับใช้ในพื้นที่ เช่น กิจกรรมทางกายผ่านกิจกรรมชุมชน วัฒนธรรมท้องถิ่น และกิจกรรมทางศาสนา รวมถึงการสร้างพื้นที่และสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการมีกิจกรรมทางกายในชุมชน ทั้งนี้ ที่ประชุมเห็นพ้องให้พัฒนาแนวทางการส่งเสริมกิจกรรมทางกายในบริบทพหุวัฒนธรรม โดยอาศัยความร่วมมือของภาคีเครือข่ายในพื้นที่ เพื่อให้การดำเนินงานสอดคล้องกับบริบทของชุมชนและสามารถขยายผลได้ในระยะต่อไป

 

ประชุมระดมสมอง Phuket Foresight 2030 workshop กับภาคเอกชนภูเก็ต 15 ธ.ค. 2568 15 ธ.ค. 2568

 

เข้าร่วมการประชุมระดมสมอง Phuket Foresight 2030 รอบที่ 2 วันที่ 15–16 ธันวาคม 2568 ณ ห้องประชุมจามจุรี โรงแรมภูเก็ตเมอร์ลิน จังหวัดภูเก็ต

 

สรุปสาระสำคัญ รายงานการเข้าร่วมการประชุมระดมสมอง Phuket Foresight 2030 รอบที่ 2 วันที่ 15–16 ธันวาคม 2568 ณ ห้องประชุมจามจุรี โรงแรมภูเก็ตเมอร์ลิน จังหวัดภูเก็ต 1. ที่มาและเป้าหมายของโครงการ Phuket Foresight 2030 การจัดประชุม Phuket Foresight 2030 มีวัตถุประสงค์เพื่อกำหนด ทิศทางการพัฒนาเมืองภูเก็ตในระยะยาวถึงปี 2030 โดยเน้นการมีส่วนร่วมระหว่างภาครัฐ ภาคเอกชน ภาคประชาชน และสถาบันการศึกษา เพื่อให้เกิดการพัฒนาเมืองอย่างต่อเนื่องและยั่งยืน แนวคิดสำคัญคือการปรับเปลี่ยนเป้าหมายจาก “การเติบโตอย่างรวดเร็ว” → สู่ “ความพอดีและคุณภาพชีวิตที่ดีของคนในพื้นที่และนักท่องเที่ยว” โดยใช้กลไก Public – Private Partnership (PPP) ในการร่วมกันพัฒนาเมือง

  1. วิสัยทัศน์การพัฒนาเมืองภูเก็ต ปี 2030 กำหนดวิสัยทัศน์ “The Happiness Island for All” หรือ เมืองแห่งความสุขสำหรับทุกคน โดยเน้นแนวคิด Resilient City คือเมืองที่สามารถปรับตัวและฟื้นตัวได้จากวิกฤตหรือการเปลี่ยนแปลง ปัจจัยสนับสนุนสำคัญ 5 ประการ ได้แก่
  2. ความพอดีและเศรษฐกิจพอเพียง
  3. ความหลากหลายทางชีวภาพ
  4. เศรษฐกิจอัจฉริยะและระบบข้อมูลดิจิทัล
  5. การท่องเที่ยวยั่งยืนระดับโลก
  6. เมืองแห่งศักยภาพของผู้คน วัฒนธรรม และธรรมชาติ

  7. มิติการพัฒนาเมืองภูเก็ต (7 ด้านหลัก) จากการระดมความคิดเห็นได้กำหนดยุทธศาสตร์การพัฒนาเมือง 7 มิติ ได้แก่

  8. Global Knowledge Hub ศูนย์กลางการศึกษาและการเรียนรู้ระดับนานาชาติ
  9. Marine Time Industry Center ศูนย์กลางเศรษฐกิจทางทะเลและอุตสาหกรรมเรือ
  10. MICE & Mega Event City เมืองศูนย์กลางการจัดประชุมและกิจกรรมระดับนานาชาติ
  11. Longevity City เมืองสุขภาพและการมีอายุยืนอย่างมีคุณภาพ
  12. Smart City เมืองอัจฉริยะที่ใช้เทคโนโลยีและข้อมูลในการบริหารจัดการ
  13. Smart Agriculture เกษตรอัจฉริยะเพื่อความมั่นคงด้านอาหาร
  14. Creative Gastronomy City เมืองอาหารสร้างสรรค์ระดับโลก

  15. แนวคิดสำคัญในการพัฒนาเมือง (Regenerative Phuket) การพัฒนาเมืองภูเก็ตในอนาคตจะเปลี่ยนจากแนวคิด “Sustainable” → “Regenerative” กล่าวคือ ไม่เพียงรักษาทรัพยากร แต่ต้อง ฟื้นฟูระบบนิเวศและสร้างคุณค่าใหม่ โดยใช้เครื่องมือสำคัญ ได้แก่

  16. หลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง
  17. Regenerative Placemaking (การพัฒนาพื้นที่โดยชุมชน)
  18. Tourism Transformation (การเปลี่ยนผ่านการท่องเที่ยว)

  19. โมเดลการพัฒนาเศรษฐกิจสุขภาวะ (Wellbeing Economy) แนวคิดการพัฒนาเมืองภูเก็ตเน้น สุขภาวะ 5 มิติ

  20. Wellbeing of Communities ชุมชนมีคุณภาพชีวิตที่ดี
  21. Wellbeing of Visitors นักท่องเที่ยวได้รับประสบการณ์ที่มีคุณค่า
  22. Wellbeing of the Ocean ระบบนิเวศทางทะเลสมบูรณ์
  23. Wellbeing of Place สิ่งแวดล้อมเมืองปลอดภัยและน่าอยู่
  24. Wellbeing of Culture การอนุรักษ์อัตลักษณ์วัฒนธรรมท้องถิ่น เป้าหมายคือการพัฒนาให้ภูเก็ตเป็น “Asia’s Most Life-Giving Island”

  25. ความท้าทายสำคัญของจังหวัดภูเก็ต การประชุมได้สะท้อนปัญหาและความเปราะบางของภูเก็ตในหลายมิติ ได้แก่

  26. ด้านสิ่งแวดล้อม • ความหนาแน่นของประชากรสูง • การจราจรติดขัด • ปัญหาขยะและน้ำเสีย • ความเสี่ยงจากภัยธรรมชาติ
  27. ด้านการศึกษา • ความเหลื่อมล้ำทางการศึกษา • ขาดแคลนครูและทักษะใหม่ เช่น AI และ Coding • เด็กหลุดจากระบบการศึกษา
  28. ด้านวัฒนธรรม • การสูญเสียอัตลักษณ์วัฒนธรรมท้องถิ่น • การลดลงของการสืบทอดภูมิปัญญา
  29. ด้านสุขภาพ • การเพิ่มขึ้นของโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง (NCDs) • ภาวะสังคมสูงวัย • ความเสี่ยงโรคอุบัติใหม่จากการท่องเที่ยว

  30. ทิศทางการพัฒนาการท่องเที่ยวในอนาคต ภูเก็ตจะเปลี่ยนแนวคิดจาก “Tourism Quantity → Tourism Quality” กล่าวคือ ลดการเน้นจำนวนคน และเพิ่ม คุณค่าของประสบการณ์การท่องเที่ยว โดยเน้นกลุ่มนักท่องเที่ยวคุณภาพ เช่น • Wellness Tourism • Medical Tourism • Digital Nomads • Luxury Tourism • Long Stay Tourism

  31. แนวคิดการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคม การพัฒนาภูเก็ตในอนาคตจะเน้น 3 แนวทางหลัก

  32. Diversification Economy ลดการพึ่งพาการท่องเที่ยวเพียงอย่างเดียว
  33. Human Capital Development พัฒนาทักษะแรงงานใหม่ Reskill – Upskill – New Skill
  34. Inclusive Growth การเติบโตที่ไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง ลดความเหลื่อมล้ำของคนในพื้นที่

  35. เป้าหมายผลลัพธ์ของการประชุม การประชุม Phuket Foresight 2030 รอบที่ 2 มุ่งให้เกิดผลสำคัญ 3 ประการ

  36. การจับคู่พันธมิตร (Pairing System) ระหว่างหน่วยงานภาครัฐ เอกชน และสถาบันการศึกษา
  37. การกำหนดเป้าหมายเชิงรูปธรรมของแต่ละยุทธศาสตร์
  38. การจัดทำแผนพัฒนาเมืองระยะ 5–10 ปี

สรุปภาพรวม Phuket Foresight 2030 เป็นกระบวนการกำหนดอนาคตเมืองภูเก็ต โดยมุ่งสู่การพัฒนาเมืองที่มีความสมดุลระหว่างเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม ผ่านการเปลี่ยนผ่านจากการท่องเที่ยวเชิงปริมาณไปสู่การท่องเที่ยวเชิงคุณภาพ และการสร้างเมืองที่มีความยืดหยุ่น ฟื้นตัวได้ และยั่งยืนสำหรับคนทุกกลุ่ม

 

ประชุมหน่วยงานเตรียม MOU ที่ จ.น่าน 19 ธ.ค. 2568 19 ธ.ค. 2568

 

ประชุมหน่วยงานเตรียม MOU จ.น่าน

 

สรุปการประชุม การประชุมครั้งนี้เป็นการหารือร่วมกันของหน่วยงานภาครัฐ ภาควิชาการ และภาคีเครือข่าย เพื่อขับเคลื่อน การลดโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง (NCDs) และการส่งเสริม กิจกรรมทางกาย (Physical Activity: PA) ในจังหวัดน่าน โดยใช้กลไก สมัชชาสุขภาพจังหวัด เป็นพื้นที่กลางในการสร้างความร่วมมือและกำหนดทิศทางการดำเนินงานร่วมกัน 1. สถานการณ์สุขภาพจังหวัดน่าน จังหวัดน่านเผชิญปัญหาสุขภาพจากพฤติกรรมเสี่ยง เช่น การบริโภคอาหารหวาน มัน เค็ม การดื่มแอลกอฮอล์ การสูบบุหรี่ และการมีกิจกรรมทางกายไม่เพียงพอ ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญของโรค NCDs โดยข้อมูลระดับประเทศพบว่า การเสียชีวิตกว่า 81% เกิดจากโรค NCDs และก่อให้เกิดความสูญเสียทางเศรษฐกิจจำนวนมาก 2. แนวคิดการขับเคลื่อนการลด NCDs ที่ประชุมเสนอให้ใช้แนวคิด การสร้างระบบนิเวศสุขภาพ (NCDs
Ecosystem) โดยเน้นการทำงานร่วมกันของหลายภาคส่วน ได้แก่ ภาครัฐ ภาควิชาการ ภาคเอกชน และภาคประชาชน เพื่อปรับเปลี่ยนพฤติกรรมสุขภาพและสร้างสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อสุขภาพ เช่น การส่งเสริมอาหารสุขภาพและลดหวาน มัน เค็ม การเพิ่มกิจกรรมทางกายในชุมชน การสร้างแรงจูงใจทางสังคมและเศรษฐศาสตร์พฤติกรรมให้ประชาชนปรับเปลี่ยนพฤติกรรมสุขภาพ 3. ต้นทุนและศักยภาพของจังหวัดน่าน มีต้นทุนสำคัญในการขับเคลื่อนงานสุขภาพ เช่น • พื้นที่สาธารณะและพื้นที่สีเขียว เช่น สวนศรีเมือง ถนนคนเดิน และพื้นที่กิจกรรมชุมชน • เครือข่าย อสม. และชุมชนที่เข้มแข็ง • โครงการอาหารปลอดภัยและเกษตรอินทรีย์ • ชุมชนต้นแบบที่ดำเนินกิจกรรมลด NCDs และส่งเสริมกิจกรรมทางกาย 4. การดำเนินงานในพื้นที่ หลายหน่วยงานได้ดำเนินโครงการลด NCDs และส่งเสริมสุขภาพ เช่น • การพัฒนาชุมชนต้นแบบ 43 หมู่บ้าน ที่เน้นกิจกรรมทางกายและอาหารสุขภาพ • การส่งเสริมเมนูสุขภาพ เช่น แกงแค และอาหารพื้นถิ่น • การจัดกิจกรรมในโรงเรียนเพื่อลดภาวะเด็กอ้วน • การคัดกรองและปรับเปลี่ยนพฤติกรรมกลุ่มเสี่ยงในระดับอำเภอ 5. กลไกการขับเคลื่อน การดำเนินงานจะใช้กลไกสำคัญ ได้แก่ • สมัชชาสุขภาพจังหวัด เป็นพื้นที่กลางในการสร้างข้อตกลงร่วม • การพัฒนา ธรรมนูญสุขภาพคนน่าน เป็นกรอบนโยบายของจังหวัด • การจัดตั้ง คณะทำงานหลัก (Core Team) เพื่อบูรณาการการทำงานของหน่วยงานต่าง ๆ • การพัฒนาพื้นที่นำร่องเพื่อเป็นต้นแบบในการขยายผล 6. แนวทางดำเนินการต่อไป ที่ประชุมเห็นพ้องให้ดำเนินการ • กำหนด เป้าหมายการลด NCDs และเพิ่มกิจกรรมทางกายในจังหวัดน่าน • จัดทำ แผนการดำเนินงานร่วมกันของหน่วยงานในจังหวัด • พัฒนาพื้นที่ต้นแบบและชุมชนต้นแบบในการลด NCDs • เชื่อมโยงงานสุขภาพกับมิติด้านเศรษฐกิจ การท่องเที่ยว และวัฒนธรรมท้องถิ่น สรุป จังหวัดน่านมีศักยภาพและต้นทุนสำคัญในการพัฒนาระบบสุขภาพเชิงป้องกัน โดยการสร้างความ ร่วมมือของทุกภาคส่วนและการใช้กลไกสมัชชาสุขภาพจังหวัดเป็นพื้นที่กลางในการกำหนดทิศทางร่วมกัน เพื่อมุ่งสู่เป้าหมาย การลดโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง และการสร้างสุขภาวะที่ดีของประชาชนจังหวัดน่านอย่างยั่งยืน

 

MOU PA kick off สุราษฎร์ธานี 24 ธ.ค. 2568 24 ธ.ค. 2568

 

พิธีลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ (MOU) การขับเคลื่อนนโยบายสุขภาพเชิงระบบในโรงเรียน เพื่อส่งเสริมกิจกรรมทางกายและป้องกันโรคไม่ติดต่อ (NCDs) อำเภอบ้านนาสาร จังหวัดสุราษฎร์ธานี วันพฤหัสบดีที่ ๒๕ ธันวาคม พ.ศ. ๒๕๖๘ ณ ห้องประชุมโรงพยาบาลบ้านนาสาร ตำบลนาสาร อำเภอบ้านนาสาร จังหวัดสุราษฎร์ธานี จัดโดย ศูนย์ประสานงานสมัชชาสุขภาพจังหวัดสุราษฎร์ธานี
สำนักงานสาธารณสุขจังหวัดสุราษฎร์ธานี

 

พิธีลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ (MOU) การขับเคลื่อนนโยบายสุขภาพเชิงระบบในโรงเรียน เพื่อส่งเสริมกิจกรรมทางกายและป้องกันโรคไม่ติดต่อ (NCDs) อำเภอบ้านนาสาร จังหวัดสุราษฎร์ธานี วันพฤหัสบดีที่ ๒๕ ธันวาคม พ.ศ. ๒๕๖๘ ณ ห้องประชุมโรงพยาบาลบ้านนาสาร ตำบลนาสาร อำเภอบ้านนาสาร จังหวัดสุราษฎร์ธานี จัดโดย ศูนย์ประสานงานสมัชชาสุขภาพจังหวัดสุราษฎร์ธานี
สำนักงานสาธารณสุขจังหวัดสุราษฎร์ธานี เวลา ๐๘.๓๐ – ๐๙.๐๐ น. ลงทะเบียนเข้าร่วมงาน และชมนิทรรศการ เวลา ๐๙.๐๐ – ๐๙.๑๕ น. กล่าวต้อนรับ โดย คุณฉวีวรรณ ทองสาร พยาบาลวิชาชีพชำนาญการพิเศษ โรงพยาบาลบ้านนาสาร ชี้แจงวัตถุประสงค์การจัดงาน โดย นางสาวกรรณิการ์ แพแก้ว ผู้ประสานงานสมัชชาสุขภาพจังหวัดสุราษฎร์ธานี เวลา ๐๙.๑๕ – ๑๐.๑๕ น. เวทีเสวนา “การสร้างสภาวะแวดล้อมทางกายภาพและสังคม สู่การลดโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง อำเภอบ้านนาสาร” ประเด็นการนำเสนอ ▪ สถานการณ์โรคไม่ติดต่อเรื้อรัง (NCDs) ในอำเภอบ้านนาสาร โดย นายสุวรักษ์ บุญพา สาธารณสุขอำเภอบ้านนาสาร ▪ บทบาทของท้องถิ่นและภาคสาธารณสุขในการส่งเสริมและป้องกัน NCDs โดย • นางคมคาย นาคทุ่งเตา รักษาการผู้อำนวยการโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบลพรุพี • นายธงธวัช ลูกรักษ์ ผู้อำนวยการกองสาธารณสุขและสิ่งแวดล้อม เทศบาลเมืองนาสาร ▪ การส่งเสริมและป้องกัน NCDs เริ่มต้นได้จากโรงเรียน โดย นายธีระพงษ์ อินทสโร ผู้อำนวยการโรงเรียนราชประชานุเคราะห์ ๑๒ ▪ แนวทางนโยบายการสร้าง NCDs Ecosystem ผ่านโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบลในสังกัดองค์การบริหารส่วนจังหวัดสุราษฎร์ธานี โดย นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดสุราษฎร์ธานี* ▪ แลกเปลี่ยนความคิดเห็นในที่ประชุม ดำเนินรายการโดย ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.ศิริพร เพ็งจันทร์ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตสุราษฎร์ธานี เวลา ๑๐.๑๕ – ๑๐.๓๐ น. แนวทางการหนุนเสริมการขับเคลื่อนนโยบายสาธารณะ โดย • ดร.เพ็ญ สุขมาก สถาบันนโยบายสาธารณะ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ • นายสมเกียรติ พิทักษ์กมลพร ผู้ช่วยเลขาธิการคณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติ (สช.) เวลา ๑๐.๓๐ – ๑๐.๔๕ น. รับประทานอาหารว่าง เวลา ๑๐.๔๕ – ๑๑.๐๐ น. พิธีเปิดงาน ▪ การแสดงเปิดงาน โดย ชมรม To Be Number One โรงเรียนควนสุบรรณวิทยา ▪ ประกาศนโยบายสุขภาพเชิงระบบในโรงเรียน เพื่อส่งเสริมกิจกรรมทางกายและป้องกันโรคไม่ติดต่อ (NCDs) อำเภอบ้านนาสาร จังหวัดสุราษฎร์ธานี โดย นายอุทัย เทือกสุบรรณ นายอำเภอบ้านนาสาร

เวลา ๑๑.๐๐ – ๑๑.๔๕ น. พิธีลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ (MOU) หน่วยงานร่วมลงนาม ได้แก่ • ที่ว่าการอำเภอบ้านนาสาร • สถาบันนโยบายสาธารณะ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ • สำนักงานคณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติ (สช.) • สำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ เขต ๑๑ สุราษฎร์ธานี • สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาสุราษฎร์ธานี–ชุมพร • องค์การบริหารส่วนจังหวัดสุราษฎร์ธานี • สำนักงานสาธารณสุขจังหวัดสุราษฎร์ธานี • สมัชชาสุขภาพจังหวัดสุราษฎร์ธานี • หน่วยจัดการระดับจังหวัดสุราษฎร์ธานี (สสส. สำนัก ๖) • สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาสุราษฎร์ธานี เขต ๓ • โรงพยาบาลบ้านนาสาร • สำนักงานสาธารณสุขอำเภอบ้านนาสาร • ท้องถิ่นอำเภอบ้านนาสาร • สภาเด็กและเยาวชนอำเภอบ้านนาสาร • องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นในอำเภอบ้านนาสาร จำนวน ๑๑ แห่ง • โรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบลทุกแห่งในพื้นที่อำเภอบ้านนาสาร • โรงเรียนทุกแห่งในพื้นที่อำเภอบ้านนาสาร

เวลา ๑๑.๔๕ – ๑๒.๐๐ น. ถ่ายภาพร่วมกัน และปิดการประชุม เวลา ๑๒.๐๐ น. เป็นต้นไป รับประทานอาหารกลางวัน พิธีกรดำเนินรายการ นายเอกชัย บุญเพ็ง นักวิชาการสาธารณสุขปฏิบัติการ โรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบลบ้านช่องช้าง ตำบลพรุพี

บันทึกข้อตกลงความร่วมมือ (MOU) การขับเคลื่อนนโยบายสุขภาพเชิงระบบในโรงเรียน เพื่อส่งเสริมกิจกรรมทางกาย และป้องกันโรคไม่ติดต่อ อำเภอบ้านนาสาร จังหวัดสุราษฎร์ธานี ระหว่าง อำเภอบ้านนาสาร กับสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.)
โดย สถาบันนโยบายสาธารณะ (สนส.ม.อ.)  มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์
สำนักงานคณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติ (สช.)  สำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ
เขต ๑๑ สุราษฎร์ธานี  สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาสุราษฎร์ธานี-ชุมพร องค์การบริหารส่วนจังหวัดสุราษฎร์ธานี สำนักงานสาธารณสุขจังหวัดสุราษฎร์ธานี  สมัชชาสุขภาพจังหวัดสุราษฎร์ธานี  สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาสุราษฎร์ธานี เขต ๓  โรงพยาบาลบ้านนาสาร สำนักงานสาธารณสุขอำเภอบ้านนาสาร ท้องถิ่นอำเภอบ้านนาสาร องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นในอำเภอบ้านนาสาร ๑๑ แห่ง  โรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบลในพื้นที่อำเภอบ้านนาสารทุกแห่ง  โรงเรียนในพื้นที่อำเภอบ้านนาสารทุกแห่ง
สภาเด็กและเยาวชนอำเภอบ้านนาสาร และ Node Flagship จังหวัดสุราษฎร์ธานี

บันทึกข้อตกลงนี้จัดทำขึ้นเมื่อวันที่  ๒๕ ธันวาคม  ๒๕๖๘ ณ โรงพยาบาลบ้านนาสาร ระหว่าง อำเภอบ้านนาสาร กับหน่วยงานภาคีที่เกี่ยวข้องข้างต้นเห็นพ้องร่วมกันว่า โรคไม่ติดต่อเรื้อรัง (NCDs) เช่น โรคหัวใจและหลอดเลือด เบาหวาน มะเร็ง และโรคปอดอุดกั้นเรื้อรัง เป็นสาเหตุการเสียชีวิตอันดับหนึ่งของประเทศไทย และสร้างภาระทางเศรษฐกิจสูง  ความสูญเสียเกิดจากการเสียชีวิตก่อนวัยอันควรและการทำงานไม่เต็มศักยภาพ  พฤติกรรมเสี่ยงสำคัญ คือ การมีกิจกรรมทางกายที่ไม่เพียงพอและมีภาวะเนือยนิ่ง ปัจจุบันพบมากขึ้นในเด็กและเยาวชน หากไม่ป้องกันตั้งแต่วัยเรียน จะนำไปสู่การสะสมความเสี่ยงและเกิดโรค NCDs ในวัยผู้ใหญ่ การสร้างระบบนิเวศสุขภาพในโรงเรียนจึงเป็นกลไกสำคัญในการป้องกันและลดภาระโรค
อีกทั้งสอดคล้องกับธรรมนูญว่าด้วยระบบสุขภาพแห่งชาติฉบับที่ ๓ พ.ศ. ๒๕๖๕ ที่ให้ความสำคัญกับการพัฒนากระบวนการมีส่วนร่วมของทุกภาคส่วน การทำสภาพแวดล้อมและระบบนิเวศให้เอื้อต่อการมีสุขภาพดี และการพัฒนาศักยภาพมนุษย์ในทุกกลุ่มช่วงวัยทุกระดับ ที่มีสถานะเป็น “กรอบทิศทางของระบบสุขภาพไทย” เป็นเหมือน “ข้อตกลงร่วม” หรือ “แนวคิดร่วม” ที่ทุกภาคส่วนยอมรับในทิศทางระบบสุขภาพร่วมกัน เพื่อนำไปสู่เป้าหมาย “ระบบสุขภาพและสังคมที่เป็นธรรม”
แนวทางการเพิ่มกิจกรมทางกาย และลดลดภาวะเนือยนิ่งในโรงเรียน ทำได้โดย ส่งเสริมการเคลื่อนไหวร่างกายในชีวิตประจำวัน ทั้งการออกกำลังกาย การจัดกิจกรรมเรียนรู้แบบ Active learningจำกัดเวลาหน้าจอ และให้มีความรอบรู้ความเข้าใจเรื่องกิจกรรมทางกาย ส่งเสริมความรู้ทางโภชนาการ และปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการบริโภคอาหารที่เหมาะสมกับช่วงวัย เพื่อสุขภาพที่ดี หน่วยงานภาคีที่เกี่ยวข้องข้างต้นจึงได้บันทึกข้อตกลงความร่วมมือฉบับนี้ โดยมีเจตจำนงร่วมมือกันดำเนินการขับเคลื่อนนโยบายสาธารณะเพื่อสุขภาพเชิงระบบในโรงเรียน อำเภอบ้านนาสาร เพื่อสร้างสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการป้องกันและลดโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง ดังนี ๑.บูรณาการความร่วมมือในการส่งเสริมและสนับสนุนให้เด็ก เยาวชน ผู้ปกครองมีความรอบรู้ด้านสุขภาพ จัดการสุขภาพตนเองได้อย่างเหมาะสม สามารถปรับเปลี่ยนพฤติกรรมเพื่อการมีสุขภาพที่ดีในระยะยาว ๒. ร่วมกันคิดค้น  หาวิธีการ  แนวปฏิบัติ  ให้เป็นไปในทิศทางเดียวกัน  และบูรณาการกลไกความร่วมมือในการผลักดัน แผนสู่การปฏิบัติ ระหว่างหน่วยงานภาครัฐ ภาคท้องถิ่น ภาควิชาการ และภาคประชาชนเพื่อลดปัจจัยเสี่ยงจากโรคไม่ติดต่อในเด็กและเยาวชน ๓.ร่วมพัฒนาสภาพแวดล้อม และนโยบายส่งเสริมระบบนิเวศสุขภาพ (NCDs Ecosystem) ที่เชื่อมโยงโรงเรียน ครอบครัว และชุมชน ๔.ส่งเสริมกิจกรรมทางกาย ลดภาวะเนือยนิ่ง เชิงระบบในโรงเรียนทุกแห่งในอำเภอบ้านนาสาร
๕.ส่งเสริมความรู้ทางโภชนาการ และปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการบริโภคอาหารที่เหมาะสมกับช่วงวัย

 

ประชุมหารือความคืบหน้าเวที kick off จังหวัดกาญจนบุรี 9 ม.ค. 2569 9 ม.ค. 2569

 

ประชุมหารือความคืบหน้าเวที kick off จังหวัดกาญจนบุรี

 

ประชุมหารือความคืบหน้าเวที kick off จังหวัดกาญจนบุรี วัน ศุกร์ 9 มกราคม 2569
การประชุมเตรียมความพร้อมสำหรับกิจกรรมที่จะจัดขึ้นในวันที่ 14 โดยมีกิจกรรมสำคัญคือพิธีลงนามในบันทึกความเข้าใจ (MOU) การแถลงข่าว และการจัดบูธนิทรรศการ โดยมีผู้เข้าร่วมงานจำนวน 150 คน
1. การลงนามในบันทึกความเข้าใจ (MOU) ผู้ลงนามและการปรับแก้เอกสาร MOU มีการเปลี่ยนแปลงรายละเอียดเล็กน้อย โดยทางผู้ประสานงาน จะดำเนินการปรับแก้และส่งฉบับสมบูรณ์ (Final) ให้ทุกฝ่ายตรวจสอบก่อนการพิมพ์ กระบวนการและพิธีการลงนาม: • ข้อกังวลเรื่องพื้นที่บนเวที: มีความกังวลว่าเวทีมีขนาดเล็ก ไม่สามารถรองรับผู้ลงนาม MOU ทั้งหมดประมาณ 20 กว่าคนพร้อมกันได้ • แนวทางแก้ไขที่เสนอ: 1. แบ่งเป็นชุด: ให้ผู้ลงนามขึ้นเวทีเป็นชุดๆ ละ 5-10 คน เพื่อถ่ายภาพ แล้วสลับให้ชุดต่อไปขึ้นมา ซึ่งจะช่วยประหยัดเวลาและบริหารจัดการพื้นที่ได้ดีขึ้น 2. จัดพิธีด้านล่างเวที: จัดโต๊ะลงนามพร้อมตกแต่งดอกไม้บริเวณด้านล่างเวที และหลังจากลงนามเสร็จจึงเชิญผู้ลงนามทั้งหมดขึ้นไปถ่ายภาพหมู่บนเวที 3. ประยุกต์จากงานอื่น: ข้อเสนอจากทีม สช. แนะนำให้จัดจุดลงนามแยกต่างหากก่อนเริ่มพิธีการ เพื่อให้ผู้เข้าร่วมทยอยลงนาม เมื่อถึงเวลาบนเวทีจะเป็นเพียงการถือเอกสาร MOU เพื่อถ่ายภาพ ซึ่งจะช่วยลดความกังวลเรื่องลายเซ็นไม่ครบและประหยัดเวลาได้อย่างมาก • การเตรียมการล่วงหน้า: สำหรับผู้ลงนามที่ยืนยันแล้วว่าไม่สามารถมาร่วมงานได้ ผู้จัดงานสามารถนำเอกสารไปให้ลงนามล่วงหน้าก่อนวันงานได้ 2. การจัดการ กำหนดการและสถานที่: • กำหนดการ: ยังคงเป็นไปตามแผนเดิม โดยกิจกรรมจะเริ่มในเวลา 8:30 น. และสิ้นสุดเวลา 12:30 น. มีการเน้นย้ำเรื่องการตรงต่อเวลาเนื่องจากมีผู้บริหารระดับสูงเข้าร่วมงานจำนวนมาก • สถานที่: กิจกรรมทั้งหมดจะจัดขึ้นภายในห้องประชุมห้องเดียว ซึ่งนำไปสู่การพิจารณาเรื่องการจัดสรรพื้นที่สำหรับบูธ การแถลงข่าว และที่นั่งผู้เข้าร่วม กลุ่มเป้าหมายและผู้เข้าร่วม: • จำนวนเป้าหมาย: ตั้งไว้ที่ 150 คน (ตัวเลขนี้ไม่รวมทีมงานจากส่วนกลางและคณะทำงานในพื้นที่) โดยสามารถปรับเพิ่มลดได้ตามความเหมาะสม • การจัดสรร: กลุ่มเป้าหมายถูกแบ่งตามพื้นที่ ได้แก่ ห้วยกระเจา 50 คน, กลุ่มของพี่อร 50 คน, และมหาวิทยาลัยราชภัฏ 23 คน (อาจเกินได้เล็กน้อย) ส่วนกลุ่มนักเรียนจากปรัชญาอยู่ระหว่างการยืนยันจำนวนเนื่องจากตรงกับกิจกรรมกีฬาสีของอำเภอ • การเพิ่มจำนวนผู้เข้าร่วม: เนื่องจากมีผู้บริหารระดับสูงและทีมงานจาก สช. เข้าร่วมเป็นจำนวนมาก (ทีม สช. ประมาณ 10 คน) จึงมีการแนะนำให้ผู้จัดในพื้นที่เชิญผู้เข้าร่วมเพิ่มเติมจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในจังหวัด หรือประชาชนในพื้นที่อำเภอเมืองที่เดินทางสะดวก เพื่อให้บรรยากาศในงานดูไม่โหรงเหรง การลงทะเบียน: • รูปแบบการลงทะเบียน: จากเดิมที่วางแผนให้เป็นการลงนามสดหน้างาน (เซ็นสด) ได้ปรับเป็นรูปแบบผสมผสาน โดยจะใช้ข้อมูลจาก QR Code ที่ผู้เข้าร่วมได้ตอบรับล่วงหน้า มาจัดทำเป็นแบบฟอร์มลงทะเบียน • ขั้นตอนการดำเนินงาน: 1. พี่เอิร์คจะส่งข้อมูลผู้ที่ตอบรับผ่านลิงก์ให้กับทีมลงทะเบียน (กุ๊ก) 2. ทีมลงทะเบียนจะจัดทำแบบฟอร์มรายชื่อผู้เข้าร่วมที่ทราบแน่นอนแล้ว 3. สำหรับผู้ที่ไม่ได้ลงทะเบียนล่วงหน้า สามารถลงชื่อเพิ่มเติมที่หน้างานได้ • เจ้าหน้าที่ลงทะเบียน: ทีมงานในพื้นที่จะจัดหาเจ้าหน้าที่ (เช่น นักศึกษา) มาช่วยอำนวยความสะดวกที่โต๊ะลงทะเบียน ซึ่งจะช่วยให้การจัดการง่ายขึ้นเนื่องจากรู้จักผู้เข้าร่วมจากพื้นที่ต่างๆ 3. การสื่อสารและการประชาสัมพันธ์ การแถลงข่าว: • การหาพื้นที่ที่เหมาะสมในการแถลงข่าว เนื่องจากกิจกรรมทั้งหมดจัดในห้องประชุมเดียว จึงมีความกังวลเรื่องเสียงรบกวนซึ่งกันและกัน • ทางเลือกที่พิจารณา: 1. บนเวที: เป็นแนวคิดแรก แต่ถูกท้วงติงว่าจะทำให้เกิดช่วงเวลาที่น่าเบื่อ (Dead Air) สำหรับผู้เข้าร่วมที่รออยู่ด้านล่าง 2. บริเวณบูธภายในห้องประชุม: อาจทำได้หากบูธมีความสวยงาม แต่ต้องจัดการให้ภายในห้องประชุมเงียบ ซึ่งทำได้ยาก 3. นอกห้องประชุม: บริเวณหน้าห้องประชุมมีพื้นที่โล่ง สามารถวางฉากหลัง (Backdrop) ได้ แต่ต้องพิจารณาเรื่องอุปกรณ์ไมโครโฟนสำหรับสัมภาษณ์เพื่อให้ได้เสียงที่ชัดเจน บูธนิทรรศการและสื่อประกอบ: • ผู้จัดบูธ: มีบูธที่ยืนยันแล้ว 3 บูธ ได้แก่ บูธของหนองตากยา, ห้วยกระเจา และสำนักงานคณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติ (สช.) • อุปกรณ์และสื่อ: ทีม สช. จะนำ "Ecosystem" 2 ชิ้น และฉากหลัง (Backdrop) ของตนเองมาติดตั้ง

 

ประชุมการพัฒนาหลักสูตรการออกแบบเพื่อสร้างเสริมสุขภาวะ 9 ม.ค. 2569 9 ม.ค. 2569

 

ประชุมการพัฒนาหลักสูตรการออกแบบเพื่อสร้างเสริมสุขภาวะ

 

ประชุมการพัฒนาหลักสูตรการออกแบบเพื่อสร้างเสริมสุขภาวะ วันที่ 9 มกราคม 2569
จากการประชุมเพื่อวางแผนการพัฒนาหลักสูตรการอบรมด้านการออกแบบสถาปัตยกรรมและสภาพแวดล้อมเพื่อสร้างเสริมสุขภาวะ โดยมีเป้าหมายหลักในการเสริมสร้างศักยภาพให้แก่เจ้าหน้าที่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) โดยเฉพาะฝ่ายช่างโยธา กองสาธารณสุข และผู้บริหารระดับนโยบาย ให้สามารถนำความรู้ไปประยุกต์ใช้ในการพัฒนาพื้นที่สาธารณะที่เอื้อต่อการมีกิจกรรมทางกาย (Physical Activity - PA) และลดภาวะเนือยนิ่ง ประเด็นสำคัญจากการประชุมคือการกำหนดกลุ่มเป้าหมายที่ชัดเจน โดยเน้นให้ อปท. ส่งผู้เข้าร่วมเป็นทีม (ประกอบด้วยฝ่ายช่าง, สาธารณสุข และฝ่ายนโยบาย) เพื่อให้เกิดการผลักดันโครงการได้จริงหลังการอบรม นอกจากนี้ยังมีการปรับเปลี่ยนกำหนดการจัดอบรมจากเดิมเดือนมีนาคมเป็นเดือนเมษายน โดยจะนำร่องจัดอบรมรุ่นแรกในพื้นที่เครือข่ายเทศบาลนครยะลา ก่อนขยายผลไปยังพื้นที่ภูเก็ตและพื้นที่อื่นๆ ต่อไป หลักสูตรจะเน้นการเรียนรู้ผ่านการปฏิบัติ (Practice-based Learning) ลดทฤษฎี และให้ผู้เข้าอบรมได้พัฒนาชิ้นงานจากบริบทพื้นที่ของตนเองจริง ทั้งนี้ ทีมผู้พัฒนาหลักสูตรจะเข้าร่วมงาน "City Health Policy Workshop" ที่รัฐสภาในวันที่ 22 มกราคม เพื่อรับฟังแนวคิดจากผู้เชี่ยวชาญระดับประเทศ และนำมาปรับปรุงเนื้อหาหลักสูตรให้มีความทันสมัยและครอบคลุมมิติสุขภาวะที่กว้างขึ้น ซึ่งจะทำให้หลักสูตรมีความเข้มข้นและสามารถสร้างผลกระทบได้อย่างเป็นรูปธรรม

  1. ภาพรวมโครงการและวัตถุประสงค์ของหลักสูตร โครงกการพัฒนาหลักสูตรอบรมเฉพาะทาง สำหรับบุคลากรขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) เพื่อสร้างความรู้ความเข้าใจและทักษะในการออกแบบและปรับปรุงสภาพแวดล้อมในพื้นที่ให้เอื้อต่อการสร้างเสริมสุขภาวะ • เป้าหมายหลัก: เพื่อให้ผู้เข้าอบรมสามารถออกแบบพื้นที่สุขภาวะที่ตอบสนองต่อการส่งเสริมกิจกรรมทางกาย (Physical Activity - PA) และลดภาวะเนือยนิ่ง โดยพิจารณาถึงบริบทของแต่ละพื้นที่ • แนวคิดสำคัญ: หลักสูตรจะครอบคลุมตั้งแต่หลักการพื้นฐานด้านสถาปัตยกรรมเพื่อสุขภาวะ, การออกแบบที่คำนึงถึงผู้ใช้งานทุกกลุ่ม (Universal Design), กระบวนการมีส่วนร่วมของชุมชน, ไปจนถึงการประยุกต์ใช้กับพื้นที่จริง เช่น สวนสาธารณะ หรือพื้นที่ว่างในชุมชน • ความเชื่อมโยงกับโครงการอื่น: หลักสูตรนี้ต่อยอดมาจากโครงการจัดการภัยพิบัติ และมีความเชื่อมโยงกับโครงการพัฒนาพื้นที่สุขภาวะในพื้นที่ต่างๆ เช่น ยะลา, ภูเก็ต และพื้นที่นำร่องอื่นๆ

  2. ทีมงานและเครือข่ายความร่วมมือ โครงการนี้อาศัยความร่วมมือจากทีมคณาจารย์ผู้เชี่ยวชาญและเครือข่ายสถาปนิกหลายภาคส่วน บทบาท รายชื่อบุคคล/หน่วยงาน หมายเหตุ ทีมพัฒนาหลักสูตรหลัก • อาจารย์ภวัฒน์ • อาจารย์อัศนัย • อาจารย์หนุ่ย รับผิดชอบการออกแบบเนื้อหาและกระบวนการสอนในหัวข้อหลัก 1-4 ผู้ประสานงานโครงการ • อาจารย์เพ็ญ • ญัตติพงศ์ • ฐิติชญา • มนชนก บริหารจัดการโครงการ, ประสานงาน, และดูแลด้านงบประมาณ เครือข่ายผู้เชี่ยวชาญ • อ.พนิต • คุณยศพล • อาจารย์ปณิทัศน์ คุณภารณี • ทีมสถาปนิกอาสา ทำหน้าที่เป็นที่ปรึกษา, ผู้ให้ความเห็นต่อร่างหลักสูตร, และอาจร่วมเป็นวิทยากร หน่วยงานสนับสนุน • สสส. • สภาวิชาชีพสถาปัตย์ ให้การสนับสนุนและอาจเข้ามามีส่วนร่วมในการรับรองหลักสูตร

  3. การพัฒนาหลักสูตร: เนื้อหาและกระบวนการ หลักสูตรถูกออกแบบมาเพื่อเน้นการนำไปใช้ได้จริง โดยผสมผสานระหว่างภาคทฤษฎีและปฏิบัติการอย่างเข้มข้น 3.1 โครงสร้างเนื้อหาหลักสูตร เนื้อหาหลักแบ่งออกเป็น 5 หัวข้อสำคัญ:

  4. หลักการออกแบบเพื่อปรับสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อสุขภาวะตามบริบทพื้นที่: วิเคราะห์พื้นที่และแนวคิดพื้นฐาน
  5. แนวคิดและกระบวนการออกแบบโดยชุมชนมีส่วนร่วม: เน้นกระบวนการทำงานร่วมกับคนในพื้นที่
  6. หลักการและแนวคิดการออกแบบตามหลักสถาปัตยกรรม: ความปลอดภัย, กายศาสตร์ (Ergonomics), Universal Design
  7. ฝึกปฏิบัติการ (Workshop): การนำความรู้จากหัวข้อ 1-3 มาประยุกต์ใช้กับกรณีศึกษาหรือพื้นที่จริง
  8. กระบวนการจัดซื้อจัดจ้างของท้องถิ่น: ให้ความรู้ด้านระเบียบราชการเพื่อการผลักดันโครงการ (จะเชิญผู้เชี่ยวชาญจากท้องถิ่นมาบรรยาย) 3.2 รูปแบบการเรียนการสอน ที่ประชุมเห็นตรงกันว่าควรหลีกเลี่ยงการบรรยายเพียงอย่างเดียว (Lecture-based) และเน้นรูปแบบดังต่อไปนี้: • การเรียนรู้เชิงปฏิบัติการ (Workshop-based): จัดกลุ่มผู้เรียนเพื่อระดมสมองและออกแบบโครงการสำหรับพื้นที่ของตนเอง • การใช้กรณีศึกษาจริง (Case Study): นำปัญหาและความต้องการจากพื้นที่ของผู้เข้าอบรมมาเป็นโจทย์ในการออกแบบ • การลงพื้นที่จริง (Site Visit): อาจใช้พื้นที่ในเทศบาลคอหงส์ (หาดใหญ่) หรือพื้นที่นำร่องอื่นเป็นสถานที่ศึกษาและทดลองออกแบบ • การพัฒนาชิ้นงาน (Project-based): ผู้เข้าอบรมจะต้องพัฒนาข้อเสนอโครงการหรือแบบร่างเบื้องต้นสำหรับพื้นที่ของตนเอง เพื่อนำเสนอในวันสุดท้ายของหลักสูตร

3.3 โมเดลการอบรม (เสนอโดย อ.อัศนัย) โมดูล หัวข้อ กิจกรรม 1 ทำความเข้าใจผู้ใช้และบริบท (User & Context) บรรยายเรื่อง PA, ภาวะเนือยนิ่ง และกลุ่มเป้าหมาย (เช่น ผู้สูงอายุ) 2 การสำรวจและวิเคราะห์พื้นที่ (Site Analysis) เรียนรู้เทคนิคการวิเคราะห์พื้นที่ที่เชื่อมโยงกับสุขภาวะ 3 การมีส่วนร่วม (Participation) Workshop แลกเปลี่ยนกลยุทธ์และปัญหาของแต่ละพื้นที่ 4 หลักการออกแบบ (Design Principles) บรรยายหลักการออกแบบพื้นฐาน (Safety, Universal Design) 5 การศึกษาจากพื้นที่จริง (Case Study Visit) ลงพื้นที่สวนสาธารณะตัวอย่าง (เช่น ยะลา, หาดใหญ่) 6 การปฏิบัติการออกแบบ (Design Workshop) ทำงานกลุ่มเพื่อพัฒนาแนวคิดการออกแบบเบื้องต้น 7 การนำไปปฏิบัติ (Implementation) บรรยายเรื่องการประมาณราคา, การจัดซื้อจัดจ้างโดย จนท.ท้องถิ่น 8 การนำเสนอและสรุปผล (Presentation & Wrap-up) นำเสนอผลงานกลุ่มและสรุปภาพรวม

  1. กลุ่มเป้าหมายและการคัดเลือก เพื่อให้การอบรมเกิดประสิทธิผลสูงสุด ที่ประชุมได้กำหนดแนวทางการคัดเลือกกลุ่มเป้าหมายไว้อย่างชัดเจน • องค์ประกอบของผู้เข้าร่วม: ควรมาจาก อปท. เดียวกันเป็นทีม 3 คน เพื่อให้สามารถขับเคลื่อนนโยบายและโครงการต่อได้ ประกอบด้วย:   1. เจ้าหน้าที่กองช่าง: ผู้มีความรู้ด้านเทคนิคและการออกแบบ   2. เจ้าหน้าที่กองสาธารณสุข: ผู้มีความเข้าใจในมิติสุขภาพของชุมชน   3. ผู้บริหาร/ฝ่ายนโยบาย: เช่น ผู้อำนวยการกอง, หัวหน้าสำนักปลัด หรือปลัด เพื่อให้สามารถผลักดันโครงการเข้าสู่แผนงานและงบประมาณได้ • จำนวนที่รับ: รุ่นละประมาณ 30 คน (เช่น 10 อปท. แห่งละ 3 คน) • กระบวนการคัดเลือก: จะใช้ "แบบสอบถามก่อนการสมัคร" เพื่อรวบรวมข้อมูลสำคัญจากผู้สมัคร ดังนี้:   ◦ สถานะโครงการด้านพื้นที่สุขภาวะที่ดำเนินการอยู่ในปัจจุบัน   ◦ แนวคิดหรือแผนงานที่ต้องการจะพัฒนาในอนาคต   ◦ ปัญหาและศักยภาพของพื้นที่   ◦ ความตั้งใจในการนำผลลัพธ์จากการอบรมไปบรรจุในแผนพัฒนาท้องถิ่นหรือข้อบัญญัติ (ข้อเสนอจาก อ.หนุ่ย เพื่อวัดความมุ่งมั่นและติดตามผล)

  2. แผนการดำเนินงาน ที่ประชุมได้หารือและปรับเปลี่ยนไทม์ไลน์เพื่อให้การดำเนินงานเป็นไปอย่างราบรื่นและมีประสิทธิภาพ • กำหนดการอบรม:   ◦ แผนเดิม: 21-22 มีนาคม   ◦ ปัญหา: เป็นวันเสาร์-อาทิตย์ซึ่งไม่สะดวกต่อเจ้าหน้าที่รัฐ และตรงกับช่วงสอบปลายภาคและส่งเกรดของมหาวิทยาลัย   ◦ แผนใหม่: สัปดาห์ที่ 3 ของเดือนเมษายน (หลังสงกรานต์) เช่น ช่วงวันที่ 20-24 เมษายน เพื่อให้มีเวลาในการพัฒนาและรับฟังความเห็นต่อหลักสูตรอย่างเพียงพอ • รูปแบบการจัด: อาจจัด 2 ครั้ง ครั้งละ 2-3 วัน โดยเว้นช่วงให้ผู้เข้าอบรมกลับไปทำการบ้านหรือเก็บข้อมูลเพิ่มเติม • พื้นที่นำร่อง (Pilot Site):   ◦ รุ่นที่ 1: จะเน้นกลุ่มเป้าหมายจาก เทศบาลนครยะลาและเครือข่าย 10 อปท. โดยอาจจัดอบรมที่หาดใหญ่และใช้พื้นที่เทศบาลคอหงส์เป็นพื้นที่ฝึกปฏิบัติการ เพื่อทดสอบและปรับปรุงหลักสูตร   ◦ รุ่นที่ 2: ขยายผลไปยัง จังหวัดภูเก็ต ซึ่งมี อบจ. และท้องถิ่นอื่นที่แสดงความสนใจ • กระบวนการรับรองหลักสูตร:   1. ร่างฉบับที่ 1: ทีมอาจารย์จัดทำเนื้อหาและโครงสร้าง   2. รับฟังความเห็นครั้งที่ 1 (ผู้เชี่ยวชาญ): นำเสนอร่างต่อเครือข่ายสถาปนิก (เช่น ทีม VPARK) ในเวทีที่กรุงเทพฯ   3. รับฟังความเห็นครั้งที่ 2 (ผู้ใช้งาน): จัดเวทีรับฟังความเห็นจากตัวแทนกลุ่มเป้าหมาย (อปท. ยะลา, ภูเก็ต, คอหงส์)   4. ปรับปรุงและสรุปหลักสูตร: ปรับแก้ตามข้อเสนอแนะและจัดทำหลักสูตรฉบับสมบูรณ์ก่อนเปิดรับสมัคร

  3. โอกาสเชิงกลยุทธ์: การเข้าร่วม City Health Policy Workshop ทีมงานจะใช้โอกาสจากการเข้าร่วม Workshop สำคัญเพื่อเสริมความแข็งแกร่งให้กับหลักสูตร • ชื่องาน: City Health Policy Workshop • ผู้จัด: wePARK, Thai PBS และภาคีเครือข่าย • วันและสถานที่: วันจันทร์ที่ 22 มกราคม ณ รัฐสภา กรุงเทพฯ • วัตถุประสงค์การเข้าร่วม:   ◦ เพื่อรับฟังแนวคิดและมุมมองจากสถาปนิกและนักพัฒนาเมืองระดับประเทศ   ◦ เพื่อสร้างเครือข่ายความร่วมมือกับผู้เชี่ยวชาญ   ◦ เพื่อนำไอเดียที่ได้มาปรับปรุงและยกระดับเนื้อหาของหลักสูตรให้ครอบคลุมมิติสุขภาวะที่หลากหลายขึ้น เช่น พื้นที่รกร้าง, เมืองสำหรับผู้สูงอายุ, เมืองที่ยืดหยุ่นต่อภัยพิบัติ

 

Kick off MOU กาญจนบุรี 13 ม.ค. 2569 13 ม.ค. 2569

 

“การบูรณาการความร่วมมือในการพัฒนานโยบายสาธารณะ การลดโรค (NCDs)
และส่งเสริมกิจกรรมทางกาย ลดภาวะเนือยนิ่ง จ.กาญจนบุรี” วันที่ 14 มกราคม พ.ศ.2569  เวลา 08.00-15.30 น ณ ห้องประชุมอาคารหลวงปู่หลิว สำนักงานสาธารณสุขจังหวัดกาญจนบุรี อำเภอเมืองกาญจนบุรี จังหวัดกาญจนบุรี

 

“การบูรณาการความร่วมมือในการพัฒนานโยบายสาธารณะ การลดโรค (NCDs)
และส่งเสริมกิจกรรมทางกาย ลดภาวะเนือยนิ่ง จ.กาญจนบุรี” วันที่ 14 มกราคม พ.ศ.2569  เวลา 08.00-15.30 น ณ ห้องประชุมอาคารหลวงปู่หลิว สำนักงานสาธารณสุขจังหวัดกาญจนบุรี อำเภอเมืองกาญจนบุรี จังหวัดกาญจนบุรี 08:00 - 08:30 น. ลงทะเบียน 08:30 - 08:50 น.  กิจกรรมแสดงความอาลัย "สมเด็จพระบรมราชชนนีพันปีหลวง" 08.50 - 09.00  น กิจกรรมยืดเหยียด ชมการสาธิต การขยับ ลดเนือยนิ่ง
09:00- 09:10 น. กล่าวต้อนรับ โดย  นายแพทย์ธีรพจน์  ฟักน้อย นายแพทย์สาธารณสุขจังหวัดกาญจนบุรี
09:10 - 09:20 น. กล่าวรายงาน โดย  นายจักรกฤษ์  โพธิ์แพงพุ่ม ประธานคณะกรรมการบริหารสมัชชาสุขภาพจังหวัดกาญจนบุรี 09:20 - 09:30 น. กล่าวเปิดงาน โดย ผู้ว่าราชการจังหวัดกาญจนบุรี 09:30 - 10:00 น. - พิธีลงนามความร่วมมือ “การบูรณาการความร่วมมือในการพัฒนานโยบายสาธารณะลดโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง (NCDs) และส่งเสริมกิจกรรมทางกายลดภาวะเนือยนิ่ง จ.กาญจนบุรี” 10.00 – 10.20 น. ประธานเยี่ยมชมบูทนิทรรศการ 10.20 -  10.30 น. แถลงข่าว 10:30 - 11:00 น. ปาฐกถา เรื่อง “การพัฒนานโยบายสาธารณะแบบมีส่วนร่วมเพื่อสร้างสภาวะแวดล้อมที่เอื้อต่อการลดโรคไม่ติดต่อ (NCDs)”
โดย นพ.สุเทพ เพชรมาก เลขาธิการคณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติ 11:00 - 11:30 น. ปาฐกถา เรื่อง “การส่งเสริมกิจกรรมทางกาย ลดภาวะเนือยนิ่ง ”
โดย ผศ.ดร.พงค์เทพ สุธีรวุฒิ
รองอธิการบดีฝ่ายบริหารและยุทธศาสตร์ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ 11.30-12.30 น  เสวนา “แนวทางการบูรณาการความร่วมมือเพื่อพัฒนานโยบายสาธารณะ การลดโรค NCDs และส่งเสริมกิจกรรมทางกาย ลดภาวะเนือยนิ่ง จ.กาญจนบุรี” ผู้ร่วมเสวนาผู้แทนประกอบด้วยผู้แทนจากหน่วยงาน   - องค์การบริหารส่วนจังหวัดกาญจนบุรี - สำนักงานสาธารณสุขจังหวัดกาญจนบุรี
- ประธาน พชอ.ห้วยกระเจา
- อธิการบดี มหาวิทยาลัยราชภัฎกาญจนบุรี ดำเนินรายการ โดย ดร.ลักษิกา เจริญศรี
12:30 –13:30 น. พักรับประทานอาหารกลางวัน 13.30 - 15.00 น นำเสนอแผนการบูรณาการกลไกความร่วมมือเพื่อขับเคลื่อนงาน และส่งเสริมกิจกรรมทางกาย ลด                                 ภาวะเนือยนิ่งและสร้างสภาวะแวดล้อมที่เอื้อในการลด NCDs  โดย • นางทิพวัลย์  เทียรฆโรจน์

• นางมานิดา  ทักษิณ
• นางพิชญาภา  ยิ่งประเสริฐ
15.00-15.30 น สรุปและปิดการประชุม

สรุปการบูรณาการกลไกความร่วมมือในการขับเคลื่อนนโยบายสาธารณะเพื่อลดโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง (NCDs Ecosystem) จังหวัดกาญจนบุรี ระหว่าง สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) โดย สถาบันนโยบายสาธารณะ  มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ (สนส.ม.อ.) สำนักงานคณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติ (สช.)  กับ จังหวัดกาญจนบุรี องค์การบริหารส่วนจังหวัดกาญจนบุรี สำนักงานสาธารณสุขจังหวัดกาญจนบุรี สำนักงานพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์จังหวัดกาญจนบุรี  สำนักงานพัฒนาชุมชนจังหวัดกาญจนบุรี
สำนักงานประชาสัมพันธ์จังหวัดกาญจนบุรี สำนักงานส่งเสริมการเรียนรู้ประจำจังหวัดกาญจนบุรี
มหาวิทยาลัยราชภัฏกาญจนบุรี  สถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน (พอช.) สภาเด็กและเยาวชนจังหวัด  องค์กรภาคประชาสังคมและเครือข่ายภาคประชาชน เทศบาลตำบลห้วยกระเจา เทศบาลตำบลสระลงเรือ องค์การบริหารส่วนตําบลวังไผ่ องค์การบริหารส่วนตำบลดอนแสลบ บันทึกข้อตกลงนี้จัดทำขึ้นเมื่อวันที่  ๑๔ มกราคม  ๒๕๖๙ ณ ห้องประชุมอาคารหลวงปู่หลิว สำนักงานสาธารณสุขจังหวัดกาญจนบุรี  ระหว่าง จังหวัดกาญจนบุรีกับหน่วยงาน ภาคี เครือข่ายที่เกี่ยวข้องข้างต้นเห็นพ้องร่วมกันว่าโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง (Non-Communicable Diseases: NCDs) เป็นสาเหตุการเสียชีวิตอันดับต้นๆ ของประชากรไทย ซึ่งก่อให้เกิดความสูญเสียทางสุขภาพและภาระทางเศรษฐกิจอย่างมหาศาล การลดภาระโรคดังกล่าวจำเป็นต้องอาศัยมาตรการทางสังคม การสร้างสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อสุขภาวะ และการส่งเสริมให้ประชาชนมีกิจกรรมทางกายที่เพียงพอในชีวิตประจำวัน ลดภาวะเนือยนิ่ง ร่วมกับการบริโภคอาหารเพื่อสุขภาวะ การลดปัจจัยเสี่ยงสำคัญของการป่วยด้วยโรค NCDs  ในการดำเนินงานจำเป็นต้องบูรณาการความร่วมมือระหว่างภาครัฐ ภาควิชาการ ภาคท้องถิ่น ภาคประชาชน และภาคเอกชน เพื่อขับเคลื่อนเชิงระบบและขยายผลเชิงนโยบาย  การดำเนินงานพัฒนาระบบนิเวศโรค NCDs “NCDs Ecosystem” ในจังหวัดกาญจนบุรี เพื่อสร้างรูปแบบการขับเคลื่อนเชิงพื้นที่ เพื่อลดอุบัติการณ์การป่วยด้วยโรคไม่ติดต่อเรื้อรังของจังหวัดกาญจนบุรี อีกทั้งสอดคล้องกับธรรมนูญว่าด้วยระบบสุขภาพแห่งชาติฉบับที่ ๓ พ.ศ. ๒๕๖๕ ที่ให้ความสำคัญกับการพัฒนากระบวนการมีส่วนร่วมของทุกภาคส่วน การทำสภาพแวดล้อมและระบบนิเวศให้เอื้อต่อการมีสุขภาพดี และการพัฒนาศักยภาพมนุษย์ในทุกกลุ่มช่วงวัยทุกระดับ ที่มีสถานะเป็น “กรอบทิศทางของระบบสุขภาพไทย” เป็นเหมือน “ข้อตกลงร่วม” หรือ “แนวคิดร่วม” ที่ทุกภาคส่วนยอมรับในทิศทางระบบสุขภาพร่วมกัน เพื่อนำไปสู่เป้าหมาย “ระบบสุขภาพและสังคมที่เป็นธรรม”
โดยหน่วยงานที่ร่วมลงนามความร่วมมือในวันนี้ จะร่วมกันดำเนินงานดังต่อไปนี้ ๑. วิเคราะห์สถานการณ์ปัญหา สาเหตุ และปัจจัยที่เกี่ยวข้องกับการป่วยด้วยโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง (NCDs) ในจังหวัดกาญจนบุรีอย่างรอบด้าน ๒. จัดทำพัฒนาแผน ยุทธศาสตร์ แผนปฏิบัติการ และบูรณาการกลไกความร่วมมือในการผลักดันแผนสู่การปฏิบัติ ระหว่างหน่วยงานภาครัฐ ภาคท้องถิ่น ภาควิชาการ และภาคประชาชน เพื่อลดปัจจัยเสี่ยงและลดอัตราป่วยด้วยโรค NCDs ๓. พัฒนาองค์ความรู้ นวัตกรรม และงานวิจัย ที่เกี่ยวข้องกับการส่งเสริมกิจกรรมทางกาย การลดภาวะเนือยนิ่ง ส่งเสริมการบริโภคอาหารเพื่อสุขภาวะ และการสร้างสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการลด NCDs ๔. พัฒนาศักยภาพของภาคีเครือข่ายที่เกี่ยวข้องเช่น กลไกสมัชชาสุขภาพจังหวัดกาญจนบุรี กลไกคณะกรรมการพัฒนาคุณภาพชีวิตระดับจังหวัด อำเภอ ตำบล โรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบล (รพ.สต.) ถ่ายโอนภารกิจสังกัด อบจ.กาญจนบุรี องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น เครือข่ายอาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน (อสม.) สภาเด็กและเยาวชน นักเรียน นักศึกษา อาจารย์และประชาชนกลุ่มเป้าหมายที่เกี่ยวข้อง
๕. พัฒนาสภาพแวดล้อมและนโยบายระดับพื้นที่ ให้เอื้อต่อการดำรงชีวิตที่กระฉับกระเฉงและลดความเสี่ยงจากโรค NCDs ภายใต้กรอบมาตรการ ๓:๕:๕ เพื่อลดโรค NCDs ประกอบด้วย กลไกสร้างแรงจูงใจ  การกำหนดมาตรการหลัก และการใช้ การพัฒนาระบบและกลไกหนุนเสริมการดำเนินงาน

 

ประชุมกับ สช. เช้าที่ สช. วาง Road map มติ PA และ Policy Forum อาคารรัฐสภา 15 ม.ค. 2569 15 ม.ค. 2569

 

ประชุมกับ สช. เช้าที่ สช. วาง Road map มติ PA และ  Policy Forum อาคารรัฐสภา

 

การประชุมหารือการขับเคลื่อนกิจกรรมทางกาย เพื่อลดโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง (NCDs) ร่วมกับสำนักงานคณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติ (สช.) ประเด็นสำคัญจากการประชุม 1. การลดพฤติกรรมเนือยนิ่งของประชาชน ที่ประชุมเห็นความสำคัญของการส่งเสริมการมีกิจกรรมทางกายในชีวิตประจำวัน เพื่อป้องกันและลดความเสี่ยงของโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง โดยเน้นการสร้างความรู้ ความตระหนัก และการจัดกิจกรรมส่งเสริมสุขภาพในชุมชน โรงเรียน และสถานที่ทำงาน2. การพัฒนาสภาพแวดล้อมและกลไกสนับสนุนการมีกิจกรรมทางกาย ที่ประชุมเสนอให้พัฒนาสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการมีกิจกรรมทางกาย เช่น การออกแบบพื้นที่เมืองและชุมชนให้มีพื้นที่ออกกำลังกาย ทางเดิน และทางจักรยาน รวมทั้งสนับสนุนการใช้เครื่องมือการประเมินผลกระทบด้านสุขภาพ (Health Impact Assessment: HIA) เพื่อวิเคราะห์ผลกระทบด้านสุขภาพจากนโยบายหรือโครงการพัฒนาในพื้นที่ มติสำคัญ เห็นชอบแนวทางการขับเคลื่อนกิจกรรมทางกาย (PA) เพื่อป้องกันและลดโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง (NCDs) ในระดับพื้นที่ และสนับสนุนการใช้เครื่องมือ HIA และกระบวนการมีส่วนร่วมของชุมชนในการพัฒนานโยบายสุขภาพ ส่งเสริมการบูรณาการการทำงานระหว่างหน่วยงานภาครัฐ ภาควิชาการ และองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น เพื่อสร้างสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการมีกิจกรรมทางกาย แนวทางดำเนินการต่อไป จังหวัดยะลาได้กำหนดจัดการประชุมเพื่อวางแผนการขับเคลื่อนกิจกรรมทางกายและการป้องกันโรคไม่ติดต่อเรื้อรังในระดับพื้นที่ ในวันที่ 10 กุมภาพันธ์ 2569 เพื่อกำหนดแนวทางดำเนินงานร่วมกับภาคีเครือข่ายในพื้นที่ และพัฒนากลไกการขับเคลื่อนนโยบายสุขภาพระดับจังหวัดต่อไป

 

ประชุม PA ภูเก็ต กับ สช. 19 ม.ค. 2569 19 ม.ค. 2569

 

การประชุมหารือการขับเคลื่อนจังหวัดภูเก็ตสู่เมืองสุขภาวะ

 

การประชุมหารือการขับเคลื่อนจังหวัดภูเก็ตสู่เมืองสุขภาวะ วันที่ 19 มกราคม 2569 ณ จังหวัดภูเก็ต การประชุมครั้งนี้จัดขึ้นเพื่อหารือแนวทางการผลักดัน ข้อเสนอเชิงนโยบายระดับชาติด้านการปรับสภาพแวดล้อมให้เอื้อต่อการมีกิจกรรมทางกายในชีวิตประจำวัน เพื่อลดพฤติกรรมเนือยนิ่งของประชาชน และป้องกันโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง (NCDs) โดยใช้ ชุมชนและองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นเป็นฐานสำคัญในการขับเคลื่อน พร้อมเชื่อมโยงการดำเนินงานกับกลไกระดับจังหวัด ประเด็นสำคัญจากการหารือ 1. การพัฒนาพื้นที่สุขภาวะในระดับท้องถิ่น มีการหารือร่วมกับเทศบาลเมืองกะทู้เกี่ยวกับแนวทางพัฒนาพื้นที่สุขภาวะในเขตเทศบาล เพื่อส่งเสริมให้ประชาชนสามารถมีกิจกรรมทางกายในชีวิตประจำวันได้สะดวกและปลอดภัย เช่น การพัฒนาพื้นที่สาธารณะสำหรับการออกกำลังกาย การออกแบบพื้นที่เมืองที่เอื้อต่อการเดินและการใช้จักรยาน รวมถึงการเชื่อมโยงแผนการดำเนินงานของเทศบาลกับแผนพัฒนาระดับจังหวัด 2. การขับเคลื่อนกิจกรรมทางกายในระดับจังหวัด ในการหารือกับองค์การบริหารส่วนจังหวัดภูเก็ต ได้มีการพิจารณาแนวทางขับเคลื่อนกิจกรรมทางกายในพื้นที่สุขภาวะระดับจังหวัด โดยเน้นการออกแบบนโยบายที่ครอบคลุมประชาชนทุกช่วงวัย ได้แก่ • วัยเด็ก : ส่งเสริมโรงเรียนสุขภาวะ เช่น ธรรมนูญโรงเรียน และแนวคิด Active School • วัยทำงาน : สนับสนุนสถานประกอบการสุขภาวะ (Healthy Workplace) และลดพฤติกรรมเนือยนิ่งในสถานที่ทำงาน • ผู้สูงอายุ : ส่งเสริมแนวคิด Active Aging และการใช้ชีวิตอย่างมีคุณภาพ (Living Well) 3. การบูรณาการกลไกระดับจังหวัดด้านสุขภาพ การหารือกับสำนักงานสาธารณสุขจังหวัดภูเก็ตเน้นการพัฒนากลไกบูรณาการระดับจังหวัด เพื่อเชื่อมโยงข้อมูลสถานการณ์สุขภาพ โดยเฉพาะข้อมูลโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง (NCDs) กับการวางแผนเชิงนโยบาย รวมถึงการพัฒนาระบบสนับสนุน (Active System) เพื่อสร้างสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการมีกิจกรรมทางกายของประชาชนอย่างยั่งยืน แนวทางดำเนินการต่อไป ที่ประชุมเห็นพ้องในการพัฒนาความร่วมมือระหว่างองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น หน่วยงานด้านสาธารณสุข และภาคีเครือข่ายในจังหวัด เพื่อขับเคลื่อนจังหวัดภูเก็ตสู่ เมืองสุขภาวะ (Healthy City / Active City) โดยเน้นการสร้างสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการมีกิจกรรมทางกาย และการลดปัจจัยเสี่ยงต่อโรคไม่ติดต่อเรื้อรังในทุกช่วงวัยของประชาชน

 

การประชุมและแลกเปลี่ยนเรียนรู้ “พื้นที่สุขภาวะเมืองยืดหยุ่นกับภัยพิบัติ ” (WePark / Policy Watch Connect) 22 ม.ค. 2569 22 ม.ค. 2569

 

การประชุมและแลกเปลี่ยนเรียนรู้ “พื้นที่สุขภาวะเมือง” (WePark / Policy Watch Connect) การประชุมและนิทรรศการครั้งนี้จัดขึ้นเพื่อแลกเปลี่ยนแนวคิดและประสบการณ์ด้าน การพัฒนาเมืองสุขภาวะ (Healthy City / Active City) ผ่านการออกแบบพื้นที่สาธารณะและระบบเมืองที่เอื้อต่อสุขภาพ ความปลอดภัย และความยืดหยุ่นต่อภัยพิบัติ โดยมีภาคีจากหน่วยงานภาครัฐ ภาควิชาการ และภาคประชาสังคมเข้าร่วม

 

สรุปการประชุมและแลกเปลี่ยนเรียนรู้ “พื้นที่สุขภาวะเมือง” (WePark / Policy Watch Connect) การประชุมและนิทรรศการครั้งนี้จัดขึ้นเพื่อแลกเปลี่ยนแนวคิดและประสบการณ์ด้าน การพัฒนาเมืองสุขภาวะ (Healthy City / Active City) ผ่านการออกแบบพื้นที่สาธารณะและระบบเมืองที่เอื้อต่อสุขภาพ ความปลอดภัย และความยืดหยุ่นต่อภัยพิบัติ โดยมีภาคีจากหน่วยงานภาครัฐ ภาควิชาการ และภาคประชาสังคมเข้าร่วม ประเด็นสำคัญจากการประชุม 1. แนวคิดเมืองยืดหยุ่นและพื้นที่สุขภาวะที่ประชุมได้นำเสนอแนวคิด “เมืองยืดหยุ่นกับภัยพิบัติ (Resilient City)” ซึ่งเน้นการออกแบบเมืองให้สามารถรับมือกับการเปลี่ยนแปลงของสภาพแวดล้อม ภัยพิบัติ และวิกฤตทางสังคม โดยใช้พื้นที่สาธารณะและโครงสร้างพื้นฐานของเมืองเป็นกลไกสำคัญในการสร้างสุขภาวะของประชาชน การพัฒนาพื้นที่สุขภาวะควรคำนึงถึง • การเข้าถึงพื้นที่สีเขียวและพื้นที่สาธารณะ • การออกแบบเมืองที่เอื้อต่อการเดินและการมีกิจกรรมทางกาย • การสร้างพื้นที่ชุมชนสำหรับการพบปะและกิจกรรมทางสังคม ซึ่งมีส่วนสำคัญต่อการลดพฤติกรรมเนือยนิ่ง และป้องกันโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง (NCDs) 2. ความมั่นคงทางอาหารของเมือง การพัฒนาเมืองสุขภาวะต้องเชื่อมโยงกับ ระบบอาหารของเมือง (Urban Food System) เพื่อให้ประชาชนสามารถเข้าถึงอาหารที่ปลอดภัย มีคุณภาพ และยั่งยืน โดยมีการนำเสนอแนวคิดการสร้างความมั่นคงทางอาหาร เช่น • การส่งเสริมเกษตรเมือง (Urban Farming) • การพัฒนาตลาดอาหารปลอดภัยในชุมชน • การจัดการระบบอาหารในภาวะวิกฤตหรือภัยพิบัติ แนวทางดังกล่าวช่วยเสริมสร้างความมั่นคงด้านสุขภาพและเศรษฐกิจของเมือง 3. การใช้พื้นที่สาธารณะเพื่อส่งเสริมสุขภาพ ตัวอย่างการดำเนินงานที่นำเสนอ ได้แก่ • โครงการ WePark ที่มุ่งพัฒนาพื้นที่ว่างในเมืองให้เป็นพื้นที่สาธารณะสำหรับการออกกำลังกายและกิจกรรมชุมชน • การพัฒนา City Lab และพื้นที่ทดลองนโยบายเมือง เพื่อให้ประชาชนมีส่วนร่วมในการออกแบบพื้นที่ • การสร้างพื้นที่เรียนรู้และกิจกรรมสำหรับเด็ก ครอบครัว และผู้สูงอายุ แนวทางดังกล่าวช่วยเพิ่มโอกาสในการมีกิจกรรมทางกายของประชาชน และสร้างความเข้มแข็งของชุมชนเมือง 4. แนวทางเชิงนโยบาย ที่ประชุมเสนอแนวทางเชิงนโยบายเพื่อพัฒนาเมืองสุขภาวะ ได้แก่ 1. พัฒนาระบบข้อมูลเมืองเพื่อใช้ในการวางแผนพื้นที่สุขภาวะ 2. ส่งเสริมการออกแบบเมืองที่เป็นมิตรต่อการเดินและการใช้จักรยาน 3. สนับสนุนการมีส่วนร่วมของชุมชนในการออกแบบพื้นที่สาธารณะ 4. เชื่อมโยงนโยบายเมืองกับความมั่นคงทางอาหารและสิ่งแวดล้อม 5. บูรณาการการทำงานของหน่วยงานภาครัฐ ท้องถิ่น และภาคประชาสังคม ข้อสรุปสำคัญ การพัฒนา พื้นที่สุขภาวะในเมือง เป็นกลไกสำคัญในการยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชน ลดปัจจัยเสี่ยงด้านสุขภาพ และสร้างเมืองที่มีความยืดหยุ่นต่อการเปลี่ยนแปลงในอนาคต โดยการดำเนินงานจำเป็นต้องอาศัยความร่วมมือระหว่างหน่วยงานภาครัฐ ภาควิชาการ ภาคเอกชน และชุมชนในพื้นที่ แนวคิดดังกล่าวสามารถนำไปประยุกต์ใช้ในการขับเคลื่อน เมืองสุขภาวะและนโยบายส่งเสริมกิจกรรมทางกายในระดับจังหวัด เพื่อสนับสนุนการลดโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง (NCDs) และสร้างคุณภาพชีวิตที่ดีของประชาชนอย่างยั่งยืน

 

ประชุมกับ ท.คอหงส์ พื้นที่สุขภาวะ 23 ม.ค. 2569 23 ม.ค. 2569

 

การประชุมครั้งนี้จัดขึ้นเพื่อหารือแนวทางการพัฒนา พื้นที่สุขภาวะ (Healthy Space / Active Space) ในเขตเทศบาลเมืองคอหงส์ โดยมุ่งส่งเสริมให้ประชาชนสามารถเข้าถึงพื้นที่สาธารณะที่เอื้อต่อการมีกิจกรรมทางกายในชีวิตประจำวัน การพักผ่อน และการทำกิจกรรมของชุมชน ซึ่งเป็นกลไกสำคัญในการลดพฤติกรรมเนือยนิ่งและป้องกันโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง (NCDs)

 

ประเด็นสำคัญจากการหารือ 1. การพัฒนาพื้นที่สาธารณะเพื่อส่งเสริมสุขภาวะของประชาชน ที่ประชุมได้หารือถึงแนวทางการพัฒนาและปรับปรุงพื้นที่สาธารณะในเขตเทศบาล เช่น สวนสาธารณะ ลานกิจกรรม ทางเดิน และพื้นที่สีเขียว เพื่อให้ประชาชนทุกช่วงวัยสามารถใช้พื้นที่ในการออกกำลังกาย พักผ่อน และทำกิจกรรมร่วมกันได้อย่างปลอดภัยและต่อเนื่อง 2. การส่งเสริมกิจกรรมทางกายในระดับชุมชน เทศบาลเมืองคอหงส์มีบทบาทสำคัญในการสนับสนุนกิจกรรมทางกายในชุมชน เช่น การจัดกิจกรรมออกกำลังกาย การส่งเสริมการเดินและการใช้จักรยาน รวมถึงการสร้างเครือข่ายชุมชนสุขภาวะ เพื่อกระตุ้นให้ประชาชนมีพฤติกรรมสุขภาพที่ดีและลดพฤติกรรมเนือยนิ่งในชีวิตประจำวัน 3. การบูรณาการความร่วมมือระหว่างหน่วยงานและเครือข่ายท้องถิ่น ที่ประชุมได้หารือถึงการเชื่อมโยงการดำเนินงานระหว่างเทศบาล หน่วยงานด้านสาธารณสุข ภาควิชาการ และภาคประชาสังคม รวมถึงการสร้างความร่วมมือกับ เครือข่ายองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นในพื้นที่ใกล้เคียง ได้แก่ • องค์การบริหารส่วนตำบลทุ่งลาน • เทศบาลนครหาดใหญ่ • เทศบาลเมืองบ้านพรุ • เทศบาลตำบลพะตง เพื่อร่วมกันพัฒนาและขับเคลื่อนแนวคิดพื้นที่สุขภาวะในระดับพื้นที่ และขยายผลการดำเนินงานสู่เครือข่ายท้องถิ่นในระดับอำเภอและจังหวัด 4. แนวทางการออกแบบพื้นที่สุขภาวะในพื้นที่ตลาดสายเตาะ ที่ประชุมได้เสนอแนวทางการพัฒนา พื้นที่ตลาดสายเตาะ ซึ่งเป็นพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบจากภัยพิบัติในช่วงที่ผ่านมา ให้ปรับเปลี่ยนเป็น พื้นที่สุขภาวะของชุมชน โดยมีแนวคิดในการออกแบบพื้นที่ให้เป็นพื้นที่สาธารณะที่รองรับกิจกรรมหลากหลาย เช่น พื้นที่พักผ่อน พื้นที่กิจกรรมทางกาย พื้นที่กิจกรรมของชุมชน และพื้นที่เศรษฐกิจชุมชน การพัฒนาพื้นที่ดังกล่าวจะคำนึงถึงการฟื้นฟูพื้นที่ให้มีความปลอดภัย มีความยืดหยุ่นต่อภัยพิบัติ และสามารถใช้ประโยชน์ได้อย่างหลากหลาย เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชนในพื้นที่

  1. ข้อมูลแนวทางการพัฒนาตลาดสายเตราะ เทศบาลเมืองคอหงส์ อ.หาดใหญ่ จ.สงขลา ตลาดสายเตราะ มีจำนวนร้านค้า 74 ร้าน จำหน่ายอาหารพร้อมทาน ผักผลไม้ตามฤดูกาล บริเวณพื้นที่ตลาดเป็นสวนยางพารา และลำคลองขนาดเล็ก ภายในบริเวณตลาด มีการแบ่งพื้นที่ออกเป็นโซนร้านค้าที่วางแนวยาวตามลำคลอง มีจุดเวทีกลางอยู่ใต้ต้นไผ่ ไว้สำหรับเป็นจุดประชาสัมพันธ์และการแสดงของอาสาสมัคร 1. ปัญหาและอุปสรรค ลาดสายเตราะมีจุดเข้าออกหลายทาง เส้นทางมีความคับแคบ รถสวนทางกันลำบาก  2. ความต้องการพัฒนา 1.1 บริเวณบึง ด้านหลังร้านค้า อยากพัฒนาให้เป็นพื้นที่ส่วนกลางไว้ให้ผู้บริโภคนั่งเล่น เพื่อรับประทานอาหาร และมีสนามเด็กเล่น 1.2 พัฒนาป้ายเมนูอาหารให้มีภาษาอังกฤษ และมาลายู 1.3 ป้ายแดงราคาสินค้า ตลาดปลอดโฟม 1.4 มีกิจกรรมสาธิตการทำอาหาร  การสอนภาษาอังกฤษ 1.5 การพัฒนาเบรนด์สินค้า การเพิ่มช่องทางจำหน่ายสินค้านอกจากในตลาดสายเตราะ 1.6 จุดล้างมือ 1.7 จุดคัดแยกขยะ 1.8 การประชาสัมพันธ์ตลาดให้เป็นที่รู้จักของนักท่องเที่ยวต่างชาติ แนวทางดำเนินการต่อไป ที่ประชุมเห็นพ้องในการพัฒนา ต้นแบบพื้นที่สุขภาวะในเขตเทศบาลเมืองคอหงส์ และเริ่มต้นการออกแบบพื้นที่นำร่องในบริเวณ ตลาดสายเตาะ พร้อมทั้งขยายความร่วมมือกับเครือข่ายองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นในพื้นที่ ได้แก่ ทุ่งลาน หาดใหญ่ บ้านพรุ และพะตง เพื่อร่วมกันพัฒนาและขับเคลื่อนแนวคิดเมืองสุขภาวะและการส่งเสริมกิจกรรมทางกายในระดับพื้นที่ต่อไป

 

ประชุมคณะทำงาน NCDs ระดับชาติ 27 ม.ค. 2569 27 ม.ค. 2569

 

การประชุมคณะกรรมการพัฒนานโยบายสาธารณะว่าด้วยการสานพลังสร้างสภาวะแวดล้อมทางกายภาพและสังคมเพื่อลดโรคไม่ติดต่อ ครั้งที่ ๑/๒๕๖๙ วันที่ 27 มกราคม 2569 เวลา 09.30 – 13.30 น. ณ ห้องประชุมสานใจ 1/2 ชั้น 6 อาคารสุขภาพแห่งชาติ กระทรวงสาธารณสุข จังหวัดนนทบุรี การประชุมครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อติดตามความก้าวหน้าการขับเคลื่อนนโยบายและแผนปฏิบัติการด้านการป้องกันและควบคุมโรคไม่ติดต่อ (NCDs) ของประเทศไทย รวมทั้งหารือแนวทางการพัฒนานโยบายสาธารณะเพื่อสร้างสภาพแวดล้อมทางกายภาพและสังคมที่เอื้อต่อสุขภาพ โดยเน้นการมีส่วนร่วมของภาคีเครือข่ายจากหลายภาคส่วน

 

สรุปการประชุมคณะกรรมการพัฒนานโยบายสาธารณะว่าด้วยการสานพลังสร้างสภาวะแวดล้อมทางกายภาพและสังคมเพื่อลดโรคไม่ติดต่อ ครั้งที่ ๑/๒๕๖๙ วันที่ 27 มกราคม 2569 เวลา 09.30 – 13.30 น. ณ ห้องประชุมสานใจ 1/2 ชั้น 6 อาคารสุขภาพแห่งชาติ กระทรวงสาธารณสุข จังหวัดนนทบุรี การประชุมครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อติดตามความก้าวหน้าการขับเคลื่อนนโยบายและแผนปฏิบัติการด้านการป้องกันและควบคุมโรคไม่ติดต่อ (NCDs) ของประเทศไทย รวมทั้งหารือแนวทางการพัฒนานโยบายสาธารณะเพื่อสร้างสภาพแวดล้อมทางกายภาพและสังคมที่เอื้อต่อสุขภาพ โดยเน้นการมีส่วนร่วมของภาคีเครือข่ายจากหลายภาคส่วน ประเด็นสำคัญจากการประชุม 1. ความก้าวหน้าการขับเคลื่อน NCDs Ecosystem มีการรายงานผลการจัดกิจกรรม NCDs Ecosystem ในงานสมัชชาสุขภาพแห่งชาติ ครั้งที่ 18 ซึ่งมุ่งเน้นการสร้างความร่วมมือของหน่วยงานภาครัฐ ภาควิชาการ ภาคธุรกิจ และภาคประชาสังคม เพื่อร่วมกันพัฒนาระบบนิเวศด้านสุขภาพที่เอื้อต่อการลดปัจจัยเสี่ยงของโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง 2. การดำเนินงานตามแผนปฏิบัติการด้านการป้องกันและควบคุมโรคไม่ติดต่อของประเทศไทย (พ.ศ. 2566 – 2570) ที่ประชุมรับทราบความก้าวหน้าการดำเนินงานในปี 2569 โดยเน้นการพัฒนา Policy Option สำหรับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) เพื่อให้สามารถนำไปใช้เป็นแนวทางในการพัฒนานโยบายด้านสุขภาพในระดับพื้นที่ 3. การส่งเสริมบทบาทภาคเอกชนผ่านแนวคิด Healthy Workplace มีการนำเสนอแนวทางการส่งเสริมสถานประกอบการให้เป็น Healthy Workplace เพื่อสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพของพนักงาน ลดพฤติกรรมเนือยนิ่ง และลดความเสี่ยงต่อโรคไม่ติดต่อเรื้อรังในกลุ่มวัยทำงาน 4. กลไกส่งเสริมกิจกรรมทางกาย (Physical Activity: PA) มีการนำเสนอแนวคิด Health Point ซึ่งเป็นกลไกจูงใจทางภาษีและมาตรการส่งเสริมกิจกรรมทางกาย เพื่อสนับสนุนให้ประชาชนมีการเคลื่อนไหวทางกายมากขึ้นในชีวิตประจำวัน 5. ตัวอย่างการดำเนินงานในระดับเมือง มีการนำเสนอแนวทาง “Bangkok: City for Better Health” ซึ่งเป็นแนวคิดการพัฒนาเมืองเพื่อส่งเสริมสุขภาวะของประชาชน โดยเน้นการรับมือกับปัญหาโรคอ้วนและการปรับสภาพแวดล้อมของเมืองให้เอื้อต่อการมีสุขภาพที่ดี 6. การพัฒนาพื้นที่สาธารณะเพื่อสุขภาวะในระดับภูมิภาค มีการเสนอแผนงานและแนวทางการบูรณาการการทำงานเพื่อลดโรคไม่ติดต่อ ผ่านการพัฒนาสภาพแวดล้อมและพื้นที่สาธารณะใน 4 ภูมิภาคของประเทศ เพื่อสร้างต้นแบบพื้นที่สุขภาวะที่เอื้อต่อการมีกิจกรรมทางกายของประชาชน ประเด็นเพื่อพิจารณา 1. แนวทางการดำเนินงาน NCDs Ecosystem เชิงกลยุทธ์ สำหรับกลุ่มเป้าหมายสำคัญ ได้แก่ เด็กและวัยทำงาน เพื่อป้องกันและลดความเสี่ยงของโรคไม่ติดต่อเรื้อรังในระยะยาว 2. แนวทาง การสื่อสารเชิงรุก (Strategic Communication) เพื่อสร้างการรับรู้และกระแสสังคมเกี่ยวกับ NCDs Ecosystem และการส่งเสริมสุขภาพในสังคมไทย ข้อสรุปสำคัญ ที่ประชุมเห็นความสำคัญของการสร้าง สภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อสุขภาพ (Health-Promoting Environment) ทั้งในระดับชุมชน เมือง และสถานประกอบการ โดยเน้นการบูรณาการการทำงานระหว่างหน่วยงานภาครัฐ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ภาคธุรกิจ และภาคประชาสังคม เพื่อร่วมกันขับเคลื่อนนโยบายและมาตรการลดโรคไม่ติดต่อเรื้อรังของประเทศอย่างเป็นระบบและยั่งยืน แนวทางดำเนินการต่อไป • พัฒนากลไกการขับเคลื่อน NCDs Ecosystem ในระดับพื้นที่ โดยเชื่อมโยงการทำงานกับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น • สนับสนุนการพัฒนาพื้นที่สาธารณะและสภาพแวดล้อมเมืองที่เอื้อต่อการมีกิจกรรมทางกาย • เสริมสร้างการสื่อสารสาธารณะเพื่อสร้างความตระหนักรู้เกี่ยวกับการป้องกันโรคไม่ติดต่อเรื้อรังในสังคมไทย • นัดหมายการประชุมครั้งถัดไปเพื่อติดตามความก้าวหน้าการดำเนินงานของคณะกรรมการต่อไป

 

ประชุมวางแผนงานประชุมเวที kick off จังหวัดน่าน 30 ม.ค. 2569 30 ม.ค. 2569

 

เตรียมงานเวที“น่านเมืองสุขภาวะ ขยับกาย ขยับสังคม ลด NCDs ไปด้วยกัน” เวทีความร่วมมือของภาครัฐ ท้องถิ่น ภาคประชาชน ภาคเอกชน และสถาบันวิชาการ เพื่อสร้าง สภาพแวดล้อมเอื้อต่อการมีวิถีชีวิตที่กระฉับกระเฉง ปลอดภัย และเกื้อกูลกัน

 

สรุปการประชุม ได้เตรียมงานเวที“น่านเมืองสุขภาวะ ขยับกาย ขยับสังคม ลด NCDs ไปด้วยกัน” เวทีความร่วมมือของภาครัฐ ท้องถิ่น ภาคประชาชน ภาคเอกชน และสถาบันวิชาการ เพื่อสร้าง สภาพแวดล้อมเอื้อต่อการมีวิถีชีวิตที่กระฉับกระเฉง ปลอดภัย และเกื้อกูลกัน วัตถุประสงค์เวที 1. ประกาศเจตนารมณ์ความร่วมมือระดับจังหวัดในการลดโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง (NCDs) 2. บันทึกความร่วมมือ (MOU) ด้านสภาพแวดล้อมทางกายภาพและสังคม 3. สร้างการรับรู้และความเป็นเจ้าของร่วมของทุกภาคส่วน 4. เชื่อมแผนงาน ปี 2569 กับการปฏิบัติจริงในพื้นที่ กลุ่มเป้าหมาย / ภาคีร่วมลงนาม • ผู้ว่าราชการจังหวัดน่าน / รองผู้ว่าฯ • สสจ.น่าน / รพ. / อปท. • องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อบจ./เทศบาล/อบต.) • หน่วยงานด้านผังเมือง คมนาคม การศึกษา • เครือข่ายประชาชน / เยาวชน / ผู้สูงอายุ • ภาคเอกชน / สื่อท้องถิ่น • สช. สสส. มอ. • สปสช. • ชมรมวิ่ง • YEC น่าน • หอการค้า
• สภาอุตสาหกรรม
• เครือข่ายท่องเที่ยวชุมชน
• สภาอาหาร • สภาองค์กรชุมชน ขบวนองค์กรชุมชน สถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน • สำนักงานพื้นที่พิเศษเพื่อการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน • วิทยาลัยชุมชนน่าน โรงเรียนอนุบาลราชา โรงเรียนสตรีศรีสวัสดิ์ โรงเรียนสตรีศรีน่าน โรงเรียนน่านคริสเตียนศึกษา โรงเรียนนันทบุรีวิทยา รูปแบบเวที • เวทีในร่มหรือกึ่งกลางแจ้ง (ลานเมือง/หอประชุม) • เวทีเรียบง่าย เน้นสัญลักษณ์ “การขยับ – การเชื่อมโยง – ความร่วมมือ” • ฉากหลังใช้ Infographic เป้าหมายลด NCDs จังหวัดน่าน ภาคเช้า : เสริมศักยภาพเชิงนโยบายและปฏิบัติการ 09.00 – 12.00 น. อบรมการจัดทำมาตรการลดโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง (NCDs) • สถานการณ์และแนวโน้มโรคไม่ติดต่อเรื้อรังจังหวัดน่าน • แนวคิดการจัดการ NCDs ผ่านสภาพแวดล้อมทางกายภาพและสังคม • การออกแบบมาตรการระดับพื้นที่ (Local Measures) • แลกเปลี่ยนเรียนรู้ตัวอย่างการดำเนินงานจากพื้นที่

ภาคบ่าย : กลไกกำกับและขับเคลื่อนระดับจังหวัด 13.00 – 15.00 น. ประชุมคณะกรรมการ NCDs จังหวัดน่าน • ทบทวนทิศทางการขับเคลื่อนงาน NCDs จังหวัดน่าน ปี 2569 • พิจารณามาตรการและแผนปฏิบัติการร่วมของภาคี • กำหนดบทบาท หน้าที่ และกลไกการติดตามประเมินผล 16.00 – 18.00 น.: ประกาศเจตนารมณ์และความร่วมมือสาธารณะ พิธีบันทึกความร่วมมือ (MOU Signing Ceremony)การสร้างสภาวะแวดล้อมทางกายภาพและสังคมเพื่อลดโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง (NCDs) จังหวัดน่าน ณ สวนศรีเมือง อำเภอเมืองน่าน • พิธีเปิดและกล่าวถึงเจตนารมณ์ความร่วมมือ • นำเสนอสาระสำคัญของบันทึกความร่วมมือ • พิธีลงนามบันทึกความร่วมมือของภาคีเครือข่าย • ประกาศเจตนารมณ์ “น่านเมืองสุขภาวะ ลด NCDs” • ถ่ายภาพร่วมกันและสื่อสารสาธารณะ รายละเอียดช่วงเย็น บันทึกความร่วมมือ 16.00 – 16.15 น. | Warm-up พื้นที่ • ดนตรีพื้นเมืองเบา ๆ / เสียงธรรมชาติ • ผู้เข้าร่วมเดินชมบอร์ดนิทรรศการ • ฉาย Visual Loop: “เมืองน่านขยับได้ ลด NCDs” Mood: เป็นมิตร ไม่เป็นพิธีเกินไป 16.15 – 16.25 น. | เปิดเวที • พิธีกรกล่าวต้อนรับ • เชื่อมโยงสวนศรีเมือง = ตัวอย่างพื้นที่สุขภาวะจริง • กล่าวรายงานสั้น (ไม่เกิน 3 นาที) 16.25 – 16.40 น. | Key Message จังหวัด • ผู้ว่าราชการจังหวัด / ผู้แทน “สภาพแวดล้อมที่ดี คือรากฐานการลด NCDs ของน่าน” เทคนิคเวที: • ผู้พูดยืนหน้าเวที ไม่ใช้โพเดียมสูง • ใช้จอภาพประกอบ 1 สไลด์หลัก 16.40 – 16.55 น. | นำเสนอสาระ MOU • ภาพรวมสถานการณ์ NCDs น่าน • เป้าหมายความร่วมมือ ปี 2569 • บทบาทภาคี (รัฐ–ท้องถิ่น–ประชาชน) รูปแบบ: เล่าเรื่อง + Infographic ไม่อ่านเอกสาร 16.55 – 17.15 น. | พิธีบันทึกความร่วมมือ 1. เชิญผู้แทนภาคีขึ้นเวที 2. อ่านสาระสำคัญ MOU (ไม่เกิน 2 นาที) 3. ลงนามพร้อมกัน 4. ชูเอกสาร / สัญลักษณ์ความร่วมมือ 5. ถ่ายภาพร่วม 17.15 – 17.30 น. | เสียงจากพื้นที่ (Mini Talk) • ตัวแทน อปท. / ชุมชน / เยาวชน • คนละ 2–3 นาที “เราจะขยับอะไรทันทีหลังจากวันนี้” 17.30 – 17.45 น. | ประกาศเจตนารมณ์ร่วม • พิธีกรเชิญผู้ร่วมงานยืน • อ่าน “ปฏิญญาน่าน เมืองสุขภาวะ ลด NCDs” • ชูริบบิ้น / สัญลักษณ์พร้อมกัน 17.45 – 18.00 น. | ปิดเวทีอย่างมีชีวิต • ดนตรีเบา ๆ • ถ่ายภาพกลุ่ม / สื่อสัมภาษณ์ • ผู้ร่วมงานเดิน พูดคุย ใช้พื้นที่สวน Output ที่ควรเห็นในสื่อ • ภาพ “สวนศรีเมือง = พื้นที่สุขภาวะจริง” • น่านเมืองสุขภาพดี • ภาพประชาชนทุกกลุ่มมามีส่วนร่วม ไม่ใช่เฉพาะผู้บริหาร • ภาพลงนามแบบยืนร่วม

 

การประเมินผลสัมฤทธิ์และขับเคลื่อนพื้นที่สถาปัตยกรรมสู่แผนพัฒนาท้องถิ่น จังหวัดภูเก็ต 2 ก.พ. 2569 2 ก.พ. 2569

 

การประชุมเชิงปฏิบัติการ “การประเมินผลสัมฤทธิ์และขับเคลื่อนพื้นที่สถาปัตยกรรมสู่แผนพัฒนาท้องถิ่น จังหวัดภูเก็ต” วันจันทร์ ที่ 2 กุมภาพันธ์ 2569 เวลา 13.00 – 17.00 น. ณ ห้องประชุม skyline ชั้นที่ 12 โรงแรมเพิร์ล ตำบลตลาดใหญ่ อำเภอเมืองภูเก็ต ภูเก็ต ………………………………………………………………………………………………………………………………………………………….. วัตถุประสงค์ : เพื่อผลักดันข้อเสนอเชิงนโยบายระดับชาติว่าด้วยการปรับสภาพแวดล้อมให้เอื้อต่อกิจกรรม ทางกายในชีวิตประจำวัน และการผลักดันนโยบายการส่งเสริมกิจกรรมทางกายและลดภาวะเนือยนิ่ง ผ่านการมีส่วนร่วมของ สมาคมสันนิบาต เทศบาล จังหวัด และองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นโดยใช้ชุมชนท้องถิ่นเป็นฐานในพื้นที่เป้าหมายสู่การปฏิบัติ 12.30 – 13.00 น. ลงทะเบียน 13.00 – 13.30 น. ชี้แจงกรอบแนวคิดและเจตนารมณ์ในการขับเคลื่อนพื้นที่สถาปัตยกรรมเพื่อสุขภาวะ และนำเสนอข้อมูลสถานการณ์ในปัจจุบัน โดย ดร.เพ็ญ สุขมาก ผู้อำนวยการสถาบันนโยบายสาธารณะ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ 13.30 – 14.30 น. การจัดทำแผนปฏิบัติการและแนวทางการขับเคลื่อนเชิงยุทธศาสตร์ โดย ผศ.ดร.พงค์เทพ สุธีรวุฒิ รองอธิการบดีฝ่ายบริหารและยุทธศาสตร์ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ 14.30 – 15.30 น. การหารือร่วมกันเพื่อกำหนดแนวทางและจัดทำแผนปฏิบัติการ (Action Plan) ในการขับเคลื่อนพื้นที่ส่งเสริมกิจกรรมทางกาย 15.30 – 16.30 น. การประชุมเชิงปฏิบัติการ • การพัฒนารูปแบบกิจกรรมส่งเสริมสุขภาวะ: ร่วมกันออกแบบกิจกรรมที่ตอบโจทย์การใช้งานพื้นที่สถาปัตยกรรม • การกำหนดกลไกรับผิดชอบ: พิจารณามอบหมายบทบาทภารกิจระหว่างหน่วยงานและภาคีที่เกี่ยวข้อง • การจัดทำแผนปฏิบัติการนำร่อง: กำหนดปฏิทินการดำเนินงานและกรอบเวลาการทดสอบกิจกรรมในพื้นที่นำร่อง 16.30 – 17.00 น. บทสรุปและแนวทางการประสานความร่วมมือในอนาคต

 

-

 

ประชุมพี่เลี้ยงเขต 10 อุบลราชธานีฯ พื้นที่สุขภาวะ (Zoom) 4 ก.พ. 2569 4 ก.พ. 2569

 

ประชุมพี่เลี้ยง อุบลราชธานีฯ ผลักดันพื้นที่สุขภาวะเพื่อเพิ่มกิจกรรมทางกาย

 

  1. ได้แผนงานดำเนินงาน
  2. ได้แนวทางสอบถามความคืบหน้าพื้นที่ออกแบบสถาปัตย์ 4 ท้องถิ่น
  3. ผลักดันนโยบายสาธารณะระดับท้องถิ่น โดยผลักดันแบบสถาปัตย์สู่การปฏิบัติต่อในพื้นที่มีความพร้อมและมีแผนปฏิบัติการในท้องถิ่น

 

ประชุมกับนักประเมินทีมประเมินจาก สสส.(Zoom) 4 ก.พ. 2569 4 ก.พ. 2569

 

นักประเมินทีมประเมินจาก สสส.สัมภาษณ์การดำเนินโครงการกิจกรรมทางกาย

 

นักประเมินทีมประเมินจาก สสส.สัมภาษณ์การดำเนินโครงการกิจกรรมทางกาย 1. ได้แลกเปลี่ยนความยั่งยืนการดำเนินโครงการส่งเสริมกิจกรรมทางกาย 2. วางแผนเก็บข้อมูลภาคสนาม 270 กลุ่มตัวอย่าง โดยมีภาคใต้ 3 จังหวัด จังหวัดละ 90 ชุด และภาคตะวันออกเฉียงเหนือได้เลือกจังหวัดอุบลราชธานีในการสัมภาษณ์พื้นที่ภาคสนามต่อไป

 

การประชุมเชิงปฏิบัติการแลกเปลี่ยนแนวทางประเมินผลโครงการส่งเสริมกิจกรรมทางกาย 5 ก.พ. 2569 5 ก.พ. 2569

 

การประชุมเชิงปฏิบัติการแลกเปลี่ยนแนวทางประเมินผลโครงการส่งเสริมกิจกรรมทางกาย

 

วันที่ 5 กุมภาพันธ์ 2569
การประชุมเชิงปฏิบัติการแลกเปลี่ยนแนวทางประเมินผลโครงการส่งเสริมกิจกรรมทางกาย 1) ประเด็นการประเมินผลโครงการ 1.1 ปัจจัยที่มีผลต่อความสำเร็จของโครงการ
- ปัจจัยที่ทำให้โครงการ บรรลุเป้าหมาย เช่น การมีส่วนร่วมของภาคีในพื้นที่ (ท้องถิ่น ชุมชน โรงเรียน รพ.สต.) ผู้นำพื้นที่/แกนนำมีบทบาทชัดเจน กิจกรรมสอดคล้องบริบทพื้นที่และวิถีชีวิต การสื่อสารและการติดตามอย่างต่อเนื่อง - ปัจจัยที่ทำให้โครงการ ไม่บรรลุเป้าหมาย เช่น ข้อจำกัดด้านเวลา บุคลากร และงบประมาณ ความต่อเนื่องของกิจกรรมยังไม่เพียงพอ
1.2 กระบวนการดำเนินงานในแต่ละขั้นตอน
ได้แก่ การวางแผน วิเคราะห์บริบทพื้นที่ กำหนดเป้าหมายและกลุ่มเป้าหมาย การดำเนินงาน ใช้กระบวนการมีส่วนร่วม ทดลองกิจกรรม และปรับตามสถานการณ์ การติดตาม ประชุมแลกเปลี่ยน เรียนรู้จากการปฏิบัติจริง 1.3 ผลที่เกิดขึ้นจากโครงการ ผลผลิต (Output) จำนวนกิจกรรม ผู้เข้าร่วม เครื่องมือ/คู่มือ ผลลัพธ์ (Outcome) พฤติกรรมทางกายเปลี่ยนแปลง ผลกระทบ (Impact) สุขภาพและคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นในระยะยาว 1.4 คุณค่าและความสำเร็จของโครงการ 1.5 รูปแบบ Model และ Setting การดำเนินงาน


ประเด็นการดำเนินการต่อไป 1. แผนการดำเนินงานรายจังหวัด ระบุวัน เวลา และช่วงการดำเนินกิจกรรมของแต่ละจังหวัด 2. โปรเจกต์โครงการรายจังหวัด สรุปกิจกรรมหลัก เป้าหมาย และความคืบหน้า 3. การนัดทีมประเมิน นัดประชุมทีมประเมินที่กรุงเทพฯ ขอรายชื่อทีมประเมินของแต่ละจังหวัด กำหนดการกิจกรรมการพัฒนาศักยภาพนักประเมิน 4. การขอจริยธรรมการประเมิน เตรียมเอกสารและกระบวนการขอจริยธรรม

 

ประชุมเตรียมงานภูเก็ต ออนไลน์ผ่าน Zoom 7 ก.พ. 2569 7 ก.พ. 2569

 

ประชุมเตรียมงานภูเก็ต (ออนไลน์ผ่าน Zoom)

 

สรุปประชุมเตรียมงานภูเก็ต (ออนไลน์ผ่าน Zoom) วันที่ 7 กุมภาพันธ์ 2569 การประชุมจัดขึ้นเพื่อเตรียมความพร้อมในการขับเคลื่อน ภูเก็ตเมืองเพื่อสุขภาวะแห่งอนาคต (Phuket: The Future of Life) โดยมีการหารือการจัดทำวาระการประชุมระดับจังหวัด การเตรียมข้อมูลและเอกสารประกอบการประชุม รวมถึงการกำหนดผู้รับผิดชอบในการนำเสนอประเด็นสำคัญ เช่น สถานการณ์สุขภาวะจังหวัดภูเก็ต การขับเคลื่อน NCDs Ecosystem และแนวทางพัฒนาพื้นที่สุขภาวะในจังหวัด ที่ประชุมได้กำหนดแนวทางการประสานงานกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อเตรียมข้อมูลและนำเสนอในที่ประชุมคณะทำงานระดับจังหวัดต่อไป

 

ประชุมร่วมกับนักประเมิน (อ.วิสาช์) เรื่องการประเมินจังหวัดน่าน ผ่าน zoom 7 ก.พ. 2569 7 ก.พ. 2569

 

วันที่ 7 กุมภาพันธ์ 2569 การประชุมครั้งนี้จัดขึ้นเพื่อหารือร่วมกับคณะนักประเมินจังหวัดน่านเกี่ยวกับ แนวทางการประเมินผลการดำเนินงานด้านการส่งเสริมกิจกรรมทางกาย (Physical Activity: PA) และการพัฒนาพื้นที่สุขภาวะในระดับจังหวัด โดยเป็นการประชุมผ่านระบบออนไลน์ (Zoom) เพื่อแลกเปลี่ยนข้อมูลและเตรียมความพร้อมสำหรับกระบวนการประเมินในพื้นที่

 

สรุปประชุมหารือร่วมกับนักประเมินจังหวัดน่าน (ผ่านระบบ Zoom) วันที่ 7 กุมภาพันธ์ 2569 การประชุมครั้งนี้จัดขึ้นเพื่อหารือร่วมกับคณะนักประเมินจังหวัดน่านเกี่ยวกับ แนวทางการประเมินผลการดำเนินงานด้านการส่งเสริมกิจกรรมทางกาย (Physical Activity: PA) และการพัฒนาพื้นที่สุขภาวะในระดับจังหวัด โดยเป็นการประชุมผ่านระบบออนไลน์ (Zoom) เพื่อแลกเปลี่ยนข้อมูลและเตรียมความพร้อมสำหรับกระบวนการประเมินในพื้นที่ ประเด็นสำคัญจากการประชุม 1. การชี้แจงกรอบการประเมินในระดับจังหวัด ที่ประชุมได้หารือกรอบแนวคิดและแนวทางการประเมินการดำเนินงานของจังหวัดน่าน โดยเน้นการประเมินผลลัพธ์จากการขับเคลื่อนนโยบายและกิจกรรมที่ส่งเสริมการมีกิจกรรมทางกายของประชาชน รวมถึงการพัฒนาพื้นที่สุขภาวะในระดับท้องถิ่น 2. การแลกเปลี่ยนข้อมูลการดำเนินงานในพื้นที่ คณะทำงานจังหวัดน่านได้นำเสนอข้อมูลการดำเนินงานที่เกี่ยวข้องกับการส่งเสริมกิจกรรมทางกาย เช่น การพัฒนาพื้นที่สาธารณะเพื่อสุขภาวะ การดำเนินโครงการผ่านองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น และการมีส่วนร่วมของภาคีเครือข่ายในพื้นที่ 3. แนวทางการเก็บข้อมูลเพื่อการประเมินผล ที่ประชุมได้หารือแนวทางการรวบรวมข้อมูลเพื่อใช้ในการประเมินผล ทั้งข้อมูลเชิงปริมาณและเชิงคุณภาพ เช่น ข้อมูลสถานการณ์สุขภาพ ข้อมูลกิจกรรมของพื้นที่ และข้อมูลการมีส่วนร่วมของภาคีเครือข่าย เพื่อให้การประเมินสามารถสะท้อนผลลัพธ์ของการดำเนินงานได้อย่างชัดเจน แนวทางดำเนินการต่อไป คณะนักประเมินและทีมจังหวัดน่านจะดำเนินการรวบรวมข้อมูลเพิ่มเติม รวมถึงจัดทำรายงานผลการประเมินในระดับจังหวัด เพื่อใช้เป็นฐานข้อมูลสำหรับการพัฒนานโยบายและการขยายผลการส่งเสริมกิจกรรมทางกายในระดับพื้นที่ต่อไป

 

ประชุมติดตามความก้าวหน้าการพัฒนาหลักสูตรสถาปัตยกรรมสู่เมืองสุขภาวะ 8 ก.พ. 2569 8 ก.พ. 2569

 

ประชุมติดตามความก้าวหน้าการพัฒนาหลักสูตร “สถาปัตยกรรมสู่เมืองสุขภาวะ”

 

สรุปการประชุมติดตามความก้าวหน้าการพัฒนาหลักสูตร “สถาปัตยกรรมสู่เมืองสุขภาวะ” วันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2569 การประชุมครั้งนี้จัดขึ้นเพื่อติดตามความก้าวหน้าการพัฒนา หลักสูตรสถาปัตยกรรมสู่เมืองสุขภาวะ ซึ่งมุ่งเน้นการออกแบบพื้นที่และสภาพแวดล้อมเมืองให้เอื้อต่อการส่งเสริมสุขภาพและการมีกิจกรรมทางกายของประชาชน ที่ประชุมได้หารือแนวทางการพัฒนาหลักสูตร โดยเน้นการบูรณาการองค์ความรู้ด้าน การออกแบบเมือง การสร้างพื้นที่สุขภาวะ และการส่งเสริมกิจกรรมทางกาย เพื่อให้ผู้เข้ารับการอบรมสามารถนำความรู้ไปประยุกต์ใช้ในการพัฒนาพื้นที่สาธารณะและชุมชนในบริบทของท้องถิ่นได้ นอกจากนี้ ได้มีการแลกเปลี่ยนข้อเสนอแนะเกี่ยวกับเนื้อหาหลักสูตร รูปแบบการเรียนรู้ และการนำกรณีศึกษาจากพื้นที่จริงมาใช้ในการเรียนรู้ เพื่อให้หลักสูตรมีความสอดคล้องกับการพัฒนาเมืองสุขภาวะในระดับพื้นที่ต่อไป

 

ประชุมเชิงปฏิบัติการ การพัฒนาศักยภาพภาคีเครือข่ายในการจัดทำแผนสุขภาพและโครงการด้านการส่งเสริมกิจกรรมทางกาย จ.ยะลา 10 ก.พ. 2569 10 ก.พ. 2569

 

การประชุมเชิงปฏิบัติการ การพัฒนาศักยภาพภาคีเครือข่ายในการจัดทำแผนสุขภาพและโครงการด้านการส่งเสริมกิจกรรมทางกาย ลดภาวะเนือยนิ่ง เพื่อสร้างสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการลด NCDs โดยกองทุนสุขภาพตำบล วันที่ 10 กุมภาพันธ์ 2569 ณ เทศบาลนครยะลา จังหวัดยะลา

 

สรุปการประชุมเชิงปฏิบัติการ การพัฒนาศักยภาพภาคีเครือข่ายในการจัดทำแผนสุขภาพและโครงการด้านการส่งเสริมกิจกรรมทางกาย ลดภาวะเนือยนิ่ง เพื่อสร้างสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการลด NCDs โดยกองทุนสุขภาพตำบล วันที่ 10 กุมภาพันธ์ 2569 ณ เทศบาลนครยะลา จังหวัดยะลา การประชุมครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนาศักยภาพคณะทำงานจังหวัด แกนนำพื้นที่ และภาคีเครือข่าย ในการวิเคราะห์ข้อมูลและจัดทำแผนสุขภาพและโครงการผ่าน กองทุนสุขภาพตำบล เพื่อส่งเสริมกิจกรรมทางกาย ลดพฤติกรรมเนือยนิ่ง และสร้างสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการลดโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง (NCDs) ในช่วงเช้า มีการนำเสนอแนวคิดสำคัญเกี่ยวกับ NCDs Ecosystem และแนวทางการขับเคลื่อนนโยบายด้านสุขภาพ โดยเน้นการสร้างสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการมีสุขภาพดี รวมถึงการนำเสนอเครื่องมือส่งเสริมกิจกรรมทางกาย เช่น Calories Credit Challenge (CCC) และการใช้เทคโนโลยีดิจิทัลเพื่อจูงใจให้ประชาชนมีกิจกรรมทางกายมากขึ้น นอกจากนี้ ยังมีการอธิบายกระบวนการสนับสนุนการจัดทำแผนบูรณาการด้านสุขภาพ และแนวทางการจัดทำโครงการผ่านระบบ กองทุนสุขภาพตำบล ในช่วงบ่าย ผู้เข้าร่วมประชุมได้แบ่งกลุ่มปฏิบัติการเพื่อร่วมกันวิเคราะห์สถานการณ์สุขภาพในพื้นที่ และจัดทำ แผนสุขภาพและโครงการส่งเสริมกิจกรรมทางกาย ผ่านระบบกองทุนสุขภาพตำบล พร้อมทั้งนำเสนอแผนงานของแต่ละกลุ่ม และแลกเปลี่ยนข้อเสนอแนะเพื่อปรับปรุงแผนให้มีความเหมาะสมกับบริบทของพื้นที่ ที่ประชุมได้สรุปแนวทางการดำเนินงานในระยะต่อไป โดยเน้นการนำแผนงานและโครงการที่พัฒนาขึ้นไปสู่การปฏิบัติในพื้นที่ ผ่านความร่วมมือขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น หน่วยงานสาธารณสุข และภาคีเครือข่าย เพื่อขับเคลื่อนการส่งเสริมกิจกรรมทางกายและลดปัจจัยเสี่ยงของโรค NCDs อย่างเป็นรูปธรรมในระดับชุมชน

 

ประชุมเตรียมวาระภูเก็ต Phuket: the future of life / ออนไลน์ Zoom 15 ก.พ. 2569 15 ก.พ. 2569

 

ประชุมเตรียมวาระภูเก็ต Phuket: the future of life / ออนไลน์ Zoom

 

สรุปประชุมการขับเคลื่อนนโยบายสาธารณะระดับจังหวัดภูเก็ตสู่เป้าหมาย “ภูเก็ตเมืองเพื่อสุขภาวะแห่งอนาคต (Phuket: The Future of Life)” ครั้งที่ 1/2569 กำหนดประชุมวันที่ 20 กุมภาพันธ์ 2569 ณ ห้องประชุมสำนักงานสาธารณสุขจังหวัดภูเก็ต การดำเนินงานครั้งนี้เป็นการเตรียมความพร้อมสำหรับการประชุมคณะทำงานขับเคลื่อนนโยบายสาธารณะระดับจังหวัดภูเก็ต เพื่อผลักดันเป้าหมาย “ภูเก็ตเมืองเพื่อสุขภาวะแห่งอนาคต (Phuket: The Future of Life)” โดยได้ดำเนินการจัดทำ ร่างระเบียบวาระการประชุม และเตรียมเอกสารประกอบการประชุม เพื่อสนับสนุนการหารือเชิงนโยบายและการตัดสินใจของคณะทำงานระดับจังหวัด ประเด็นสำคัญในการเตรียมการประชุม 1. การจัดทำร่างระเบียบวาระการประชุม ได้จัดทำร่างระเบียบวาระการประชุมเพื่อกำหนดกรอบการหารือของคณะทำงาน โดยครอบคลุมประเด็นสำคัญ ได้แก่ • การแจ้งคำสั่งจังหวัดภูเก็ตในการแต่งตั้งคณะทำงานบูรณาการความร่วมมือ • การรายงานสถานการณ์สุขภาวะของจังหวัดภูเก็ต • การสรุปผลการดำเนินงาน “ภูเก็ตเมืองเพื่อสุขภาวะแห่งอนาคต” ที่ผ่านมา และแนวทางการดำเนินงานในระยะต่อไป • การนำเสนอนโยบายและแผนพัฒนาสุขภาพขององค์การบริหารส่วนจังหวัดภูเก็ต • ความก้าวหน้าการจัดทำยุทธศาสตร์จังหวัดภูเก็ตตามกรอบ 7 เสาหลัก (Phuket Foresight) • แผนการขับเคลื่อนจังหวัดภูเก็ตเป็นต้นแบบในการปรับสภาพแวดล้อมเพื่อส่งเสริมกิจกรรมทางกายและลดภาวะเนือยนิ่ง เพื่อลดโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง (NCDs Ecosystem) 2. การเตรียมข้อมูลและเอกสารประกอบการประชุม มีการรวบรวมและจัดเตรียมเอกสารสำคัญสำหรับใช้ประกอบการประชุม ได้แก่ • ข้อมูลสถานการณ์สุขภาวะและโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง (NCDs) ของจังหวัดภูเก็ต • เอกสารสรุปผลการดำเนินงานที่ผ่านมา และทิศทางการพัฒนาในอนาคต • ข้อมูลแผนพัฒนาสุขภาพขององค์การบริหารส่วนจังหวัดภูเก็ต โดยเน้นการสร้างเสริมสุขภาวะใน 3 กลุ่มวัย ได้แก่ วัยเด็ก วัยทำงาน และผู้สูงอายุ • แนวทางการพัฒนา NCDs Ecosystem ในจังหวัดภูเก็ต ผ่านการปรับสภาพแวดล้อมให้เอื้อต่อกิจกรรมทางกาย • แผนการดำเนินงานในพื้นที่นำร่อง เช่น เขตชุมชนเมือง และพื้นที่สวนสาธารณะเทศบาลกะทู้ 3. การเตรียมประเด็นเพื่อพิจารณาเชิงนโยบาย ได้จัดเตรียมประเด็นสำคัญเพื่อให้คณะทำงานพิจารณา ได้แก่ • แนวทางการผลักดันข้อเสนอเชิงนโยบายด้านการปรับสภาพแวดล้อมเพื่อส่งเสริมกิจกรรมทางกาย • การจัดตั้งคณะอนุกรรมการย่อยเพื่อสนับสนุนการดำเนินงาน เช่น o คณะทำงานโรงเรียนธรรมนูญสุขภาพ o คณะทำงานภาคเอกชนในการขับเคลื่อน NCDs Ecosystem ในโรงแรม o คณะทำงานขับเคลื่อนชุมชนท่องเที่ยวในเขตเมืองภูเก็ตและอำเภอกะทู้ ข้อสรุปสำคัญ การจัดเตรียมร่างระเบียบวาระและเอกสารประกอบการประชุมครั้งนี้ มีเป้าหมายเพื่อสนับสนุนการขับเคลื่อนนโยบายสาธารณะระดับจังหวัดอย่างเป็นระบบ และสร้างกลไกความร่วมมือระหว่างหน่วยงานภาครัฐ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ภาควิชาการ และภาคเอกชน ในการพัฒนาจังหวัดภูเก็ตสู่ เมืองต้นแบบด้านสุขภาวะของประเทศ ในอนาคต

 

ประชุมกระบวนการสร้างความร่วมมือในการพัฒนาพื้นที่สุขภาวะ ตลาดสายเตราะ ร่วมกับ we!park และภาคีเครือข่าย 17 ก.พ. 2569 17 ก.พ. 2569

 

กำหนดการประชุมเวทียกระดับพื้นที่ภัยพิบัติ  สู่พื้นที่สุขภาวะ ระหว่างวันที่  ๑๗ - ๑๘  กุมภาพันธ์  พ.ศ. ๒๕๖๙ ณ  หลาดสายเตราะ - อ่างเก็บน้ำแก้มลิง & ห้องประชุมเทศบาลเมืองคอหงส์
อำเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา 1. วัตถุประสงค์
เพื่อพัฒนาพื้นที่ภัยพิบัติเป็นพื้นที่สุขภาวะ และการผลักดันข้อเสนอเชิงนโยบายระดับชาติว่าด้วยการปรับสภาพแวดล้อมให้เอื้อต่อกิจกรรมทางกายในชีวิตประจำวัน ลดภาวะเนือยนิ่งโดยใช้ชุมชนท้องถิ่นเป็นฐาน
2. กลุ่มเป้าหมาย  จำนวน  62  คน  ประกอบด้วย 1) คณะทำงานสถานบันนโยบายสาธารณะมหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ จำนวน      6    คน 2) We!park จำนวน      4    คน 3) คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์  มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ จำนวน      4    คน 4) เทศบาลนครหาดใหญ่ จำนวน      2    คน 5) เทศบาลเมืองบ้านพรุ จำนวน      2    คน 6) เทศบาลตำบลพะตง จำนวน      2    คน 7) เทศบาลตำบลทุ่งลาน จำนวน      2    คน 8) เทศบาลเมืองคอหงส์ จำนวน    20    คน 9) คณะทำงานหลาดสายเตราะ    จำนวน  20  คน วัน / เวลา กิจกรรม วันอังคาร ที่ 17 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569
13.00 – 15.30 น. ลงพื้นที่สำรวจศักยภาพต้นทุนพื้นที่และวิเคราะห์ข้อมูลสถานการณ์สุขภาวะชุมชน  ณ หลาดสายเตราะบ้านในไร่ เทศบาลเมืองคอหงส์ อำเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา โดย คณะทำงาน We!park คณะทำงานคณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ ม.อ.ตรัง ศูนย์ออกแบบสภาพแวดล้อมเพื่อทุกคน มหาวิทยาลัยมหาสารคาม (MSU UDC) คณะทำงานสถาบันนโยบายสาธารณะ ม.อ. และคณะทำงานเทศบาลเมืองคอหงส์


15.30 – 16.30 น. วิเคราะห์ต้นทุนของชุมชน เพื่อเป็นข้อมูลในการจัดทำแผนพัฒนาพื้นที่สุขภาวะ และร่างแบบพื้นที่สถาปัตยกรรมส่งเสริมกิจกรรมทางกายและลดพฤติกรรม
โดย คณะทำงาน We!park คณะทำงานคณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ ม.อ.ตรัง ศูนย์ออกแบบสภาพแวดล้อมเพื่อทุกคน มหาวิทยาลัยมหาสารคาม (MSU UDC) คณะทำงานสถาบันนโยบายสาธารณะ ม.อ. และคณะทำงานเทศบาลเมืองคอหงส์

16.30 – 17.00 น. สรุปการลงพื้นที่ และนัดหมายประเด็นสำคัญที่จะนำไปออกแบบต่อไป โดย ดร.เพ็ญ สุขมาก ผู้อำนวยการสถาบันนโยบายสาธารณะ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์

วัน / เวลา กิจกรรม วันพุธ ที่ 18 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569
08.30 - 09.00 น. ลงทะเบียน

09.00 – 09.15 น. - กล่าวรายงาน โดย นายนฤทธิ์ ศิริรัตน์ ประธานสภาเทศบาลเมืองคอหงส์ - กล่าวต้อนรับ โดย นายธันยพงศ์ คงเจริญ รองนายกเทศมนตรีเมืองคอหงส์
- ชี้แจงวัตถุประสงค์การประชุมและเป้าหมายตัวชี้วัด โดย ดร.เพ็ญ สุขมาก ผู้อำนวยการสถาบันนโยบายสาธารณะ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์
09.15 – 10.30 น. กระบวนการคืนข้อมูล ร่างการออกแบบพื้นที่สุขภาวะหลาดสายเตราะบ้านในไร่ เทศบาลเมืองคอหงส์ อำเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา โดย ผศ.ปาณิทัต รัตนวิจิตร ภาควิชาภูมิสถาปัตยกรรม คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ และทีมงาน We!park

10.30 – 12.00 น. กระบวนการจัดทำ (ร่าง) Road map แผนและโครงการเพื่อทดลองสร้างปฏิบัติการตามโครงการนำร่องพื้นที่สุขภาวะในท้องถิ่นเครือข่าย
โดย 1. ดร.เพ็ญ สุขมาก ผู้อำนวยการสถาบันนโยบายสาธารณะ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์       2. ผศ.ปาณิทัต รัตนวิจิตร ภาควิชาภูมิสถาปัตยกรรม คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์       3. อาจารย์ภวัต รอดเข็ม รองคณบดีฝ่ายบริหาร คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์     4. ผศ.อัศนัย เล่งอี้ อาจารย์ คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์     5. อาจารย์ชุนันทร์ วามะขัน ศูนย์ออกแบบสภาพแวดล้อมเพื่อทุกคน มหาวิทยาลัยมหาสารคาม (MSU UDC)

 

สรุปประชุมหารือการพัฒนาพื้นที่ภัยพิบัติสู่พื้นที่สุขภาวะในระดับท้องถิ่น การประชุมครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อกำหนดแนวทางการขับเคลื่อน การพัฒนาพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบจากภัยพิบัติให้เป็นพื้นที่สุขภาวะ (Healthy Space) โดยอาศัยความร่วมมือของภาคีเครือข่ายในพื้นที่ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น และภาคประชาชน เพื่อสร้างสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อสุขภาพ การมีกิจกรรมทางกาย และการใช้ประโยชน์พื้นที่สาธารณะของชุมชนอย่างยั่งยืน แนวทางการดำเนินงานสำคัญ 1. การสร้างความร่วมมือของภาคีเครือข่าย มีการประชุมร่วมกับภาคีเครือข่ายและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อสร้างความเข้าใจร่วมกันเกี่ยวกับแนวคิดการพัฒนาพื้นที่สุขภาวะ และกำหนดบทบาทของหน่วยงานต่าง ๆ ในการขับเคลื่อนการดำเนินงานในระดับพื้นที่ 2. การจัดตั้งกลไกการดำเนินงานร่วม มีการจัดตั้งคณะทำงานร่วมที่ประกอบด้วยตัวแทนจากหน่วยงานภาครัฐ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ภาควิชาการ และภาคประชาชน โดยจัดตั้งเป็น คณะทำงานหลัก (Core Working Group) เพื่อทำหน้าที่ขับเคลื่อนการดำเนินงาน วางแผน และประสานความร่วมมือในพื้นที่ 3. กระบวนการพัฒนาพื้นที่ภัยพิบัติสู่พื้นที่สุขภาวะ กำหนดกระบวนการพัฒนาพื้นที่นำร่อง โดยใช้แนวคิดการฟื้นฟูพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบจากภัยพิบัติให้กลายเป็นพื้นที่สาธารณะเพื่อสุขภาวะของชุมชน เช่น พื้นที่กิจกรรมทางกาย พื้นที่สีเขียว และพื้นที่กิจกรรมชุมชน 4. การพัฒนาศักยภาพคณะทำงานในพื้นที่ มีการส่งเสริมและพัฒนาศักยภาพของคณะทำงานหลัก ทีมพี่เลี้ยง และคณะทำงานชุมชน ในการจัดทำ แผนพัฒนาพื้นที่ภัยพิบัติสู่พื้นที่สุขภาวะ ให้สอดคล้องกับบริบทของแต่ละพื้นที่ 5. การติดตามและสังเคราะห์บทเรียน มีการกำหนดแนวทางการติดตามและประเมินผลการดำเนินงาน รวมถึงการถอดบทเรียน สังเคราะห์รูปแบบการดำเนินงาน และจัดทำข้อเสนอเชิงนโยบาย เพื่อใช้เป็นต้นแบบในการขยายผลไปยังพื้นที่อื่นในอนาคต พื้นที่นำร่องในการดำเนินงาน การประชุมได้กำหนดพื้นที่นำร่องในองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ได้แก่ เทศบาลเมืองคอหงส์ • ตลาดสายเตาะ และอ่างเก็บน้ำหลัง ม.อ. • ตลาดริมคลอง ร.6 • ริมคลอง ร.5 และบริเวณงานป้องกันสาธารณภัยเดิม • บริเวณสำนักงานเทศบาลเมืองคอหงส์โดยรอบ เทศบาลนครหาดใหญ่ • บริเวณสวนสาธารณะเทศบาลนครหาดใหญ่และพื้นที่โดยรอบ • พื้นที่บริเวณคลองพะตง • พื้นที่คลองอู่ตะเภาและพื้นที่สำคัญในชุมชน เทศบาลตำบลทุ่งลาน • ถนนสายริมคลองชลประทาน หมู่ที่ 8 บ้านแม่คำ–พรุคา • ชุมชนยั่งยืน หมู่ที่ 2 บ้านทุ่งแม่เม้า (ยอดแคมป์) • ศูนย์กีฬาและนันทนาการเทศบาลตำบลทุ่งลาน • ชุมชนอนุรักษ์นาข้าว เทศบาลตำบลพะตง • บริเวณตลาดรถไฟหลังป้อมสถานีตำรวจภูธรทุ่งลุง และสวนหย่อมริมรางรถไฟ เทศบาลเมืองบ้านพรุ • ตลาดบ้านพรุค้างคาว ข้อสรุปสำคัญ การดำเนินงานครั้งนี้เป็นการวางรากฐานการพัฒนา พื้นที่ภัยพิบัติให้เป็นพื้นที่สุขภาวะของชุมชน โดยใช้กระบวนการมีส่วนร่วมของท้องถิ่นและเครือข่ายภาคีเป็นกลไกสำคัญ ซึ่งจะนำไปสู่การสร้างสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อสุขภาพ การส่งเสริมกิจกรรมทางกายของประชาชน และการยกระดับคุณภาพชีวิตของชุมชนในระยะยาว

 

ประชุมคณะกรรมการนโยบายสาธารณะ จ.ภูเก็ต 20 ก.พ. 2569 20 ก.พ. 2569

 

วาระการประชุมการขับเคลื่อนนโยบายสาธารณะระดับจังหวัดภูเก็ตสู่เป้าหมาย ภูเก็ตเมืองเพื่อสุขภาวะแห่งอนาคต (Phuket: The Future of Life) ครั้งที่ ๑/๒๕๖๙ วันศุกร์ที่ ๒o กุมภาพันธ์ ๒๕๖๙  เวลา ๑๓.๓o – ๑๖.๓o น. สถานที่ ห้องประชุมพระแทว ชั้น 5 สำนักงานสาธารณสุขจังหวัดภูเก็ต วาระที่ ๑  ประธานแจ้งที่ประชุม
๑.๑ คำสั่งจังหวัดภูเก็ตเรื่อง แต่งตั้งคณะทำงานบูณาการกลไกความร่วมมือในการขับเคลื่อนนโยบายสาธารณะระดับจังหวัดภูเก็ตสู่เป้าหมาย ภูเก็ตเมืองเพื่อสุขภาวะแห่งอนาคต (Phuket: The Future of Life)
วาระที่ ๒ รับรองรายงานการประชุม (ไม่มี) วาระที่ ๓ เรื่องเพื่อทราบ
๓.๑ สถานการณ์ปัญหาสุขภาวะจังหวัดภูเก็ต
โดย ผู้แทนจากสำนักงานสาธารณสุขจังหวัดภูเก็ต ๓.๒ นโยบายทิศทางและแผนพัฒนาสุขภาพขององค์การบริหารส่วนจังหวัดภูเก็ต โดย นายเรวัต อารีรอบ
นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดภูเก็ต ๓.๓ แนวทางการเสริมสร้างสุขภาวะ 3 กลุ่มวัย (วัยเด็ก: ธรรมนูญโรงเรียน, วัยทำงาน: Healthy Workplace, ผู้สูงอายุ: Living Will)  ในจังหวัดภูเก็ต โดย นายสมเกียรติ พิทักษ์กมลพร
ผู้ช่วยเลขาธิการคณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติและผู้อำนวยการสำนักนโยบายสาธารณะภาคใต้ ๓.๔ ผลการดำเนินงานบูรณาการกลไกสุขภาพระดับจังหวัด ภูเก็ต : สุขภาวะเพื่อชีวิตแห่งอนาคต (Phuket Health for Future of Life) โดย ดร.จตุรงค์ คงแก้ว ตำแหน่ง อาจารย์ประจำคณะเทคโนโลยีและสิ่งแวดล้อม ม.อ.ภูเก็ต คณะทำงานภูเก็ตเมืองเพื่อสุขภาวะแห่งอนาคต (Phuket: The Future of Life)
๓.๕ สรุปสาระสำคัญจากการทำ foresight เพื่อจัดทำยุทธศาสตร์จังหวัดภูเก็ต
โดย ผู้แทนคณะทำงาน ๓.๖  แผนการดำเนินงานขับเคลื่อนภูเก็ตเมืองต้นแบบในการปรับสภาพแวดล้อมให้เอื้อต่อการส่งเสริมกิจกรรมทางกายและลดภาวะเนือยนิ่ง เพื่อลดโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง NCDs Ecosystem  ในจังหวัดภูเก็ต โดย ดร.เพ็ญ  สุขมาก
      ผู้อำนวยการสถาบันนโยบายสาธารณะ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ ๓.๖.๑ แนวทางการขับเคลื่อนในเขตชุมชนเมือง
(นำเสนอโดย: คุณเพ็ญจมาส ศิริกิจวัฒนา คณะทำงาน ย่านบ่านซ้าน) ๓.๖.๒ แผนการออกแบบกิจกรรมในพื้นที่สวนสาธารณะเทศบาลกระทู้
(นำเสนอโดย: ภก.พิษณุพงศ์ ทองสีดำ ตำแหน่ง หัวหน้ากลุ่มงานบริการทางการแพทย์ อบจ.ภูเก็ต)

วาระที่ ๔ เรื่องเพื่อพิจารณา
๔.๑ แนวทางและกลไกการดำเนินงานการส่งเสริมกิจกรรมทางกาย ลดภาวะเนือยนิ่งในชีวิตประจำวัน และสร้างสภาพแวดล้อมลดโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง NCDs Ecosystem  ในจังหวัดภูเก็ต
๔.๑.๑ ร่างคณะอนุกรรมการ/คณะทำงาน ประเด็นย่อยเช่น คณะทำงานธรรมนูญสุขภาพโรงเรียนคณะทำงานการขับเคลื่อน NCD Ecosystem ในภาคเอกชน  และคณะทำงานการขับเคลื่อนในระดับท้องถิ่น
โดย ดร.เพ็ญ  สุขมาก
      ผู้อำนวยการสถาบันนโยบายสาธารณะ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์

 

วาระการประชุมการขับเคลื่อนนโยบายสาธารณะระดับจังหวัดภูเก็ตสู่เป้าหมาย
ภูเก็ตเมืองเพื่อสุขภาวะแห่งอนาคต (Phuket: The Future of Life) ครั้งที่ 1/2569 วันศุกร์ที่ 20 กุมภาพันธ์ 2569  เวลา 13.30 – 16.30 น. สถานที่ ห้องประชุมพระแทว ชั้น 5 สำนักงานสาธารณสุขจังหวัดภูเก็ต

วาระที่ 1  ประธานแจ้งที่ประชุม
1.1 คำสั่งจังหวัดภูเก็ตเรื่อง แต่งตั้งคณะทำงานบูณาการกลไกความร่วมมือในการขับเคลื่อนนโยบายสาธารณะระดับจังหวัดภูเก็ตสู่เป้าหมาย ภูเก็ตเมืองเพื่อสุขภาวะแห่งอนาคต (Phuket: The Future of Life)
ดร.เพ็ญ สุขมาก แจ้งต่อที่ประชุมว่า สถาบันนโยบายสาธารณะ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ และองค์การบริหารส่วนจังหวัดภูเก็ต ได้ดำเนินการริเริ่มโครงการ Phuket for the Future of Life ตั้งแต่ปี 2567 – 2568 เป็นระยะเวลา 2 ปี ที่ผ่านมา ปัจจุบันเข้าสู่การดำเนินโครงการปีที่ 3 โดยในระยะเวลาที่ผ่านมาได้รับการสนับสนุนงบประมาณจาก สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) และองค์การบริหารส่วนจังหวัดภูเก็ต มูลค่าทั้งสิ้นปีละ 4 ล้านบาท โดยได้ดำเนินงานร่วมกับภาคีเครือข่ายในจังหวัดภูเก็ต ผ่านกลไกสมัชชาและความร่วมมือกับภาคเอกชน พร้อมบูรณาการความร่วมมือกับองค์การบริหารส่วนจังหวัดภูเก็ต เพื่อขับเคลื่อนพัฒนางานเชิงกลไกจนเป็นผลสัมฤทธิ์ ได้แก่ กิจกรรมอบรมเชิงปฏิบัติการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมโดยแกนนำด้วยหลัก 4 อ. 2 ส. แก่กลุ่มอาสาสมัครสาธารณสุขในจังหวัดภูเก็ต, กิจกรรมผู้สูงอายุสุขภาพดีแห่งอนาคตจังหวัดภูเก็ต "การรู้เท่าทันการใช้เทคโนโลยีดิจิทัลสังคม ออนไลน์ (Social Media) เป็นไปด้วยความปลอดภัยทางไซเบอร์ (Cyber Security)", อบรมเชิงปฏิบัติการการเสริมสร้างความรอบรู้ด้านสุขภาพและการปรับเปลี่ยน พฤติกรรมของนักเรียน และ โครงการ Triple-P (Positive Parenting Program) เป็นต้น การขับเคลื่อนนโยบายสาธารณะด้านสุขภาวะ จังหวัดภูเก็ต ประจำปี 2569 สถานการณ์และความท้าทายด้านสุขภาวะ ก้าวสู่ปีที่ 3 ของการดำเนินงาน สถาบันนโยบายสาธารณะ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ ร่วมกับหน่วยงานสาธารณสุขจังหวัดภูเก็ต ได้ประเมินและวิเคราะห์ความท้าทายด้านสุขภาวะที่เป็นปัจจัยเสี่ยงต่อการเสียชีวิตของประชากรในพื้นที่ พบ 5 กลุ่มโรคสำคัญ ได้แก่ 1) กลุ่มโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง (NCDs) อาทิ โรคหัวใจขาดเลือด และโรคหลอดเลือดสมอง 2) โรคเนื้องอกและมะเร็ง ซึ่งเป็นผลสืบเนื่องจากวิถีชีวิตในบริบทสังคมเมือง 3) อุบัติเหตุทางจราจร รวมถึงปัจจัยความเครียดจากการสัญจรบนท้องถนน 4) โรคไตเรื้อรัง 5) ปัญหาสุขภาพจิต กลไกความร่วมมือแบบพหุภาคี เพื่อรับมือกับความท้าทายดังกล่าว ในปี 2569 จึงได้จัดตั้ง "คณะทำงานบูรณาการกลไกความร่วมมือในการขับเคลื่อนนโยบายสาธารณะระดับจังหวัดภูเก็ต" โดยมี ผู้ว่าราชการจังหวัดภูเก็ต เป็นประธาน และ คุณอัญชลี วานิชเทพบุตร เป็นที่ปรึกษา กลไกนี้เป็นการผนึกกำลังของทุกภาคส่วน ทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน ภาคธุรกิจโรงแรมและการท่องเที่ยว ภาคประชาสังคม โดยมี มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตภูเก็ต และ สำนักงานคณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติ (สช.) เป็นแกนนำด้านวิชาการ ทั้งนี้ มีเป้าหมายและพันธกิจเชิงนโยบาย คณะทำงานฯ มีพันธกิจหลักในการสังเคราะห์ข้อมูลสุขภาวะแบบองค์รวมทั้ง 4 มิติ (กาย ใจ สังคม และปัญญา) เพื่อวางยุทธศาสตร์และหนุนเสริมกระบวนการทำงานของคณะกรรมการฯ โดยมุ่งเป้าขับเคลื่อนนโยบายสาธารณะระดับจังหวัดอย่างเป็นระบบ เพื่อนำไปสู่ "การเปลี่ยนแปลงเชิงพฤติกรรมของประชาชน" ควบคู่กับการ "ยกระดับนโยบายด้านสุขภาวะแก่คนทุกช่วงวัย" อย่างเป็นรูปธรรมและยั่งยืน

วาระที่ 2 รับรองรายงานการประชุม (ไม่มี)

วาระที่ 3 เรื่องเพื่อทราบ
3.1 สถานการณ์ปัญหาสุขภาวะจังหวัดภูเก็ต
นายแพทย์ดุษฎี คงตระกูลทรัพย์ นายแพทย์สาธารณสุขจังหวัดภูเก็ต ได้กล่าวให้ข้อมูลแก่ที่ประชุมถึงสถานการณ์สุขภาพของประเทศไทยในปัจจุบัน พบว่า โรคไม่ติดต่อเรื้อรัง (Non-Communicable Diseases: NCDs) ยังคงเป็นปัจจัยสำคัญของการเจ็บป่วยและการเสียชีวิตของประชาชน โดยเมื่อพิจารณาในบริบทของจังหวัดภูเก็ต พบว่าปัญหา NCDs มีแนวโน้มสอดคล้องกับภาพรวมของประเทศ และส่งผลกระทบต่อระบบบริการสาธารณสุขอย่างมีนัยสำคัญ

จังหวัดภูเก็ตมีประชากรตามทะเบียนราษฎร์ประมาณ 400,000 คน มีประชากรแฝงชาวต่างชาติประมาณ 170,000 คน และมีจำนวนนักท่องเที่ยวตลอดทั้งปีประมาณ 6.8–7.5 ล้านคน หรือเฉลี่ยประมาณ 500,000 คนต่อเดือน ส่งผลให้จำนวนประชากรที่ใช้ทรัพยากรด้านสาธารณสุขจริงมีมากกว่า 1 ล้านคน หากแยกประเภทตามช่วงวัย พบว่า  อันดับ 1 วัยทำงาน มีจำนวนสูงที่สุด คิดเป็นอัตรา 54.62 อันดับ 2 วัยผู้สูงอายุ คิดเป็นอัตรา 14.59 อันดับ 3 วัยรุ่น คิดเป็นอัตรา 12.97 อย่างไรก็ตาม การจัดสรรทรัพยากรด้านสาธารณสุขของกระทรวงสาธารณสุขยังคงอ้างอิงจากฐานประชากรตามทะเบียนราษฎร์จำนวน 400,000 คน จึงก่อให้เกิดภาระด้านบริการที่สูงกว่าศักยภาพตามกรอบแผนที่กำหนดไว้
สถานการณ์โรคไม่ติดต่อเรื้อรัง (NCDs) มีแนวโน้มเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะโรคเบาหวานและโรคความดันโลหิตสูง ปัจจุบันจังหวัดภูเก็ตมีผู้ป่วยโรคเบาหวานประมาณ 17,000 ราย คิดเป็นร้อยละ 5 ของประชากร และผู้ป่วยโรคความดันโลหิตสูงประมาณ 38,000 ราย คิดเป็นร้อยละ 10 ของประชากร ทั้งนี้ พบแนวโน้มผู้ป่วยเบาหวานรายใหม่เพิ่มขึ้นเฉลี่ยประมาณวันละ 3–4 ราย สะท้อนถึงภาระโรคที่เพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง ในด้านพฤติกรรมเสี่ยง พบว่าการบริโภคโซเดียมของประชาชนยังคงสูงเกินกว่าค่าที่องค์การอนามัยโลก (WHO) แนะนำ ซึ่งกำหนดให้บริโภคไม่เกิน 2,000 มิลลิกรัมต่อวัน ขณะที่ค่าเฉลี่ยการบริโภคโซเดียมของประเทศไทยอยู่ในระดับมากกว่า 3,000 มิลลิกรัมต่อวัน สำหรับพื้นที่ภาคใต้เคยมีค่าเฉลี่ยสูงถึงประมาณ 4,100 มิลลิกรัมต่อวัน (ปี 2562) และแม้ปัจจุบันจะลดลงเหลือประมาณ 3,300 มิลลิกรัมต่อวัน แต่ยังคงสูงกว่ามาตรฐานที่กำหนดอย่างมีนัยสำคัญ

สาเหตุการเสียชีวิตของประชาชนในจังหวัด เมื่อพิจารณาตามลำดับความสำคัญ ได้แก่ โรคมะเร็ง โรคหลอดเลือดสมอง ปอดบวม การติดเชื้อ โรคหัวใจขาดเลือด ไตวาย และอุบัติเหตุ ทั้งนี้ พบว่าอย่างน้อย 3 ใน 7 สาเหตุการเสียชีวิตหลักมีปัจจัยพื้นฐานมาจากโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง (NCDs) ได้แก่ โรคหลอดเลือดสมอง โรคหัวใจขาดเลือด และโรคไตวาย นอกจากนี้ ข้อมูลยังชี้ให้เห็นว่าประมาณร้อยละ 75 ของผู้ป่วยโรคไตวายเรื้อรังมีสาเหตุจากโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง โดยเฉพาะโรคเบาหวานและโรคความดันโลหิตสูง ซึ่งมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ส่งผลให้ภาระค่าใช้จ่ายด้านการรักษาพยาบาล โดยเฉพาะการบำบัดทดแทนไต เช่น การฟอกเลือด เพิ่มสูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ และสร้างภาระต่อระบบบริการสาธารณสุขในระยะยาว ผลการดำเนินงานด้านการควบคุมโรคเบาหวานและโรคความดันโลหิตสูงตามเกณฑ์มาตรฐานของกระทรวงสาธารณสุข พบว่ายังไม่บรรลุเป้าหมายที่กำหนด โดยภาพรวมสามารถควบคุมความดันโลหิตให้อยู่ในเกณฑ์ได้เฉลี่ยประมาณร้อยละ 57 ทั้งนี้ ในบางพื้นที่มีผลการดำเนินงานต่ำกว่าค่าเฉลี่ยดังกล่าว สะท้อนถึงความจำเป็นในการพัฒนามาตรการและกลไกสนับสนุนการดูแลผู้ป่วยอย่างต่อเนื่องและมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น

แนวทางสำคัญในการแก้ไขปัญหา คือ การป้องกันและลดผู้ป่วยรายใหม่ผ่านการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมสุขภาพ ได้แก่ การส่งเสริมการออกกำลังกาย การควบคุมอาหาร และการลดการบริโภคโซเดียม โดยดำเนินงานร่วมกับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น โรงแรม สถานศึกษา และเรือนจำ รวมทั้งขยายความร่วมมือกับภาคประชาชนในการรณรงค์อาหารสุขภาพและโครงการ “ลดพุง ลดโรค” เพื่อควบคุมและลดภาระโรค NCDs ในระยะยาว 3.2 นโยบายทิศทางและแผนพัฒนาสุขภาพขององค์การบริหารส่วนจังหวัดภูเก็ต นายแพทย์บัญชา ค้าของ ที่ปรึกษาพิเศษนายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดภูเก็ต กล่าวถึงความคืบหน้าการดำเนินงานด้านสาธารณสุขขององค์การบริหารส่วนจังหวัด (อบจ.) ภูเก็ต ภายหลังการถ่ายโอน โรงพยาบาลส่งเสริมตำบล (รพ.สต.) ซึ่งนับเป็นช่วงเปลี่ยนผ่านสำคัญและเป็นโอกาสในการพัฒนาระบบสุขภาพของจังหวัดให้สอดคล้องกับบริบทพื้นที่มากยิ่งขึ้น

นโยบายของนายกองค์การบริหารส่วนจังหวัด มุ่งเน้นการส่งเสริมสุขภาพและการออกกำลังกาย          การรณรงค์สร้างเสริมสุขภาพ การพัฒนาศักยภาพอาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน (อสม.) การสร้างความรอบรู้ด้านสุขภาพแก่ประชาชน และการผลักดันแนวคิด “Healthy City” โดยมีการพัฒนาสวนสาธารณะเพื่อสุขภาพครบทั้ง 3 อำเภอ ภายใต้โครงการ “3 อ่าง 3 เภอ” ได้แก่ พื้นที่โรงเหล้าเก่ากะทู้ (แล้วเสร็จ) พื้นที่เรือนจำ (คาดว่าจะแล้วเสร็จประมาณเดือนมิถุนายน) และพื้นที่ทุ่งถลาง–ชนะศึก (อยู่ระหว่างดำเนินการ) ด้านการป้องกันและควบคุมโรค รพ.สต. ทั้ง 21 แห่งในจังหวัดเป็นกลไกหลักในการให้บริการปฐมภูมิและขับเคลื่อนกิจกรรมสุขภาพในชุมชน โดยกำหนดการบริหารจัดการในลักษณะ “โซน” เพื่อเสริมความเข้มแข็งเชิงพื้นที่ ทั้งนี้ อบจ. มีการสนับสนุนงบประมาณด้านสาธารณสุขในสัดส่วนสูงสุดขององค์กร โดยจัดสรรงบประมาณให้โรงพยาบาลปีละกว่า 300 ล้านบาท รวมทั้งมีกองทุนฟื้นฟูสมรรถภาพ ซึ่งเดิมมุ่งช่วยเหลือผู้ป่วยติดบ้านติดเตียง และปัจจุบันขยายขอบเขตสู่การสร้างเสริมสุขภาพ ในส่วนของการรักษาพยาบาล อบจ. สนับสนุนการดำเนินงานของ รพ.สต. และศูนย์ไตเทียม โดยมีแผนขยายให้ครอบคลุมทุกอำเภอ พร้อมทั้งพัฒนาระบบบริการฟื้นฟู อาทิ การดูแลผู้ป่วยประคับประคอง ผู้ป่วยติดบ้านติดเตียง และกลุ่มเปราะบางอื่น ๆ

ด้านเทคโนโลยีและนวัตกรรมสุขภาพ อบจ. ได้พัฒนาระบบบริการสุขภาพออนไลน์ อาทิ แพลตฟอร์ม Line Official สำหรับลงทะเบียนรับบริการ การขอกายอุปกรณ์ การนัดหมายตรวจคัดกรอง รวมถึงโครงการ “สถานีสุขภาพ” เป้าหมาย 157 จุด ให้บริการตรวจสุขภาพตลอด 24 ชั่วโมง และพบแพทย์ออนไลน์ (ปัจจุบันนำร่อง 3 แห่ง) เพื่อเพิ่มการเข้าถึงบริการและลดความแออัดในโรงพยาบาล ทั้งนี้ มีฐานข้อมูลประชาชนในระบบประมาณ 30,000 ราย
อย่างไรก็ตาม การดำเนินงานยังประสบข้อจำกัดด้านบุคลากรและงบประมาณ กองสาธารณสุขของ อบจ. มีจำนวนบุคลากรจำกัด ขณะที่แพทย์ประจำมีจำนวน 10 คน หมุนเวียนดูแล รพ.สต. 21 แห่ง ส่งผลให้ภารกิจด้านการรักษามีสัดส่วนมากกว่างานสร้างเสริมสุขภาพ จึงมีความจำเป็นต้องอาศัยความร่วมมือจากเครือข่ายภาคส่วนต่าง ๆ ตัวอย่างการดำเนินงานที่เป็นรูปธรรม ได้แก่ โครงการคัดกรองมะเร็งปากมดลูก ซึ่งได้รับการสนับสนุนชุดตรวจจากกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ ทำให้สามารถเพิ่มจำนวนการคัดกรองจากปีละประมาณ 1,000 ราย เป็นกว่า 10,000 ราย สะท้อนศักยภาพของ อบจ. ในการขับเคลื่อนงานเชิงรุก

ในระยะต่อไป มีแนวคิดพัฒนา รพ.สต. ให้เป็น “ห้องปฏิบัติการสุขภาพชุมชน” ครอบคลุมการดูแลกลุ่มแม่และเด็ก วัยทำงาน และผู้สูงอายุ รวมทั้งการพัฒนาคลินิกสุขภาพระดับพรีเมียมที่สอดคล้องกับบริบทจังหวัดท่องเที่ยว เช่น คลินิกประเมินการนอนหลับ คลินิกทันตกรรมเฉพาะทาง ศูนย์ Health Tech และศูนย์บริการคุณภาพชีวิตชุมชนสำหรับดูแลผู้ป่วยติดเตียงและกลุ่มเด็กที่มีความต้องการพิเศษ การขับเคลื่อนงานด้านสาธารณสุขของจังหวัดจำเป็นต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วน ทั้งภาคประชาชน ข้าราชการ นักวิชาการ และฝ่ายการเมือง เพื่อให้การดำเนินงานมีความต่อเนื่อง เป็นระบบ และตอบสนองต่อบริบทของพื้นที่ได้อย่างแท้จริง

3.3 แนวทางการเสริมสร้างสุขภาวะ 3 กลุ่มวัย (วัยเด็ก: ธรรมนูญโรงเรียน, วัยทำงาน: Healthy Workplace, ผู้สูงอายุ: Living Will)&nbsp; ในจังหวัดภูเก็ต<br />

นายสมเกียรติ พิทักษ์กมลพร ผู้ช่วยเลขาธิการคณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติ และผู้อำนวยการสำนักนโยบายสาธารณะภาคใต้ กล่าวให้ข้อมูลแก่ที่ประชุมเกี่ยวกับโครงสร้างคณะทำงานของ สำนักงานคณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติ (สช.) ประกอบด้วยการบูรณาการ 3 ภาคส่วน ได้แก่ ภาครัฐ ภาควิชาการ และภาคสังคม (ภาคเอกชนและภาคประชาชน) โดยสำนักงานคณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติ (สช.) จัดตั้งขึ้นตามพระราชบัญญัติสุขภาพแห่งชาติ ทำหน้าที่เป็นฝ่ายเลขานุการของคณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติ และมีภารกิจหลักในการพัฒนานโยบายและยุทธศาสตร์ด้านสุขภาพของประเทศ สช. มีบทบาทในการจัดทำธรรมนูญว่าด้วยระบบสุขภาพแห่งชาติ การจัดทำรายงานสถานการณ์ระบบสุขภาพ ตลอดจนการพัฒนาและผลักดันนโยบายสาธารณะด้านสุขภาพแบบมีส่วนร่วม โดยยึดหลัก “สุขภาพ 4 มิติ” ได้แก่ มิติทางกาย จิต ปัญญา และสังคม ซึ่งครอบคลุมปัจจัยทางสังคมที่กำหนดสุขภาพ มิได้จำกัดเฉพาะการเจ็บป่วยทางร่างกายเท่านั้น ทั้งนี้ การพัฒนานโยบายอาศัยเครื่องมือหลากหลาย อาทิ สมัชชาสุขภาพ การประเมินผลกระทบด้านสุขภาพ (HIA) และการส่งเสริมสิทธิและหน้าที่ด้านสุขภาพ เช่น การจัดทำหนังสือแสดงเจตนาไม่ประสงค์รับการยื้อชีวิต (Living Will) สิทธิในการอยู่ในสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อสุขภาพ และสิทธิในการเข้าถึงข้อมูลข่าวสารด้านสุขภาพ นอกจากนี้ สำนักงานคณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติ (สช.) ภายหลังการประชุมหารือร่วมกับ นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดภูเก็ต ประเด็นการดำเนินงานด้านสุขภาพของประชาชนจังหวัดภูเก็ต มีความสอดคล้องกับสถานการณ์โรคไม่ติดต่อเรื้อรัง (NCDs) ซึ่งเป็นสาเหตุการเสียชีวิตหลักของประชากรไทยร้อยละ 75–80 และก่อให้เกิดความสูญเสียทางเศรษฐกิจประมาณ 1.6 ล้านล้านบาทต่อปี หรือคิดเป็นร้อยละ 9.7 ของ GDP รวมถึงความสูญเสียด้านผลิตภาพแรงงานคิดเป็นมูลค่าประมาณ 91,500 ล้านบาท (ร้อยละ 0.5 ของ GDP) นายสมเกียรติ พิทักษ์กมลพร ยังอธิบายแก่ที่ประชุมเพิ่มเติม เกี่ยวกับปัจจัยกำหนดสุขภาพประกอบด้วย ระบบบริการสุขภาพร้อยละ 10 พันธุกรรมร้อยละ 20 และพฤติกรรมรวมถึงสภาพแวดล้อมร้อยละ 70 (พฤติกรรมร้อยละ 50 และสภาพแวดล้อมร้อยละ 20) ดังนั้น การลดจำนวนผู้ป่วยรายใหม่จำเป็นต้องมุ่งดำเนินการในส่วนของปัจจัยร้อยละ 70 ซึ่งต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วน เนื่องจากหน่วยงานด้านสาธารณสุขเพียงลำพังไม่สามารถปรับเปลี่ยนพฤติกรรมของประชาชนได้โดยตรง และมีแนวทางการดำเนินงานแบ่งตามกลุ่มวัย ดังนี้ 1) เห็นควรส่งเสริมการจัดทำ “ธรรมนูญสุขภาพสถานศึกษา” เพื่อสร้างข้อตกลงและสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อสุขภาวะของนักเรียน โดยเริ่มดำเนินการในโรงเรียนสังกัดองค์การบริหารส่วนจังหวัดจำนวน 5 แห่ง และประสานความร่วมมือกับสำนักงานศึกษาธิการจังหวัด ทั้งนี้ มีแนวโน้มขยายผลสู่โรงเรียนอื่นและชุมชนโดยรอบ เพื่อสร้างความร่วมมือในการดูแลสุขภาวะเด็กอย่างเป็นระบบ

2) กลุ่มวัยทำงาน จากข้อมูลพบว่าอายุของผู้ป่วยโรคหลอดเลือดสมองและโรค NCDs มีแนวโน้มลดลง ส่งผลกระทบต่อศักยภาพแรงงานและผลิตภาพขององค์กร จึงเสนอแนวคิด “Healthy Workplace” โดยส่งเสริมให้องค์กรพัฒนาสภาพแวดล้อมทั้งทางกายภาพ สังคม และวัฒนธรรมองค์กรที่เอื้อต่อการมีสุขภาพดี พร้อมทั้งพัฒนา “NCDs Ecosystem” เพื่อสร้างแรงจูงใจในการปรับเปลี่ยนพฤติกรรม เช่น การเข้าถึงพื้นที่ออกกำลังกาย อาหารสุขภาพราคาที่เหมาะสม การประยุกต์ใช้หลักเศรษฐศาสตร์พฤติกรรม และกลไกจูงใจทางการคลัง

3) กลุ่มผู้สูงอายุ เสนอให้ส่งเสริมความรู้เรื่องการจัดทำหนังสือแสดงเจตนาไม่ประสงค์รับการยื้อชีวิต (Living Will) ควบคู่กับการพัฒนาระบบดูแลแบบประคับประคอง (Palliative Care) และการสนับสนุนผู้ดูแล (Care Giver) เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตของผู้สูงอายุและผู้ป่วยติดเตียง
การขับเคลื่อนนโยบายสาธารณะด้านการป้องกัน NCDs จำเป็นต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วน รวมถึงการสนับสนุนบทบาทของอาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน (อสม.) ในการสื่อสารและสร้างความตระหนักรู้สู่ชุมชน เพื่อให้เกิดการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมสุขภาพอย่างยั่งยืนในทุกช่วงวัย

3.4 ผลการดำเนินงานบูรณาการกลไกสุขภาพระดับจังหวัด ภูเก็ต : สุขภาวะเพื่อชีวิตแห่งอนาคต (Phuket Health for Future of Life)<br />

ตัวแทน ดร.จตุรงค์ คงแก้ว ตำแหน่ง อาจารย์ประจำคณะเทคโนโลยีและสิ่งแวดล้อม ม.อ.ภูเก็ต คณะทำงานภูเก็ตเมืองเพื่อสุขภาวะแห่งอนาคต (Phuket: The Future of Life) กล่าวให้ข้อมูลแก่ที่ประชุมถึงความก้าวหน้าการขับเคลื่อนกลไกกองทุนเพื่อสุขภาวะจังหวัดภูเก็ต ในช่วงระยะเวลา 3 ปีที่ผ่านมา ซึ่งได้มีการจัดทำบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ (MOU) กับหน่วยงานต่าง ๆ รวมจำนวน 16 หน่วยงาน ส่งผลให้เกิดความร่วมมือเชิงระบบ ลดการดำเนินงานแบบแยกส่วน และสร้างกรอบความร่วมมือระยะยาวระหว่างภาคีเครือข่าย ที่ผ่านมา ได้มีการดำเนินแคมเปญส่งเสริมโครงการ Triple P (Positive Parenting Program) และโครงการพัฒนาเครือข่ายพี่เลี้ยงเพื่อสนับสนุนการดูแลกลุ่มเปราะบาง โดยความร่วมมือของภาคีเครือข่ายทางวิชาการและภาคบริการสุขภาพ อาทิ กุมารแพทย์และผู้เชี่ยวชาญด้านพัฒนาการเด็ก ปัญหาพัฒนาการเด็กเล็ก โดยเฉพาะกรณีภาวะออทิสติกเทียม ซึ่งถือเป็นประเด็นสำคัญต่อคุณภาพทุนมนุษย์ของจังหวัด ทั้งนี้ จากประสบการณ์การอบรมศูนย์พัฒนาเด็กเล็กที่ผ่านมา พบว่าผู้ปกครองบางส่วนยังไม่ยอมรับว่าเด็กมีความเสี่ยงด้านพัฒนาการ ส่งผลต่อการเข้าถึงกระบวนการดูแลและแก้ไขปัญหา ดังนั้น โครงการดังกล่าวจึงออกแบบให้เป็นความร่วมมือระหว่าง 3 ฝ่าย ได้แก่ ผู้ปกครอง เด็ก และครู เพื่อสร้างความเข้าใจร่วมกัน ให้ผู้ปกครองเห็นความแตกต่างด้านพัฒนาการของเด็กอย่างเป็นรูปธรรม และนำไปสู่การยอมรับและแก้ไขปัญหาร่วมกันอย่างเหมาะสม แนวทางการดำเนินงานมิได้แยกเด็กที่มีพฤติกรรมเบี่ยงเบนออกจากเด็กทั่วไป แต่จัดกิจกรรมแบบมีส่วนร่วมร่วมกันทั้งหมด ซึ่งช่วยให้ผู้ปกครองเกิดความเข้าใจและยอมรับมากขึ้น โดยกำหนดให้ผู้ปกครองเข้าร่วมกิจกรรมจำนวน 4 ครั้งต่อภาคการศึกษา ผลการดำเนินงานเบื้องต้น พบว่า เทศบาลตำบลวิชิตได้ให้การยอมรับและบรรจุโครงการดังกล่าวไว้ในแผนพัฒนาท้องถิ่น และองค์การบริหารส่วนตำบลเชิงทะเลอยู่ระหว่างจัดทำแผนเพื่อรองรับการดำเนินงานในลักษณะเดียวกัน นอกจากนี้ ที่ประชุมเห็นควรสนับสนุนการดำเนินโครงการดังกล่าวอย่างต่อเนื่อง เนื่องจากเป็นกลไกสำคัญในการพัฒนาคุณภาพเด็กและครอบครัวในระดับพื้นที่อย่างเป็นระบบและยั่งยืน

3.5 สรุปกลยุทธ์แนวทางการขับเคลื่อนพัฒนาเมืองภูเก็ต Phuket Foresight 2030 เพื่อจัดทำยุทธศาสตร์จังหวัดภูเก็ต ซึ่งมีเสาหลัก (Pillars) 7 มิติ<br />

ผู้แทนคณะทำงาน นายรังสิมันตุ์ กิ่งแก้ว ประธานสภาอุตสาหกรรมท่องเที่ยวจังหวัดภูเก็ต กล่าวถึงบทเรียนจากสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่าโครงสร้างเศรษฐกิจของจังหวัดภูเก็ตพึ่งพาภาคธุรกิจบริการและการท่องเที่ยวในสัดส่วนประมาณร้อยละ 70–80 ส่งผลให้จังหวัดมีความเปราะบางต่อความผันผวนภายนอก ดังนั้น จังหวัดจึงได้จัดทำกระบวนการกำหนดอนาคตจังหวัด (Phuket Foresight 2030) และกำหนดกรอบการพัฒนา 10 เสาหลัก ภายหลังการดำเนินงานมาเป็นระยะเวลา 5 ปี ได้มีการทบทวนและปรับทิศทางการพัฒนา โดยกำหนดแนวคิดใหม่ “Sustainable Wellness” ควบคู่กับการเสริมสร้างความสามารถในการฟื้นตัวของเมือง (Resilient City) เพื่อให้จังหวัดสามารถปรับตัวและฟื้นตัวได้อย่างเข้มแข็งเมื่อเผชิญวิกฤต
วิสัยทัศน์จังหวัดภูเก็ต ปี 2030 กำหนดให้เป็น “เกาะแห่งความสุขของทุกคน และศูนย์กลางการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืนของโลกที่ขับเคลื่อนด้วยเศรษฐกิจสร้างสรรค์ เป็นบ้านของคนที่มีทักษะ” โดยมีฐานสำคัญคือ คน วัฒนธรรม และทรัพยากรธรรมชาติ พร้อมกำหนดยุทธศาสตร์ 7 ด้าน GEM3S3F2T 1. Creative Gastronomy City 2. Global Knowledge Hub 3. Maritime Industry Center 4. Mice & Mega Event City 5. Longevity City 6. Smart City Initiative 7. Smart Agriculture

ทั้งนี้ ในการขับเคลื่อนเมืองภูเก็ตทั้ง 7 มิติหลัก พบมีความเกี่ยวเนื่องกับการบูรณาการประเด็นสำคัญจาก 4 กลุ่ม คือ สนับสนุนผู้ประกอบการท้องถิ่น SME, ยกระดับประสบการณ์ท่องเที่ยวคุณค่า (High - Value Based Tourism), Smart Economy ขับเคลื่อนเศรษฐกิจอัจฉริยะด้วยดิจิทัลและข้อมูล (Data Driven), และรักษาความหลากหลายทางชีวภาพพร้อมการพัฒนาที่ยั่งยืน (Biodiversity & Sustainability) ซึ่งหนึ่งในนั้นเกี่ยวข้องกับการลดปัจจัยเสี่ยงโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง (NCDs) ในเรื่องการพัฒนาคุณภาพชีวิต Longevity การมีชีวิตที่ยืนยาวอย่างมีสุขภาพดี ในช่วงท้ายการประชุม ที่ประชุมเห็นควรบูรณาการแนวคิด Sustainable Wellness เข้ากับการพัฒนาเมืองในทุกมิติ เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตประชาชน ควบคู่กับการเสริมสร้างความยั่งยืนทางเศรษฐกิจและสังคมของจังหวัดในระยะยาว โดยมีการเชื่อมโยงกับการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมเนือยนิ่ง (Sedentary lifestyle) และวิถีชีวิตเมือง จึงเสนอให้ภาคเอกชนเป็นหน่วยงานนำร่องในการขับเคลื่อนแนวทางดังกล่าวผ่านกิจกรรมต่างๆ ได้แก่ 1. การจัดการคุณภาพอาหารในสถานประกอบการ: ส่งเสริมให้องค์กรจัดบริการอาหารที่มีคุณภาพและคุณค่าทางโภชนาการที่เหมาะสมแก่พนักงาน เพื่อเสริมสร้างสุขภาพที่แข็งแรงและลดความเสี่ยงต่อ NCDs 2. การส่งเสริมกิจกรรมทางกายและการออกแบบเมืองที่เอื้อต่อการเดิน (Walkable City): พัฒนาเมืองให้เอื้อต่อการเดินและการใช้ชีวิตที่กระฉับกระเฉง ลดการพึ่งพายานยนต์ส่วนบุคคล โดยเฉพารถจักรยานยนต์ รวมทั้งเพิ่มพื้นที่สีเขียวและพื้นที่สาธารณะให้ประชาชนสามารถเข้าถึงได้ภายในระยะเวลา 15 นาที

3.6 แผนการดำเนินงานขับเคลื่อนภูเก็ตเมืองต้นแบบในการปรับสภาพแวดล้อมให้เอื้อต่อการส่งเสริมกิจกรรมทางกายและลดภาวะเนือยนิ่ง (NCDs Ecosystem) เพื่อลดโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง ในจังหวัดภูเก็ต
ดร.เพ็ญ  สุขมาก ผู้อำนวยการสถาบันนโยบายสาธารณะ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ ได้นำเรียนแก่ที่ประชุมว่า สถาบันนโยบายสาธารณะ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ ได้ดำเนินโครงการพัฒนา “เมืองสุขภาวะจังหวัดภูเก็ต” ซึ่งได้รับการสนับสนุนงบประมาณจากสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2566 โดยมีเป้าหมายพัฒนาพื้นที่ต้นแบบด้านสถาปัตยกรรมและสิ่งแวดล้อมที่เอื้อต่อสุขภาวะ (Healthy Space Design) จำนวน 4–5 พื้นที่สำคัญ ได้แก่ หาดป่าตอง ย่านเมืองเก่า สวนสาธารณะสะพานหิน มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตภูเก็ต และบริเวณเขารัง โดยบางพื้นที่เป็นความร่วมมือระหว่างภาคเอกชนกับนักวิชาการด้านการออกแบบเมือง โดยผลการดำเนินโครงการในแต่ละพื้นที่ก่อให้เกิดผลสัมฤทธิ์เป็นรูปธรรม ดังนี้ 1) พื้นที่หาดป่าตอง ได้มีการติดตั้งอุปกรณ์ส่งเสริมกิจกรรมทางกายในพื้นที่สาธารณะ และมีประชาชนใช้งานในช่วงแรก อย่างไรก็ตาม ปัจจุบันอุปกรณ์บางส่วนชำรุดและขาดการบำรุงรักษาอย่างต่อเนื่อง จึงควรพิจารณากลไกการดูแลรักษาเพื่อความยั่งยืนของโครงการ 2) พื้นที่ย่านเมืองเก่า มีการออกแบบเส้นทางการเดิน (Walkable Route) โดยทำงานร่วมกับชุมชนและภาคธุรกิจ เพื่อเชื่อมโยงการท่องเที่ยวกับกิจกรรมทางกาย งานวิจัยสนับสนุนแนวคิดดังกล่าว โดยชี้ว่าการเพิ่มจำนวนผู้เดินในย่านการค้าช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจและส่งผลเชิงบวกต่อผลิตภัณฑ์มวลรวม (GDP) ทั้งนี้ ได้มีการทดลองดำเนินการบางส่วนและพบว่ามีความเป็นไปได้ในการพัฒนาให้เกิดผลในทางปฏิบัติ 3) สวนสาธารณะสะพานหิน พบการใช้พื้นที่เพื่อกิจกรรมทางกาย เช่น กีฬา Woodball อย่างต่อเนื่อง สะท้อนศักยภาพของพื้นที่สาธารณะในการส่งเสริมสุขภาวะประชาชน 4) มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตภูเก็ต มีการพัฒนาตลาดบ้านซ้านในรูปแบบ Green Market ส่งเสริมการบริโภคอาหารที่ดีต่อสุขภาพ และสามารถสร้างการหมุนเวียนทางเศรษฐกิจในพื้นที่ประมาณ 4 ล้านบาท

อ้างอิงจากโครงการที่ได้มีการดำเนินการตั้งแต่ปี 2566 – 2568 ที่ผ่านมา และการผลักดันให้เกิดการขับเคลื่อนการพัฒนาสุขภาวะประชาชนชาวจังหวัดภูเก็ตอย่างต่อเนื่อง ในปี 2569 เนื่องจากข้อมูลชี้ว่าประชาชนมากกว่าร้อยละ 40 มีกิจกรรมทางกายต่ำกว่ามาตรฐาน ทั้งนี้ ภายใต้ทรัพยากรและต้นทุนที่มีอยู่จึงมีความจำเป็นต้องต่อยอดและบูรณาการการดำเนินงานเพื่อเพิ่มระดับกิจกรรมทางกาย (Physical Activity: PA) ของประชาชนจังหวัดภูเก็ต สถาบันนโยบายสาธารณะ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ จึงมีการส่งเสริมกิจกรรมทางกายควรดำเนินควบคู่กับการปรับพฤติกรรมการบริโภคอาหารที่เหมาะสม เพื่อให้เกิดผลลัพธ์ด้านสุขภาวะอย่างเป็นรูปธรรมและยั่งยืน 3.6.1 แนวทางการขับเคลื่อนในเขตชุมชนเมือง
คุณเพ็ญจมาส ศิริกิจวัฒนา คณะทำงาน ย่านบ่านซ้าน ได้รวบรวมความคิดเห็นจากตัวแทนชุมชนต่าง ๆ และสังเคราะห์ออกมาเป็นข้อเสนอโครงการรวม 6 โครงการ ดังนี้ 1) โครงการปิดถนนซอยรมณีย์ (ย่านเมืองเก่า) - เสนอให้ปิดถนนตลอดทั้งวัน เพื่อพัฒนาเป็นพื้นที่ท่องเที่ยวและพื้นที่ปลอดภัยสำหรับการเดิน โดยมุ่งเน้นความปลอดภัยของผู้อยู่อาศัย โดยเฉพาะผู้สูงอายุ รวมถึงสนับสนุนผู้ประกอบการในพื้นที่ ทั้งนี้ ร้านค้าในบริเวณดังกล่าวให้ความร่วมมือเป็นอย่างดี - แนวทางการประเมินผล จะดำเนินการเก็บข้อมูลจำนวนคนเดินก่อนและระหว่างการปิดถนน พร้อมทั้งการสัมภาษณ์ผู้มีส่วนเกี่ยวข้อง เพื่อนำข้อมูลมาเปรียบเทียบ คาดการณ์ว่าปริมาณคนเดินจะเพิ่มขึ้นไม่น้อยกว่าร้อยละ 30 และยอดขายของร้านค้า เพิ่มขึ้นในสัดส่วนใกล้เคียงกัน

2) โครงการส่งเสริมความสามารถในการเดิน (Walkability and Walk Path) - เสนอการขอคืนพื้นที่ทางเท้าให้เป็นพื้นที่สาธารณะอย่างแท้จริง โดยประสานความร่วมมือกับเทศบาลและเจ้าหน้าที่เทศกิจ เพื่อจัดระเบียบและปรับปรุงทางเท้าให้ปลอดภัยและเอื้อต่อการสัญจรของประชาชน - เสนอให้มีการปรับปรุงแสงสว่าง เพิ่มที่นั่งพัก (Street Furniture) และจัดทำร่มเงา เพื่อลดความร้อน โดยประสานความร่วมมือกับหน่วยงานด้านการออกแบบ เช่น TCDC ในการพัฒนาแนวทางที่เหมาะสม รวมถึงการขีดสีตีเส้น กำหนดขอบเขตและขยายขนาดทางเท้าให้สอดคล้องกับปริมาณคนเดิน - พื้นที่ทดลองครอบคลุมทุกชุมชนในย่านเป้าหมาย กลุ่มเป้าหมายประมาณ 1,500 คน โดยมีกลุ่มตัวอย่างศึกษา 300 คน ซึ่งส่วนใหญ่เป็นผู้สูงอายุ คาดว่าจะสามารถเพิ่มการใช้ทางเท้าได้ไม่น้อยกว่าร้อยละ 60 และลดการใช้รถจักรยานยนต์ในระยะทางสั้น - ขั้นตอนดำเนินงาน ประกอบด้วย 1) การสำรวจสภาพทางเท้า 2) บันทึกจุดเสี่ยง และ              3) ประเมินผลการเปลี่ยนแปลงภายหลังดำเนินการ 3 เดือน

3) โครงการเชื่อมโยงเมือง (Urban Connectivity) - พัฒนาระบบป้ายสัญลักษณ์และเส้นทางเดินเชื่อมโยงแต่ละย่าน

4) โครงการ Community Pocket Green – พื้นที่สีเขียวขนาดย่อม การจัดทำพื้นที่สีเขียวขนาดย่อม (Pocket Green) ในจุดสำคัญ เช่น บริเวณวัดมงคลนิมิต และลานหญ้าชาเตอร์ เพื่อช่วยลดความตึงเครียดและส่งเสริมความสัมพันธ์ทางสังคมของคนในชุมชน

5) โครงการ Active Program จัดกิจกรรมเดินชมบ้านและเมือง โดยชุมชนชาเตอร์เป็นผู้ริเริ่ม เพื่อสร้างประสบการณ์ร่วมและเพิ่มแรงจูงใจให้ประชาชนออกมาใช้พื้นที่สาธารณะมากขึ้น
6) โครงการ Active Hub - จัดตั้งศูนย์กลางความร่วมมือระหว่างย่าน เพื่อเป็นพื้นที่แลกเปลี่ยนความคิดเห็น นำเสนอปัญหา และร่วมกันพัฒนาแนวทางแก้ไข โดยเปิดโอกาสให้กลุ่มคนสร้างสรรค์ นักวิชาการ และภาคประชาชนพบปะหารือกันอย่างสม่ำเสมอ (เดือนละ 3–5 ครั้ง) และร่วมกันพัฒนาโครงการที่เป็นรูปธรรม
จากการนำเสนอโครงการอ้างอิงข้อมูลข้างต้น ที่ประชุมเห็นชอบให้ดำเนินการข้อเสนอทั้ง 6 โครงการ เนื่องจากมีความน่าสนใจและเล็งเห็นว่าโครงการมีศักยภาพในการช่วยส่งเสริมกิจกรรมทางกาย เสริมสร้างเศรษฐกิจชุมชน และยกระดับคุณภาพชีวิตประชาชนในพื้นที่เมืองเก่าและย่านใกล้เคียง จึงควรพิจารณาบูรณาการเข้าสู่แผนพัฒนาระดับท้องถิ่นและจังหวัดต่อไป และหนุนเสริมโดยหน่วยงานฟังก์ชั่นหลักของภาครัฐให้เกิดการสนับสนุนเชิงนโยบายสู่การขับเคลื่อนเมืองโดยภาคประชาชนมีส่วนร่วม เพื่อส่งเสริมความยั่งยืนในการพัฒนาสุขภาวะที่ดีแก่ประชาชนอย่างแท้จริง

วาระที่ 4 เรื่องเพื่อพิจารณา
4.1 แนวทางและกลไกการดำเนินงานการส่งเสริมกิจกรรมทางกาย ลดภาวะเนือยนิ่งในชีวิตประจำวัน และสร้างสภาพแวดล้อมลดโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง NCDs Ecosystem  ในจังหวัดภูเก็ต
4.1.1 ร่างคณะอนุกรรมการ/คณะทำงาน ประเด็นย่อย
จากข้อมูลทั้งหมดข้างต้นที่ได้มีการนำเสนอแก่ที่ประชุม ในช่วงสุดท้ายผู้เข้าร่วมประชุมได้ให้ความเห็นเสนอแนะ สรุปข้อเสนอแนะเชิงยุทธศาสตร์ถึงแนวทางและกลไกการขับเคลื่อนนโยบายสาธารณะระดับจังหวัดภูเก็ต ดังนี้

  1. เป้าหมายและวิสัยทัศน์ร่วม (Shared Vision & Goals) • สร้างพิมพ์เขียวเมืองสุขภาวะ (Phuket City Blueprint): บูรณาการความเข้าใจร่วมกันระหว่างภาครัฐ เอกชน และประชาชน เพื่อขับเคลื่อนภูเก็ตสู่เป้าหมาย "เมืองสุขภาวะที่ดีสำหรับคนทุกช่วงวัย" • การออกแบบเมืองเพื่อสุขภาวะระยะยาว (Longevity by Design): นำโมเดลพื้นที่อายุยืนยาว (Blue Zone) ของสิงคโปร์มาประยุกต์ใช้ เช่น การพัฒนาระบบ Day Care สำหรับผู้สูงอายุ และการอบรมจิตวิทยาการดูแลสุขภาพ • เป้าหมายเชิงสุขภาพ: มุ่งเน้นการลดช่องว่างระหว่างอายุขัย (Life Span) และอายุสุขภาพ (Health Span) เพื่อให้ประชาชนมีอายุยืนยาวอย่างมีคุณภาพ

  2. การแบ่งกลุ่มเป้าหมายเชิงยุทธศาสตร์ (Target Segmentation) • จำแนกตามช่วงวัย: แบ่งกลุ่มเป้าหมายการพัฒนาออกเป็น 4 กลุ่มหลัก ได้แก่ วัยเด

 

ประชุมเวที Kickoff จ.น่าน 23 ก.พ. 2569 23 ก.พ. 2569

 

เวที “สานพลังความร่วมมือการสร้างสภาวะแวดล้อมทางกายภาพ และสังคมเพื่อลดโรคไม่ติดต่อเรื้อรังและส่งเสริมกิจกรรมทางกาย จังหวัดน่าน” วันอังคารที่ 24 กุมภาพันธ์ 2569
ณ ห้องประชุมโรงแรมเทวราช อำเภอเมือง และสวนสาธารณะศรีเมือง อำเภอเมือง จังหวัดน่าน

 

เวที “สานพลังความร่วมมือการสร้างสภาวะแวดล้อมทางกายภาพ และสังคมเพื่อลดโรคไม่ติดต่อเรื้อรังและส่งเสริมกิจกรรมทางกาย จังหวัดน่าน” วันอังคารที่ 24 กุมภาพันธ์ 2569
ณ ห้องประชุมโรงแรมเทวราช อำเภอเมือง และสวนสาธารณะศรีเมือง อำเภอเมือง จังหวัดน่าน

ช่วงเช้า ณ ห้องประชุมโรงแรมเทวราช อำเภอเมือง จังหวัดน่าน 08.30 – 09.00 น. ลงทะเบียน รับเอกสาร 09.00 – 09.30 น. ทบทวนข้อมูล เป้าหมาย แนวคิดการจัดการ NCDs ผ่านสภาพแวดล้อมทางกายภาพและสังคมและ PA. 09.30 – 10.30 น. ต้นทุน ศักยภาพและความก้าวหน้าในการดำเนินงานในแต่ละพื้นที่
10.30 – 10.45 น. พักรับประทานอาหารว่าง 10.45 – 12.30 น. ขั้นตอนและกระบวนการจัดทำมาตรการ ลด NCDs ในระดับพื้นที่

ช่วงบ่าย ณ ห้องประชุมโรงแรมเทวราช อำเภอเมือง จังหวัดน่าน 13.00 – 14.30 น. การจัดทำแผนงาน โครงการเพื่อรับการสนับสนุนจากกองทุนหลักประกันสุขภาพพื้นที่ และการเชื่อมโยงกับแผนพัฒนาต่างๆ 14.30 – 15.00 น. นำเสนอ แลกเปลี่ยน

ช่วงบ่าย (15.00 – 18.00 น.) ณ สวนสาธารณะสวนศรีเมือง 15.00 – 18.00 น. พิธีบันทึกความร่วมมือการสร้างสภาวะแวดล้อมทางกายภาพและสังคมเพื่อลดโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง (NCDs) จังหวัดน่าน  ณ สวนศรีเมือง อำเภอเมืองน่าน • การแสดงและการส่งเสริมกิจกรรมทางกาย (ดนตรี ศิลปะ กีฬา) • พิธีเปิดและกล่าวถึงเจตนารมณ์ความร่วมมือ • พิธีลงนามบันทึกความร่วมมือของภาคีเครือข่าย • ประกาศเจตนารมณ์ “น่านเมืองสุขภาวะดี ลด NCDs” • ถ่ายภาพร่วมกันและสื่อสารสาธารณะ

กลุ่มเป้าหมาย • กลุ่มเป้าหมายในช่วงกระบวนการพัฒนาศักยภาพ ประกอบด้วย 1. แกนนำในระดับพื้นที่ 30 คน 2. คณะกรรมการฯ พี่เลี้ยงและทีมสนับสนุนจังหวัด 20 คน • กลุ่มเป้าหมายในช่วงนทึกความร่วมมือฯ ประกอบด้วย 1. แกนนำในระดับพื้นที่ 30 คน 2. คณะกรรมการฯ พี่เลี้ยงและทีมสนับสนุนจังหวัด 30 คน 3. หน่วยงานภาคียุทธศาตร์และหน่วยงานในจังหวัด 50 คน 4. คณะกรรมการฯ พี่เลี้ยงและทีมสนับสนุนจังหวัด 30 คน 5. ผู้สนใจและสาธารณะ 100 คน

วัตถุประสงค์ 1. เพื่อสานพลังกลไกความร่วมมือในการสร้างสภาพแวดล้อมทางสุขภาวะและสังคม ในการพัฒนานโยบายสาธารณะลด NCDs และส่งเสริมกิจกรรมทางกายลดภาวะเนือยนิ่ง จังหวัดน่าน 2. เพื่อร่วมกันจัดทำแผนงานและมาตรการในการส่งเสริมสภาพแวดล้อมลด NCDs แต่ละพื้นที่ 3. เพื่อร่วมกันประกาศเจตนารมณ์และลงนามบันทึกความร่วมมือระดับจังหวัดในการลดโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง (NCDs) 4. เพื่อสร้างการรับรู้และความเป็นเจ้าของร่วมของทุกภาคส่วนในจังหวัดน่าน

บันทึกข้อตกลงความร่วมมือ เรื่อง การบูรณาการกลไกความร่วมมือในการขับเคลื่อนนโยบายสาธารณะเพื่อลดโรคไม่ติดต่อ NCD Ecosystem โดยการสร้างสภาวะแวดล้อมทางกายภาพและสังคมให้เอื้อต่อการลดโรคไม่ติดต่อจังหวัดน่าน ระหว่าง สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) โดย สถาบันนโยบายสาธารณะ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ (สนส.ม.อ.) สำนักงานคณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติ (สช.)
กับ จังหวัดน่าน โดย องค์การบริหารส่วนจังหวัดน่าน, สำนักงานสาธารณสุขจังหวัดน่าน, โรงพยาบาลน่าน, สำนักงานส่งเสริมการปกครองส่วนท้องถิ่นจังหวัดน่าน, สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาน่าน สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาน่าน , องค์กรภาคประชาสังคม ภาคเอกชนและผู้แทนหน่วยงานหรือกลไกพื้นที่ปฏิบัติการขับเคลื่อน รวมถึงภาคียุทธศาสตร์ ที่มีชื่อต่อท้ายบันทึกความร่วมมือนี้

บันทึกข้อตกลงนี้จัดทำขึ้นเมื่อวันที่ ๒๔ กุมภาพันธ์ ๒๕๖๙ ณ สวนสาธารณะศรีเมือง อำเภอเมือง จังหวัดน่าน ระหว่าง สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) โดย สถาบันนโยบายสาธารณะ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ (สนส.ม.อ.) สำนักงานคณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติ (สช.) กับ  จังหวัดน่าน และภาคี เครือข่ายที่เกี่ยวข้องข้างต้น เห็นพ้องร่วมกันว่าจังหวัดน่านกำลังเผชิญกับปัญหาโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง (Non-Communicable Diseases: NCDs) เป็นสาเหตุการเสียชีวิตอันดับต้นๆ ซึ่งก่อให้เกิดความสูญเสียทางสุขภาพและภาระทางเศรษฐกิจอย่างมหาศาล การลดภาระโรคดังกล่าวจำเป็นต้องอาศัยมาตรการทางสังคม การสร้างสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อสุขภาวะ และการส่งเสริมให้มีกิจกรรมทางกายที่เพียงพอในชีวิตประจำวัน ลดภาวะเนือยนิ่ง และบูรณาการความร่วมมือระหว่างภาครัฐ ภาควิชาการ ภาคท้องถิ่น ภาคประชาชนและภาคเอกชน เพื่อขับเคลื่อนเชิงระบบและขยายผลเชิงนโยบาย  อีกทั้งสอดคล้องกับธรรมนูญว่าด้วยระบบสุขภาพแห่งชาติฉบับที่ ๓ พ.ศ. ๒๕๖๕ ที่ให้ความสำคัญกับ “การสร้างเสริมสุขภาพ และการจัดการปัจจัยสังคมที่กำหนดสุขภาพ ด้วยการทำสภาพแวดล้อมสนับสนุนที่เอื้อต่อการมีสุขภาพที่ดีอย่างสมดุล มีการพัฒนาศักยภาพบุคคลและชุมชน” เพื่อนำไปสู่เป้าหมาย “ระบบสุขภาพและสังคมที่เป็นธรรม”

การลงนามบันทึกความร่วมมือนี้ จึงมุ่งสร้างสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการมีสุขภาพดี เน้นการมีส่วนร่วมเพื่อขับเคลื่อนเป้าหมายสูงสุด คือ “น่านน่าอยู่  เมืองสุขภาพดี” โดยหน่วยงานที่ร่วมลงนามความร่วมมือในวันนี้ จะร่วมกันดำเนินงานดังต่อไปนี้ ๑. ร่วมกันจัดทำพัฒนาแผนยุทธศาสตร์ แผนปฏิบัติการ เพื่อบูรณาการกลไกความร่วมมือในการผลักดันแผนสู่การปฏิบัติ ระหว่างหน่วยงานภาครัฐ และภาคส่วนอื่นๆ เพื่อลดปัจจัยเสี่ยงและลดอัตราป่วยด้วยโรค NCDs ๒. ร่วมกันพัฒนาศักยภาพของภาคีเครือข่ายที่เกี่ยวข้องเช่น กลไกสมัชชาสุขภาพจังหวัดน่าน กลไกคณะกรรมการพัฒนาคุณภาพชีวิตระดับจังหวัด อำเภอ ตำบล โรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบล (รพ.สต.) ถ่ายโอนภารกิจสังกัด อบจ.น่าน องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น เครือข่ายอาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน (อสม.) สภาเด็กและเยาวชน นักเรียน นักศึกษา อาจารย์และประชาชนกลุ่มเป้าหมายที่เกี่ยวข้อง ๓. ร่วมกันพัฒนาสภาพแวดล้อมและนโยบายระดับพื้นที่ ให้เอื้อต่อการดำรงชีวิตที่กระฉับกระเฉงและลดความเสี่ยงจากโรค NCDs ภายใต้กรอบมาตรการ ๓:๕:๕ เพื่อลดโรค NCDs ประกอบด้วย • การสร้างสภาวะแวดล้อมทางกายภาพและสังคม เพื่อลดโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง และกำหนดให้การลด NCDs เป็นวาระร่วมของจังหวัดน่าน • การส่งเสริมมาตรการการปรับสภาพแวดล้อม และการมีกิจกรรมทางกาย ในทุกๆ ด้าน ภายในองค์กรและหน่วยงาน • การสร้างพื้นที่ต้นแบบ เสริมพลังและขยายพื้นที่ใหม่เพิ่มอย่างต่อเนื่อง รวมถึงสนับสนุนกลไกกลางในการสานพลังระดับจังหวัดเพื่อขับเคลื่อนร่วมกับภาคีเครือข่าย ๔. ร่วมกันสนับสนุนองค์ความรู้ ข้อมูล งบประมาณและทรัพยากรตามบทบาทหน้าที่

 

ประชุมจัดทำแผนปฏิบัติงานร่วมเพื่อลดโรคไม่ติดต่อ ขับเคลื่อน NCDs Ecosystem แบบบูรณาการ 27 ก.พ. 2569 27 ก.พ. 2569

 

ประชุมจัดทำแผนปฏิบัติงานร่วมเพื่อลดโรคไม่ติดต่อ ขับเคลื่อน NCDs Ecosystem แบบบูรณาการ

 

27 กุมภาพันธ์ 2569 ประชุมจัดทำแผนปฏิบัติงานร่วมเพื่อลดโรคไม่ติดต่อ ขับเคลื่อน NCDs Ecosystem แบบบูรณาการ โดยมีสำนักงานคณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติ (สช.) และภาคีเครือข่ายจากหลายหน่วยงานเข้าร่วม เพื่อร่วมกันกำหนดทิศทางการทำงานแบบบูรณาการ มุ่งลดปัจจัยเสี่ยงด้านสุขภาพและส่งเสริมกิจกรรมทางกายในทุกกลุ่มวัย ในการประชุมครั้งนี้ ดร.เพ็ญ สุขมาก ผู้อำนวยการสถาบันนโยบายสาธารณะ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ เข้าร่วมประชุมและให้ข้อเสนอแนะ โดยวัตถุประสงค์การประชุมครั้งนี้ ได้แก่
1. แลกเปลี่ยนข้อมูลสถานการณ์สุขภาพ แผนงาน และผลการดำเนินงานที่ผ่านมา
2. ร่วมกันจัดทำแผนปฏิบัติการร่วม เพื่อกำหนดแนวทางการดำเนินงานที่ชัดเจน ครอบคลุมการลดพฤติกรรมเสี่ยง การสร้างสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อสุขภาวะ และการผลักดันนโยบายสาธารณะอย่างเป็นรูปธรรม
3. หารือบทบาทหน้าที่ของแต่ละหน่วยงาน เพื่อสร้างการเปลี่ยนแปลงเชิงระบบ และวางรากฐานความร่วมมือระยะยาวในการขับเคลื่อน NCDs Ecosystem ให้เกิดผลลัพธ์ที่ยั่งยืนต่อไป

 

ประชุมนักประเมินทั้ง 4 จังหวัด เพื่อหารือและวางกรอบการประเมิน HIA ของในแต่ละพื้นที่ 3 มี.ค. 2569

 

 

 

 

 

ประชุมวางแผนงาน PA 3 มี.ค. 2569

 

 

 

 

 

ประชุมเครือข่าย พื้นที่สุขภาวะ โรงแรมเซาเทิร์นหาดใหญ่ 6 มี.ค. 2569

 

 

 

 

 

ประชุมทำความเข้าใจการเก็บข้อมูลสถานการณ์ กับคณะทำงานจ.ยะลา 7 มี.ค. 2569

 

 

 

 

 

ประชุมหารือเรื่อง พื้นที่สุขภาวะ ร่วมกับเทศบาลเมืองคอหงส์ 9 มี.ค. 2569

 

 

 

 

 

ประชุมหารือในการยกระดับพื้นที่ภัยพิบัติสู่พื้นที่สุขภาวะ ร่วมกับ ทต.ยะหริ่ง อบต.แว้ง อบต.ยุโป อบต.ท่าธง 10 มี.ค. 2569

 

 

 

 

 

ประชุมปรึกษาหารือเรื่องการพัฒนาพื้นที่สุขภาวะร่วมกับอบต.คลองหรัง จ.สงขลา 17 มี.ค. 2569

 

 

 

 

 

Healthy Workplace Strategy: ปรับสภาพแวดล้อม พลิกโฉมองค์กรปลอด NCDs 19 มี.ค. 2569 19 มี.ค. 2569

 

"Healthy Workplace Strategy: ปรับสภาพแวดล้อม พลิกโฉมองค์กรปลอด NCDs"
วันพฤหัสบดี ที่ 19 มีนาคม 2569  ณ Hotel Indigo Phuket Patong วัตถุประสงค์ : เพื่อผลักดันข้อเสนอเชิงนโยบายระดับชาติว่าด้วย การสร้างสภาพแวดล้อมให้เอื้อต่อการมีกิจกรรมทางกายในชีวิตประจำวัน และการส่งเสริมกิจกรรมทางกายเพื่อลดภาวะเนือยนิ่ง (Physical Inactivity) ผ่านความร่วมมือของภาคเอกชน โดยเฉพาะ ผู้ประกอบการโรงแรมและธุรกิจท่องเที่ยว "ทิศทางและอนาคตโรงแรมไทยภายใต้มาตรฐาน Green Health Hotel และเกณฑ์สุขาภิบาลยุคใหม่" โดย คุณศุภลักษณ์ ดำรงค์เชื้อ
      รองนายแพทย์สาธารณสุขจังหวัดภูเก็ต การบูรณาการภาคส่วนเพื่อสร้างสภาวะแวดล้อมที่เอื้อต่อการลดโรคไม่ติดต่อ (NCDs) โดย นายสมเกียรติ พิทักษกมลพร       ผู้ช่วยเลขาธิการคณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติ แนวทางการสร้างสภาพแวดล้อมให้เอื้อต่อการมีกิจกรรมทางกายในชีวิตประจำวัน และการส่งเสริมกิจกรรมทางกายเพื่อลดภาวะเนือยนิ่ง (Physical Inactivity) โดยความร่วมมือของภาคเอกชน ผู้ประกอบการโรงแรมและธุรกิจท่องเที่ยว โดย ดร.เพ็ญ สุขมาก
      ผู้อำนวยการสถาบันนโยบายสาธารณะ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์
The Future of Work: Health as a Business Strategy” วิเคราะห์ผลกระทบของ NCDs ต่อองค์กร และการใช้ “สภาพแวดล้อมองค์กร” เป็นตัวขับเคลื่อนพฤติกรรมสุขภาพของพนักงาน โดย ดร.วิภาภรณ์ เกียรติอำนวย
      รองกรรมการผู้จัดการ บริษัท เจ.เอซ อุตสาหกรรม จำกัด สรุปประเด็นสำคัญ และวาง Timeline ความร่วมมือในการขับเคลื่อน Healthy Workplace ในจังหวัดภูเก็ต • โรงแรมซีเบด แกรนด์ ภูเก็ต • โรงแรม C&N ภูเก็ต • โรงแรมเจซี พลู ภูเก็ต

 

แนวทางการดำเนินงานเพื่อยกระดับสถานที่ทำงานสู่การเป็นองค์กรปลอด NCDs และลดพฤติกรรมเนือยนิ่ง 1. การเตรียมความพร้อมและยกระดับสภาพแวดล้อมในสถานที่ทำงาน ดำเนินการเตรียมความพร้อมเพื่อยกระดับและปรับปรุงสภาพแวดล้อมในสถานประกอบการให้เอื้อต่อการมีสุขภาพที่ดี ลดพฤติกรรมเนือยนิ่ง (Sedentary Behavior) และลดภาระโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง (NCDs) ซึ่งจะนำไปสู่การลดภาระทางเศรษฐกิจ และส่งเสริมการเติบโตอย่างยั่งยืนขององค์กร โดยกำหนดพื้นที่นำร่องจำนวน 7 แห่ง ครอบคลุมสถานประกอบการด้านโรงแรม โรงพยาบาล สถานศึกษา และสปา ได้แก่ 1. โรงแรมซีเบด แกรนด์ ภูเก็ต 2. โรงแรม C&N ภูเก็ต 3. โรงแรมเจซี พลู ภูเก็ต 4. โรงพยาบาลกรุงเทพภูเก็ต 5. ธารธาราสปา ภูเก็ต 6. โรงเรียนขจรเกียรติศึกษา 7. มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตภูเก็ต 2. การจัดทำ Checklist เพื่อเตรียมความพร้อมเข้าสู่มาตรฐานสถานที่ทำงาน พัฒนาเครื่องมือ Checklist ในรูปแบบไฟล์ Excel สำหรับให้สถานประกอบการใช้ประเมินตนเองและเตรียมความพร้อมในการสมัครเข้ารับการรับรองมาตรฐาน ได้แก่ • “สถานที่ทำงานน่าอยู่ น่าทำงาน” • “สถานที่ทำงานปลอดโรค ปลอดภัย” โดย Checklist ดังกล่าวจะครอบคลุมด้านเอกสาร ระบบการจัดการ มาตรการด้านสุขภาพ และสิ่งแวดล้อมในองค์กร 3. การจัดทำแผนปฏิบัติการ (Action Plan) เพื่อยกระดับสุขภาพในสถานที่ทำงาน จัดทำแผนปฏิบัติการเบื้องต้นสำหรับสถานประกอบการ เพื่อใช้เป็นแนวทางในการดำเนินงานด้านสุขภาพอย่างเป็นระบบ ประกอบด้วย • การตรวจสุขภาพเบื้องต้นของพนักงาน และกำหนดเกณฑ์การตรวจสุขภาพ • การคัดเลือกและพัฒนาอาสาสมัครหรือแกนนำด้านสุขภาพในองค์กร • การกำหนดมาตรการส่งเสริมกิจกรรมทางกาย และลดพฤติกรรมเนือยนิ่ง • การออกแบบกิจกรรมและสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อสุขภาพ • การติดตาม ประเมินผล และตรวจสอบผลสัมฤทธิ์หลังการดำเนินงาน พร้อมจัดทำ Checklist ประกอบ เพื่อให้สถานประกอบการสามารถเตรียมความพร้อมและดำเนินงานได้อย่างเป็นรูปธรรม 4. การจัดกิจกรรม Workshop เพื่อทดลองปฏิบัติจริง จัดกิจกรรมเชิงปฏิบัติการ (Workshop) สำหรับสถานประกอบการนำร่อง ในช่วงต้นเดือนเมษายน เพื่อให้ผู้เข้าร่วมได้เรียนรู้ ทดลองออกแบบ และลงมือดำเนินกิจกรรมจริงในบริบทขององค์กรตนเอง โดยเน้นการสร้างความเข้าใจเชิงระบบ การแลกเปลี่ยนเรียนรู้ และการพัฒนาต้นแบบ (Prototype) สำหรับขยายผลในระยะต่อไป

 

"ย่าง-ย่าน-สุข: ร่วมปลุกพื้นที่สุขภาวะ ในย่านเมืองเก่าภูเก็ต" 20 มี.ค. 2569 20 มี.ค. 2569

 

"ย่าง-ย่าน-สุข: ร่วมปลุกพื้นที่สุขภาวะ ในย่านเมืองเก่าภูเก็ต" วันที่ 20 มีนาคม 2569 เวลา 08.30 – 14.30 น. ณ โรงแรมเพิร์ล ภูเก็ต

วัตถุประสงค์ : เพื่อสร้างปฏิบัติการในการผลักดันข้อเสนอนโยบายสู่การปฏิบัติในพื้นที่นำร่อง

กลุ่มเป้าหมาย : เทศบาลนครภูเก็ต เจ้าของพื้นที่/แกนนำชุมชน ผู้ประกอบการ/ร้านค้า สถาปนิก/ศูนย์สร้างสรรค์งานออกแบบภูเก็ต (TCDC ภูเก็ต)

กิจกรรม นำเสนอ "แบบ/ไอเดีย" ของทั้ง 5 โครงการ 1) Active Space – ปิดถนนซอยรมณีย์ (Car-free Sunday) 2) Walkability & Comfort – ปรับปรุงทางเท้า 3) Urban Connectivity – ระบบป้ายและการเชื่อมย่าน 4) Community Pocket Green – พื้นที่สีเขียวขนาดย่อม 5) Active Program – เดินดูบ้านแลเมือง ช่วงระดมสมอง (Workshop 1: วางเป้าหมาย สถานการณ์ กระบวนการและตัวชี้วัด): • ร่วมกันวางเป้าหมายและตัวชี้วัด เช่น บริบทสถานการณ์พื้นที่ ทุนพื้นที่ กระบวนการ และผลผลิต ผลลัพธ์ ผลกระทบ ตัวชี้วัดโครงการ
นำกระบวนการแลกเปลี่ยนโดย  ดร.เพ็ญ สุขมาก ผู้อำนวยการสถาบันนโยบายสาธารณะ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ แนวทางการดำเนินงานและปฏิทินกิจกรรมและวางแผนงบประมาณ
นำกระบวนการแลกเปลี่ยนโดย  ดร.เพ็ญ สุขมาก ผู้อำนวยการสถาบันนโยบายสาธารณะ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์
สรุปผลและนัดหมาย: สรุปมติที่ประชุม มอบหมายผู้รับทุน มอบหมายงานรายโครงการ และกำหนดวันประชุมติดตามความคืบหน้า และการติดตามประเมินผลครั้งถัดไป

 

การพัฒนาพื้นที่เมืองเพื่อส่งเสริมกิจกรรมทางกายและเศรษฐกิจชุมชน การพัฒนาพื้นที่เมืองในปัจจุบันมิได้มุ่งเน้นเพียงการปรับปรุงโครงสร้างพื้นฐานทางกายภาพเท่านั้น แต่ยังให้ความสำคัญกับการออกแบบพื้นที่ที่สามารถตอบสนองต่อวิถีชีวิตของประชาชนในมิติต่าง ๆ อย่างครอบคลุม ทั้งด้านสุขภาพ เศรษฐกิจ สังคม และการท่องเที่ยว โดยแนวคิดสำคัญของการพัฒนาครั้งนี้คือ “การเชื่อมโยงพื้นที่ผ่านระบบป้ายและข้อมูล” เพื่อสร้างเมืองที่มีความสะดวก สะอาด ปลอดภัย และเข้าถึงได้สำหรับทุกคน (Universal Design) ควบคู่ไปกับความยั่งยืน (Sustainable Development) องค์ประกอบสำคัญของการพัฒนาประกอบด้วย การจัดทำแผนที่ (Map) ที่ครอบคลุมการใช้งานของพื้นที่ ทั้งในด้านการเดินทาง การเข้าถึงจุดสำคัญ และการเชื่อมโยงเส้นทางสำหรับประชาชนและนักท่องเที่ยว การจัดทำคู่มือหรือ Guide Book เพื่อแนะนำสถานที่สำคัญ เช่น แหล่งท่องเที่ยว ร้านอาหาร และจุดพักผ่อน โดยเน้นการเล่าเรื่อง (Storytelling) เพื่อสร้างประสบการณ์ที่น่าสนใจ รวมถึงการออกแบบป้ายและสัญลักษณ์ที่มีความชัดเจน ทนทาน และสามารถสื่อสารข้อมูลได้อย่างมีประสิทธิภาพ ตลอดจนการพัฒนาระบบข้อมูล เช่น QR Code หรือแพลตฟอร์มออนไลน์ เพื่อเพิ่มช่องทางการเข้าถึงข้อมูลของผู้ใช้งาน ในด้านการออกแบบพื้นที่ ได้มีการกำหนดเส้นทางการใช้งานตามวัตถุประสงค์ (Zoning) เช่น เส้นทางเพื่อสุขภาพ เส้นทางท่องเที่ยว และเส้นทางเศรษฐกิจ เพื่อให้เกิดการใช้งานที่หลากหลายและตอบโจทย์กลุ่มเป้าหมายที่แตกต่างกัน นอกจากนี้ ยังมีการพัฒนา “โปรแกรมกิจกรรม” ทั้งในช่วงกลางวันและกลางคืน (Day & Night Economy) เพื่อให้พื้นที่มีชีวิตชีวาอย่างต่อเนื่อง โดยในช่วงกลางวันเน้นกิจกรรมเชิงท่องเที่ยว การเรียนรู้ และวัฒนธรรม ส่วนช่วงกลางคืนเน้นกิจกรรมตลาด ถนนคนเดิน และการแสดง ซึ่งช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจในระดับชุมชน อีกหนึ่งองค์ประกอบสำคัญคือการจัดเตรียมสิ่งอำนวยความสะดวก (Facility) เช่น ห้องน้ำ จุดปฐมพยาบาล ที่จอดรถ และพื้นที่พักผ่อน เพื่อรองรับการใช้งานของประชาชนอย่างเหมาะสม ควบคู่กับการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านความปลอดภัย เช่น ระบบไฟส่องสว่าง กล้องวงจรปิด (CCTV) และการออกแบบทางเดินและทางจักรยานที่ปลอดภัย ในด้านการขับเคลื่อนการพัฒนา ได้เน้นการมีส่วนร่วมของทุกภาคส่วน โดยมีองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นเป็นแกนหลัก ร่วมกับภาคเอกชน ภาควิชาการ และภาคประชาชน ผ่านการสร้างความร่วมมือในรูปแบบ MOU เพื่อให้เกิดการดำเนินงานที่มีประสิทธิภาพและยั่งยืน ผลลัพธ์ที่คาดหวังจากการพัฒนารูปแบบดังกล่าว คือ การเพิ่มระดับกิจกรรมทางกายของประชาชน ลดพฤติกรรมเนือยนิ่ง (Sedentary Behavior) ส่งเสริมให้เกิดเมืองที่มีชีวิตชีวาและปลอดภัย ตลอดจนกระตุ้นเศรษฐกิจฐานรากผ่านการท่องเที่ยวและกิจกรรมในชุมชน

จากเวทีประชุมได้ workshop นำเสนอแนวทางการพัฒนา 3 เรื่อง สรุปได้ดังนี้ 1. ป้าย และเชื่อมโยงพื้นที่ “สะดวก สะอาด ปลอดภัย” แนวคิด • มีความเป็นสากล • ติดตั้งไม่เกะกะ • มีความเป็นอัตลักษณ์ • Sustainable • Universal Design เครื่องมือ 1. MAP • มีการออกแบบที่ครอบคลุมการใช้งาน • จุดจอดรถ / รถโดยสาร • สำรวจกลุ่มผู้ใช้งาน o นักท่องเที่ยว o คนในพื้นที่ • เพิ่มมุมมองด้านการท่องเที่ยว 2. GUIDE BOOK • สำหรับการท่องเที่ยว • ร้านอาหาร / คาเฟ่ 3. ป้าย สัญลักษณ์ • การใช้สี epoxy • เทอร์โมพลาสติก (ทนทาน) • ใช้ในทางแยก 4. ระบบโดยสารสาธารณะ • บอกข้อมูลครบถ้วน ชัดเจน • แสดงระยะทาง และเส้นทางที่ชัดเจน ROLLER MAP • แบ่งตามจุดประสงค์ • ความเหมาะสมร้านค้า • ระบบออนไลน์ • QR Code • Experience Design Support • การประชาสัมพันธ์ • ท้องถิ่น / สมาคมธุรกิจท่องเที่ยว กิจกรรม (DAY & NIGHT) ดูบ้านเก่าเมือง (4 จุดหลัก) 1. ถนนสายหลัก – เดินตลาดเช้า / ตลาดกลางคืน 2. ถนนรอง – กิจกรรมศิลปะ / จุด check-in / วัฒนธรรม 3. ชุมชน/ตลาด – วิถีชีวิต / ของพื้นถิ่น / อาหาร 4. ย่านเมืองเก่า – ย่านการค้า / วัฒนธรรม มี storytelling Facility • ห้องน้ำ • จุดปฐมพยาบาล • จุดจอดรถ • จุดขยะ ขับเคลื่อนโดย • เทศบาลเป็นแกนหลัก • MOU ร่วม 4 ภาคส่วน o รัฐ o เอกชน o ภาคประชาสังคม • คนในชุมชนมีส่วนร่วม 2. ปรับปรุงโครงสร้างเมือง (ผังทางแยก + การจัดโซนพื้นที่) แนวคิดหลัก • ปรับปรุงทางแยก • จัดพื้นที่การใช้งาน • เชื่อมโยงเส้นทาง องค์ประกอบ • ถนนหลัก • ถนนรอง • วงเวียน • พื้นที่พาณิชย์ สิ่งที่ต้องพัฒนา 1. ทางเดินเท้า 2. ทางจักรยาน 3. จุดพัก / พื้นที่กิจกรรม 4. พื้นที่สีเขียว ACTIVE PROGRAM แนวคิด • โซนดู ปั่น เดิน • ใช้การเดินเป็นหลัก • นับ STEP + CALORIES BURN กิจกรรม 1. เส้นทางกิจกรรมทางกาย o ใช้เส้นทางเดินหลัก o ประชาสัมพันธ์ให้รับรู้ 2. กิจกรรมกลางคืน o ถนนคนเดิน / ตลาด o ดึงคนเข้าพื้นที่ 3. Parking Hub o มีจุดจอดรถหลัก o เชื่อมการเดิน 4. ตลาดชุมชน 24 ชม. (บางจุด)

  1. พื้นที่และสิ่งแวดล้อม ปรับปรุงพื้นที่
  2. ทางเดิน + เพิ่มความปลอดภัย o CCTV o ไฟส่องสว่าง
  3. สร้างระบบกิจกรรม o Free space

โครงสร้างเมือง 1. พื้นที่สีเขียว / สวน o มีไฟ + CCTV 2. พื้นที่ริมน้ำ o พัฒนาเป็นจุดกิจกรรม 3. พื้นที่สาธารณะขนาดเล็ก o Pocket Park 4. การจัดการสายไฟ o เก็บสายลงดิน

 

ลงพื้นที่ประชุมชี้แจงเก็บข้อมูล กับคณะทำงานจ.ยะลา ณ มูลนิธิ 24 มี.ค. 2569

 

 

 

 

 

ประชุมปรึกษาหารือเรื่องพื้นที่ภัยพิบัติสู่พื้นที่สุขภาวะ ร่วมกับเทศบาลตำบลยะหริ่ง จ.ปัตตานี 7 เม.ย. 2569

 

 

 

 

 

ประชุมปรึกษาหารือเรื่องพื้นที่ภัยพิบัติสู่พื้นที่สุขภาวะ ร่วมกับ อบต.แว้ง จ.นราธิวาส 8 เม.ย. 2569

 

 

 

 

 

ลงพื้นที่ จ.ยะลา /อบจ.นัดดูพื้นที่ออกแบบสถาปัตย์ /kick off กิจกรรม 9 เม.ย. 2569

 

 

 

 

 

ประชุมถอดบทเรียนพื้นที่อบต.คลองหรัง 20 เม.ย. 2569

 

 

 

 

 

ประชุม PA ภูเก็ตกับภาคเอกชน 15 พ.ค. 2569

 

 

 

 

 

workshop หลักสูตรผสานพลังสถาปัตยกรรมและนโยบายสู่เมืองสุขภาวะ 18 พ.ค. 2569

 

 

 

 

 

workshop ติดตามพื้นที่ หลักสูตรผสานพลังสถาปัตยกรรมและนโยบายสู่เมืองสุขภาวะ 4 มิ.ย. 2569