สถาบันนโยบายสาธารณะ (สนส. ม.อ.)

directions_run

โครงการพัฒนาและบูรณาการกลไกสร้างเสริมสุขภาวะเพื่อการจัดการระบบสุขภาพชุมชน เขตสุขภาพที่ 10

อบรมนักสื่อสารสุขภาวะ14 สิงหาคม 2569
14
สิงหาคม 2569รายงานจากพื้นที่ โดย นางสาวจงกลนี ศิริรัตน์
circle
กิจกรรมที่ปฎิบัติรายละเอียดของการทำกิจกรรมที่ได้ปฎิบัติจริง
  1. กล่าวต้อนรับและเปิดการอบรมเชิงปฏิบัติการนักสื่อสารสร้างเสริมสุขภาวะชุมชน                          โดย นายกองค์องค์การบริหารส่วนตำบลยางขี้นก 2.การชี้แจงวัตถุประสงค์ของการอบรมเชิงปฏิบัติการนักสื่อสารสร้างเสริมสุขภาวะชุมชน โดย คุณจงกลนี ศิริรัตน์ ผู้ประสานโครงการเขต 10

  2. ทำความเข้าใจนักข่าวพลเมืองและการสื่อสารสาธารณะ โดย คุณวลัยลักษณ์ ชมโนนสูง เจ้าหน้าที่พัฒนาเครือข่ายชำนาญการ Thai PBS Locals • สื่อคือเครื่องมือสร้างความเข้าใจ: “การสื่อสารทำให้เกิดความเข้าใจสถานการณ์ ทำให้เห็นประเด็นวาระที่สำคัญ” นักข่าวพลเมืองไม่ใช่แค่คนรายงานข่าว แต่เป็นผู้ที่ใช้การสื่อสารเพื่อทำให้สังคมเห็นภาพรวมและปัญหาที่เกิดขึ้นจริงในพื้นที่
    • พลังสื่อโดยสมัครใจ (Voluntary Media Power): กลไกสำคัญของการสื่อสารสาธารณะในระดับรากหญ้า ไม่ว่าจะเป็น หอกระจายข่าวประจำหมู่บ้าน, Facebook, หรือ LINE ล้วนขับเคลื่อนด้วยความสมัครใจของคนในชุมชนที่ลุกขึ้นมาเป็นนักสื่อสารสาธารณะเพื่อปกป้องหรือพัฒนาพื้นที่ของตนเอง • บทบาท "สะพานเชื่อม" (Bridging): สื่อสาธารณะและนักข่าวพลเมืองทำหน้าที่เป็นสะพานเชื่อมระหว่างชาวบ้าน งานวิจัย นวัตกรรม และระดับนโยบาย เพื่อสะท้อนบริบทของชุมชน (โดยเฉพาะพื้นที่ภาคอีสาน) ให้นำไปสู่การเปลี่ยนแปลงและพัฒนาคุณภาพชีวิต
    • การปรับตัวของพลเมืองสู่โลกดิจิทัล: ในการบรรยายหรือลงพื้นที่ Workshop คุณวลัยลักษณ์มักเป็นผู้ถ่ายทอด "เทคนิคการนำเสนอการผลิตสื่อโซเชียลมีเดีย (Social Media)" เพื่อให้ชาวบ้านในท้องถิ่น (รวมถึงกลุ่มผู้สูงวัยที่เพิ่งเข้าถึงเทคโนโลยี หรือ Digital Migrant) สามารถใช้สมาร์ตโฟนเล่าเรื่องราวของชุมชนตัวเองสู่สายตาสาธารณะได้อย่างมีประสิทธิภาพ
    ผลงานที่โดดเด่น (Thai PBS Locals) • รายการ “อยู่ดีมีแฮง”: ซึ่งเป็นพื้นที่ให้ชุมชนและนักข่าวพลเมืองภาคอีสานได้ถ่ายทอดเรื่องราววิถีชีวิต ภูมิปัญญาท้องถิ่น และความเข้มแข็งของชุมชนผ่านมุมมองของ "คนในพื้นที่" เอง

  3. บรรยายการใช้ AI หาเร่ืองเล่า ออกแบบโปสเตอร์ โดย คุณสุชัย เจริญมุขยนันท Ubonconnect การใช้ AI หาเรื่องเล่า
    คุณสุชัยกล่าวถึงการใช้ AI ว่าเป็น "ผู้ช่วย" ไม่ใช่ "ผู้แทน" ในการเล่าเรื่องของชุมชน:
    • การจับประเด็นและสรุปข้อมูล: สามารถใช้ AI ช่วยรวบรวมและสรุปข้อมูลดิบที่กระจัดกระจายในพื้นที่ หรือใช้เป็นคู่คิดในการวางโครงสร้างการเล่าเรื่อง (Story Outline) ให้มีความน่าสนใจ กระชับ และตรงใจกลุ่มเป้าหมายมากขึ้น
    • รู้เท่าทันสื่อในยุค AI: ประเด็นสำคัญที่คุณสุชัยขับเคลื่อนอยู่เสมอคือเรื่องความท้าทายของ AI กับข่าวลวง (Deep Fake) ดังนั้น เมื่อใช้ AI หาเรื่องเล่า นักข่าวพลเมืองจะต้องมีทักษะการตรวจสอบข้อเท็จจริง (Fact-checking) เพื่อยืนยันความถูกต้องของข้อมูลท้องถิ่น ไม่ให้ตกเป็นเครื่องมือของข้อมูลที่บิดเบือน
    การใช้ AI ออกแบบโปสเตอร์และสื่อประชาสัมพันธ์
    ในด้านภาพลักษณ์และกราฟิก เครื่องมือ AI เข้ามามีบทบาทอย่างมากในการปลดล็อกขีดจำกัดทางศิลปะของคนทำงานสื่อ: • สร้างภาพจำของชุมชน: ใช้ AI ช่วยสร้างรูปภาพจำลองหรือดราฟต์ไอเดียการจัดวางภาพที่สะท้อนอัตลักษณ์ของพื้นที่ออกมาเป็นภาพกราฟิก ซึ่งทำได้รวดเร็วกว่าการเริ่มต้นวาดใหม่จากศูนย์
    • การประยุกต์ใช้ในงานระดับพื้นที่: ในการทำงานจริง เช่น การทำสื่อกราฟิกประชาสัมพันธ์สำหรับงานเวิร์กชอปถอดบทเรียน หรือการจัดเวทีประชุมภาคียุทธศาสตร์ต่างๆ การใช้ AI สามารถเข้ามาช่วยตั้งต้นการออกแบบโปสเตอร์ กำหนดโทนสีภาพ รวมถึงช่วยคำนวณและจัดสรรพื้นที่การจัดวางโลโก้หน่วยงานภาคีเครือข่ายให้มีความสมดุลและสวยงาม ซึ่งจะช่วยประหยัดเวลาของผู้ออกแบบและทำให้สื่อออกมาดูเป็นมืออาชีพ

  4. บรรยาย “การถ่ายภาพเล่าเรื่อง ออกแบบเรื่องเล่า หรือ เก็บภาพบรรยากาศเพิ่มเติม และการเรียนรู้การตัดต่อ/เล่าเร่ืองด้วยมือถือ โดย (โปรดิวเซอร์ และช่างภาพสารคดี) นพพล ช่วยตั้ว พื้นฐานการเขียนข่าวพลเมือง (Citizen Journalism Basics) การทำข่าวพลเมืองคือการที่ประชาชนในพื้นที่ลุกขึ้นมาเป็นผู้เล่าเรื่องราวของชุมชนตนเอง หัวใจสำคัญของการเขียนหรือเล่าข่าวคือการตอบคำถามพื้นฐานให้ครบถ้วน เพื่อให้ผู้รับสารเข้าใจสถานการณ์อย่างแจ่มแจ้ง • ทำอะไร (What): เหตุการณ์หลัก หรือประเด็นสำคัญที่เกิดขึ้นคืออะไร • อยู่ที่ไหน (Where): สถานที่เกิดเหตุ เพื่อสร้างบริบทให้ผู้ชมรู้ว่าเรื่องนี้เกี่ยวกับพื้นที่ใด • เมื่อไหร่ (When): เวลาที่เกิดเหตุการณ์ เพื่อบอกความสดใหม่หรือความต่อเนื่องของเรื่องราว • อย่างไร (How): เหตุการณ์นั้นเกิดขึ้นได้อย่างไร มีกระบวนการหรือรายละเอียดเพิ่มเติมอย่างไรบ้าง เทคนิคการใช้สมาร์ทโฟนถ่ายวิดีโอแบบมืออาชีพ สมาร์ทโฟนเป็นเครื่องมือที่ทรงพลังที่สุดสำหรับนักข่าวพลเมือง หากรู้จักดึงศักยภาพออกมาใช้ • เรียนรู้แสง: แสงคือหัวใจของภาพวิดีโอ ควรให้แสงหลักส่องเข้าหน้าตัวแบบ หลีกเลี่ยงการถ่ายย้อนแสง (ยกเว้นต้องการสื่อความหมายพิเศษ) และพึ่งพาแสงธรรมชาติให้มากที่สุด • เสียงสำคัญไม่แพ้ภาพ: ผู้ชมมักทนดูภาพที่สั่นหรือมืดได้มากกว่าการทนฟังเสียงที่อู้อี้หรือมีเสียงรบกวน ควรเข้าใกล้แหล่งกำเนิดเสียง หรือใช้ไมโครโฟนเสริมเสมอ • เลือกรูปแบบแนวตั้งหรือแนวนอน: กำหนดตั้งแต่ก่อนถ่ายว่าคลิปนี้จะไปฉายที่ไหน (TikTok/Reels/Shorts ควรเป็นแนวตั้ง ส่วน YouTube/Facebook/TV ควรเป็นแนวนอน) • ยิ่งนิ่งยิ่งดี: เวลาถ่ายให้จับมือถือด้วยสองมือ หนีบศอกแนบชิดลำตัว กลั้นหายใจเล็กน้อยขณะถ่าย หรือใช้ขาตั้งกล้อง (Tripod) เพื่อไม่ให้ภาพสั่นไหวจนผู้ชมเวียนหัว • รักษาระยะให้พอเหมาะ: หลีกเลี่ยงการใช้การซูมด้วยนิ้ว (Digital Zoom) เพราะภาพจะแตกและสูญเสียความคมชัด ให้ใช้การ "เดินเข้าหา" วัตถุแทน • เตรียมตัวก่อนถ่าย: เช็ดเลนส์ให้สะอาด เช็กแบตเตอรี่ เคลียร์พื้นที่ความจำเครื่อง และเปิดโหมดเครื่องบิน (Airplane Mode) เพื่อป้องกันสายเรียกเข้าขณะกำลังบันทึกภาพ ขนาดภาพและมุมกล้องเพื่อสื่ออารมณ์ (Shot Sizes & Camera Angles) การเลือกขนาดภาพและมุมกล้องไม่ใช่แค่การบันทึกภาพ แต่เป็นการ "ชี้นำความรู้สึก" ของผู้ชม • ภาพกว้าง (Wide Shot): เน้นการเล่า "สถานที่และสภาพแวดล้อม" ให้ผู้ชมรู้ว่าเหตุการณ์นี้เกิดขึ้นที่ไหน สเกลใหญ่แค่ไหน • ภาพกลาง (Medium Shot): ถ่ายตั้งแต่ช่วงเอวหรือหน้าอกขึ้นไป เน้นตัวบุคคลเป็นหลักแต่ยังคงเห็นบริบทฉากหลัง นิยมใช้มากที่สุดในการสัมภาษณ์ • ภาพแคบ (Close-up): จับภาพเฉพาะใบหน้าหรือสิ่งของใกล้ๆ เพื่อเน้น "อารมณ์ความรู้สึก" หรือรายละเอียดที่สำคัญ • มุมสูง (High Angle): กล้องกดลงมาหาตัวแบบ ทำให้ตัวแบบดูเล็กลง รู้สึกโดดเดี่ยว เศร้า หรือด้อยอำนาจ • มุมต่ำ (Low Angle): กล้องเงยหน้าขึ้นหาตัวแบบ ทำให้ตัวแบบดูยิ่งใหญ่ น่าเกรงขาม หรือมีอำนาจ • เบิร์ดอายวิว (Bird’s Eye View): มุมมองจากท้องฟ้า (เช่น โดรน) เพื่อให้เห็นภาพรวมของพื้นที่ทั้งหมด • มุมผ่านไหล่ (Over the Shoulder): ถ่ายข้ามไหล่ของคนหนึ่งไปยังอีกคนหนึ่ง มักใช้ในฉากสนทนา เพื่อให้เห็นความสัมพันธ์ระหว่างบุคคล • มุมแทนสายตา (POV): กล้องทำหน้าที่แทนตาของตัวละคร ทำให้ผู้ชมรู้สึกเหมือนได้เข้าไปอยู่ในเหตุการณ์นั้นจริงๆ เทคนิคการถ่ายสัมภาษณ์และการเก็บภาพเล่าเรื่อง (B-Roll) • การจัดองค์ประกอบด้วยจุดตัด 9 ช่อง (Rule of Thirds): ในการสัมภาษณ์ ไม่ควรวางผู้ถูกสัมภาษณ์ไว้ตรงกลางเป๊ะ แต่ควรวางตำแหน่งดวงตาหรือใบหน้าไว้ตรง "จุดตัด 4 จุด" ด้านใดด้านหนึ่ง และเหลือพื้นที่ว่าง (Lead Room) ในทิศทางที่ผู้ถูกสัมภาษณ์หันหน้าไป • ภาพถ่ายอินเสิร์ต (Insert / B-Roll): คือภาพบรรยากาศ ภาพสิ่งของ หรือภาพการกระทำต่างๆ ที่นำมาแทรกทับระหว่างเสียงสัมภาษณ์ เพื่ออธิบายให้เห็นภาพชัดเจนขึ้น และช่วยแก้ปัญหาภาพกระตุกเวลาตัดต่อ • กฎ 5 วินาที: ในการถ่ายภาพบรรยากาศแต่ละมุม ควรตั้งกล้องให้นิ่งและบันทึกภาพไว้อย่างน้อย 5-10 วินาที เพื่อให้มีเนื้อที่ภาพเพียงพอสำหรับนำไปใช้ในขั้นตอนการตัดต่อ การค้นหาและออกแบบเรื่องเล่า (Story Design) ก่อนลงมือถ่ายทำ ต้องมีกระบวนการคิด (Pre-production) ที่ชัดเจน เพื่อไม่ให้หลงประเด็น • เรื่องที่จะเล่าคืออะไร: กำหนดหัวใจของเรื่องให้ชัดเจนเพียง 1 ประเด็น เช่น นวัตกรรมโรงเรียนผู้สูงอายุ, การจัดการขยะในชุมชน หรือวิถีชีวิตคนเก็บเห็ด • เรื่องนี้จะบอกกับใคร (Target Audience): การรู้ว่าใครคือคนดู จะช่วยให้เรากำหนด "น้ำเสียง" และสไตล์การเล่าเรื่องได้ถูกจุด เช่น เล่าให้วัยรุ่นฟัง เล่าให้ผู้บริหารระดับประเทศฟัง • ทำไมคนอื่นต้องรู้เรื่องนี้ (Core Message): หาคุณค่าของข่าวให้เจอ ข่าวนี้สร้างแรงบันดาลใจไหม? ข่าวนี้ช่วยแก้ปัญหาให้สังคมไหม? หรือข่าวนี้เป็นกระบอกเสียงให้คนตัวเล็กตัวน้อย? • มีใครเกี่ยวข้องบ้าง (Stakeholders): ลิสต์รายชื่อตัวละคร (ผู้ถูกสัมภาษณ์) ที่จะทำให้เรื่องเล่ามีมิติรอบด้าน เช่น มีทั้งมุมมองของชาวบ้าน (ผู้ได้รับผลกระทบ), เจ้าหน้าที่รัฐ (ผู้ดูแลนโยบาย) หรือแพทย์ (ผู้เชี่ยวชาญ)

  5. ชมผลงานและแลกเปลี่ยนการเล่าเรื่อง โดย ผู้เข้าร่วม 6 กองทุน

  6. สรุปและกล่าวปิดการประชุม โดย นายเทียน แผลงฤทธิ์ นายกองค์การบริหารส่วนตำบลยางขี้นก
circle
ผลที่เกิดขึ้นจริงผลผลิต (Output) / ผลลัพธ์ (Outcome) / ผลสรุปที่สำคัญของกิจกรรม

ผลผลิตหลักจากการเรียนรู้ (Outputs) การอบรมได้ถ่ายทอดองค์ความรู้และทักษะสำคัญที่สามารถนำไปผลิตเป็นชิ้นงานสื่อสารชุมชนได้จริง ดังนี้: 1. การเป็นนักข่าวพลเมือง (Citizen Journalism) • บทบาทสะพานเชื่อม: นักสื่อสารทำหน้าที่เชื่อมโยงระหว่างชาวบ้าน งานวิจัย นวัตกรรม และระดับนโยบาย เพื่อสะท้อนบริบทพื้นที่ (โดยเฉพาะภาคอีสาน) ไปสู่การพัฒนาคุณภาพชีวิต • การสื่อสารแบบสมัครใจ: การใช้เครื่องมือใกล้ตัว เช่น หอกระจายข่าว, Facebook และ LINE เพื่อปกป้องและพัฒนาพื้นที่ตนเอง • การใช้งานแอปพลิเคชัน C-site: เพื่อเป็นช่องทางในการรายงานข่าวและสื่อสารสาธารณะ 2. การประยุกต์ใช้ AI ในงานสื่อสาร • ด้านเนื้อหา: ใช้ AI เป็น "ผู้ช่วย" (Co-pilot) ในการจับประเด็น สรุปข้อมูลดิบ และวางโครงสร้างเรื่องเล่า (Story Outline) ให้กระชับและน่าสนใจ • ด้านการออกแบบ: ใช้ AI ช่วยสร้างรูปภาพจำลอง (Draft Ideas) กำหนดโทนสี และจัดสรรพื้นที่การวางโลโก้หน่วยงานในโปสเตอร์ประชาสัมพันธ์ เพื่อความรวดเร็วและเป็นมืออาชีพ 3. ทักษะเทคนิคการผลิตสื่อด้วยมือถือ • การวางโครงเรื่อง (Story Design): การตอบคำถามพื้นฐาน 5W1H (What, Where, When, Why, How) และการกำหนดกลุ่มเป้าหมาย (Target Audience) ที่ชัดเจน • เทคนิคภาพและเสียง: การจัดองค์ประกอบภาพด้วยกฎจุดตัด 9 ช่อง (Rule of Thirds), การรักษาความนิ่งของภาพ (Stability), และความสำคัญของเสียงที่ต้องชัดเจนกว่าภาพ

ผลลัพธ์เชิงทักษะและแนวปฏิบัติ (Outcomes) ผู้เข้าร่วมอบรมได้รับแนวทางปฏิบัติที่สามารถยกระดับการทำงานสื่อสารในพื้นที่ให้มีคุณภาพเทียบเท่ามาตรฐานสากล : 1. ขนาดภาพและมุมกล้องเพื่อการสื่อสารอารมณ์ ขนาดภาพ / มุมกล้อง วัตถุประสงค์ในการสื่อสาร ภาพกว้าง (Wide Shot) เล่าบริบทสถานที่และสภาพแวดล้อมโดยรวม ภาพกลาง (Medium Shot) เน้นตัวบุคคลและบริบท นิยมใช้ในการสัมภาษณ์ ภาพแคบ (Close-up) เน้นอารมณ์ความรู้สึกหรือรายละเอียดสำคัญ มุมต่ำ (Low Angle) ทำให้ตัวแบบดูยิ่งใหญ่ น่าเกรงขาม เบิร์ดอายวิว (Bird’s Eye View) ให้เห็นภาพรวมพื้นที่ทั้งหมด (เช่น การใช้โดรน) 2. การออกแบบเรื่องเล่าให้มีมิติ (Storytelling Strategy) 1. ประเด็นเดียว (Single Core Message): เลือกเรื่องที่จะเล่าให้ชัดเจนเพียงประเด็นเดียว เช่น นวัตกรรมโรงเรียนผู้สูงอายุ หรือการจัดการขยะ 2. คุณค่าของข่าว (Value): ต้องหาให้เจอว่าข่าวนั้นสร้างแรงบันดาลใจ แก้ปัญหา หรือเป็นกระบอกเสียงให้ใคร 3. ความหลากหลายของตัวละคร (Stakeholders): การดึงมุมมองจากทั้งชาวบ้าน เจ้าหน้าที่รัฐ และผู้เชี่ยวชาญ เพื่อให้เนื้อหามีความน่าเชื่อถือ 3. การรู้เท่าทันสื่อในยุค AI (AI Literacy & Fact-checking) ผลลัพธ์สำคัญคือการสร้างทักษะการตรวจสอบข้อเท็จจริง (Fact-checking) เพื่อป้องกันปัญหาข่าวลวง (Deep Fake) โดยตระหนักว่า AI เป็นเพียงเครื่องมือเสริมทักษะ แต่ "คน" ยังคงเป็นผู้ยืนยันความถูกต้องของข้อมูลท้องถิ่น

circle
กลุ่มเป้าหมายที่เข้าร่วม
จำนวน 45 คน จากที่ตั้งไว้ 45 คน
ประกอบด้วย